i-Tail หุ้นหมื่นล้าน ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก

521

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด

Facebook | Youtube | Line | Website

i-Tail หุ้นหมื่นล้าน ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก


⁣“131,000–135,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5 ล้านล้านบาทต่อปี” คือมูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก ซึ่งเป็นการเติบโตระดับ 5.5-5.8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา  ถือเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัวลงทั้งโลกเลย⁣

เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 คนใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บ้าน ทำงานที่บ้านทำให้เกิดความเหงา และคนรุ่นใหม่ไม่มีลูกหรือแต่งงานช้าลง ทำให้เกิดเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า “Pet Humanization” หรือการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกของครอบครัว ⁣
ทำให้คนรุ่นใหม่ยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยง⁣

บมจ. ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่นหรือ i-Tail (ITC) ผู้นำในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ที่เป็นอันดับ 2 ในเอเชีย และอยู่ใน Top 10 ของโลก ไม่ธรรมดาเลยนะครับ เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้เพราะยึดหลักคิด Pet-Centric เน้นผลิตภัณฑ์ที่มองความต้องการของสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง⁣

จุดที่น่าสนใจคือตอนนี้ i-Tail กำลังก้าวสู่การเติบโตครั้งสำคัญ เพราะเค้ากำลังเตรียมเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์นี้⁣

i-Tail มีศักยภาพเติบโตอย่างไร? และทำไมถึงเลือกที่จะเข้าตลาดหุ้นตอนนี้และจะนำเงินไปต่อยอดด้านไหนบ้าง⁣
Eig Banphot Explains “ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้” ชวนเพื่อน ๆ นักลงทุนมาวิเคราะห์หาโอกาสลงทุนกันครับ⁣

มารู้จัก i-Tail: ⁣

บมจ. ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) เริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2520 โดยกลุ่มไทยยูเนี่ยน และเมื่อทางผู้บริหารต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปลาทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเห็นโอกาสในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัทจนขยายธุรกิจเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้⁣

สำหรับโมเดลธุรกิจของ i-Tail เข้าใจง่ายมากครับ ให้บริการรับจ้างผลิตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร (OEM) เริ่มตั้งแต่ให้คำปรึกษา ผลิต บรรจุ และส่งออก รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการให้กับลูกค้า⁣

ที่น่าสนใจคือ i-Tail เป็นหนึ่งในผู้นำในการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก อยู่ที่อันดับ 4 ของโลก แถมอัตราทำกำไรก็ดีที่สุดใน Top 5 ของโลกในกลุ่มนี้ด้วย โดยบริษัทฯประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงประเภทแมว และสุนัข ทั้งผลิตภัณฑ์ระดับทั่วไป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม

ศักยภาพและการเติบโต:⁣

 

⁣ตอนนี้ i-Tail มีโรงงานในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสงขลา ทั้งสองโรงงานได้มาตรฐานสากลและมีแผนขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติให้มากขึ้น มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 172,786 ตันต่อปี และมีรายการผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั้งหมด 5,187 ชนิด ไม่ธรรมดาเลยครับ ⁣

เมื่อไปดูไส้ในจะเห็นว่า i-Tail มีรายได้ส่วนใหญ่ มาจากอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับแมว 72% อาหารสุนัข 11.8% และรายได้อีกประเภทคือ ขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น ขนมสำหรับแมว 8.5% และขนมสำหรับสุนัข 7.2% (ที่มา: หนังสือชี้ชวน งวด 9 เดือน ณ 30 ก.ย 2565) ⁣

ข้อสังเกตคือ ทาง i-Tail มีแบรนด์ระดับโลกเป็นลูกค้ามากมาย และได้ถูกส่งออกไปจำหน่ายในกว่า 45 ประเทศทั่วโลก ในทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย และภูมิภาคโอเชียเนีย ⁣

ไม่ใช่แค่นี้ครับ ทางบริษัทฯ ยังมีแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงของตัวเอง (คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1%) เช่น Bellotta, Marvo, ChangeTer, Calico Bay และ Paramount ซึ่งมีข้อดีที่จะช่วยให้ลูกค้าในกลุ่ม OEM สามารถใช้ในการทดลองสินค้าในตลาดและประเมินความต้องการของผู้บริโภคให้กับแบรนด์ลูกค้าก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม

จุดเด่นของ i-Tail:

พอวิเคราะห์หลายมิติแล้วผมมองว่า ทาง i-Tail มีจุดเด่นหลายด้านเหมือนกันครับ⁣

1.อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูง⁣

จากการประเมินของ Frost & Sullivan มองว่าตลาดนี้มีโอกาสเติบโต 7.1% ในช่วง 5 ปีข้างหน้าซึ่งจะทำให้มูลค่าเพิ่มเป็น 185,000-190,000 แสนล้านเหรียญ จากเทรนด์เลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว⁣

น่าสนใจที่คาดการณ์อาหารแมวมีโอกาสเติบโต 8.2% มากกว่าอาหารสุนัขซึ่งอยู่ที่ 7.6% และมากกว่าค่าเฉลี่ยอาหารสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ที่เติบโตเฉลี่ยประมาณต่อปี 7.1%⁣

โดยความนิยมของแมวที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพที่อยู่อาศัยของสังคมเมือง ที่ส่วนใหญ่นิยมอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมมากขึ้น ทำให้การเลี้ยงน้องแมวตอบโจทย์มากกว่าสุนัข ซึ่งตรงกับกลุ่มที่ i-Tail มีความเชี่ยวชาญเพราะเน้นอาหารแมวมากกว่าอาหารสุนัข ทำให้มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์นี้⁣

นอกจากนี้ Frost & Sullivan ยังคาดการณ์ว่าอาหารแมวและสุนัขชนิดเปียกจะเติบโตในระดับ 10.7% ต่อปี เมื่อเทียบกับอาหารแมวและสุนัขชนิดแห้งหรือแบบเม็ด ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 5.3% ซึ่งก็ตรงกับทาง i-Tail ที่เน้นอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียกอีกเช่นกัน⁣

2.เป็นบริษัทในกลุ่มไทยยูเนี่ยน (TU)⁣

การที่ i-Tail เป็นหนึ่งในบริษัทของกลุ่มไทยยูเนี่ยน (TU) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจปลาทูน่ารายใหญ่ระดับโลก ทำให้มีข้อดีหลายด้าน เช่น การจัดหาวัตถุดิบได้มากเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสมและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ คำนึงถึงความยั่งยืนทางทะเล ทำให้ได้มาตรฐานสากล ⁣
ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับการใช้ส่วนผสมที่สดใหม่และมาจากธรรมชาติ และวัตถุดิบหลักก็คือ ปลาทูน่า ทำให้เป็นข้อได้เปรียบมาก ๆ ครับ⁣
นอกจากนี้ ยังได้นำเอาเทคโนโลยีคลังสินค้าระบบอัตโนมัติมาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้า และทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นในอนาคต⁣

3.ผลการดำเนินงานโดดเด่น⁣

ผลประกอบการย้อนหลังยังเติบโตมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้ง ๆ ที่เจอกับวิกฤตโควิด-19⁣

ปี 2562: รายได้ 10,955 ล้านบาท และกำไร 1,695 ล้านบาท⁣
ปี 2563: รายได้ 12,224 ล้านบาท และกำไร 2,548 ล้านบาท⁣
ปี 2564: รายได้ 14,529 ล้านบาท และกำไร 2,721 ล้านบาท⁣
9M/2565: รายได้ 15,829 ล้านบาท และกำไร 3,726 ล้านบาท⁣

นั่นหมายความว่า รายได้เติบโตเฉลี่ยต่อปี 15% ในขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 27%⁣

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 25.9% และอัตราทำกำไรสุทธิล่าสุดสูงถึง 23.3% ติดอันดับบริษัทที่สามารถทำกำไรได้สูงที่สุด Top 5 ของโลก ในกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก⁣

นอกจากนี้ ROA ก็สูงถึง 35.0% และ ROE สูงระดับ 77.8 % ⁣

ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.1x สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการของผู้บริหารได้เป็นอย่างดีครับ

4.บริษัทเน้นการวิจัยและการพัฒนา⁣

ประเด็นนี้น่าสนใจมากครับเพราะทาง i-Tail มองความต้องการของสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง (Pet-Centric) และยังมุ่งมั่นพัฒนาระบบนิเวศน์เชิงนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและนวัตกรรมกว่า 90 คน⁣
โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ล้ำสมัย เช่น i-Tail Business Development, i-Tail R&D, Global PetCare Innovation Center (GPCI), และ Global Innovation Center (GIC) ของไทยยูเนี่ยน ⁣
นอกจากนี้ i-Tail ยังมีศูนย์ทดลองผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงใหม่ก่อนพัฒนาสู่ตลาดจริง รวมถึงมีการจัดตั้ง Cattery ที่เป็นมากกว่า R&D เพื่อวิจัยพฤติกรรมและความชอบของแมวอีกด้วย⁣
ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ขนมแมวที่มีคอลลาเจน, เยลลี่บำรุงผิว กระดูกและข้อต่อ, น้ำซุปต้มกระดูกเสริมภูมิคุ้มกัน และมูสโปรตีนสองสีช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง เป็นต้นครับ⁣

5.มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า⁣

ลูกค้า 3 อันดับแรกมีความสัมพันธ์กับ i-Tail อย่างยาวนานกว่า 21 ปี โดยมียอดสั่งซื้อเติบโตขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 13% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และผลิตสินค้าให้มากถึง 719 รายการ นอกจากนี้ลูกค้าใน 10 อันดับแรกของ i-Tail ก็ยังมีความสัมพันธ์ยาวนานถึง 18 ปี ⁣
ข้อดีนอกจากการที่สามารถทำกำไรในระดับสูงจากสินค้านวัตกรรมก็คือมุมนี้ด้วยครับ คือลูกค้าก็คงยากที่จะเปลี่ยนผู้รับจ้างผลิต เพราะหาบริษัทที่ทำได้มาตรฐานขนาดนี้ได้ยาก⁣
ในขณะเดียวกัน พอร์ตลูกค้าของ i-Tail ล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ระดับโลกทำให้มีข้อดีอีกด้านคือ ทาง i-Tail เองก็จะได้เรียนรู้มาตรฐานระดับโลก ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวยิ่งสูงมากขึ้น⁣

6.ต่อยอดโอกาสเติบโตในตลาดหลักทรัพย์ฯ⁣

ล่าสุดทาง i-Tail กำลังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมเสนอขายหุ้นสามัญให้ประชาชน (IPO) ไม่เกิน 660 ล้านหุ้น (ไม่เกิน 22% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด)⁣
ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 600 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยไทยยูเนี่ยนจำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น และทางบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ

เมื่อระดมทุนแล้วจะนำเงินที่ได้ไปต่อยอดยังไง?⁣

1.ขยายกำลังการผลิตและประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานทั้งสองแห่ง ให้ทันสมัยด้วยระบบและเครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบคลังสินค้า และติดฉลากอัตโนมัติ⁣
2.ขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการผลิต และระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อช่วยประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น ⁣
3.ชำระคืนเงินกู้ยืม⁣
4.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ⁣
5.ใช้ในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่⁣

ก้าวต่อไปของกลยุทธ์การเติบโต⁣

แม้ว่าปัจจุบัน i-Tail จะเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกอยู่แล้ว แต่ยังไม่หยุดพัฒนาตัวเองครับ โดยทางผู้บริหารวางกลยุทธ์หลายด้านด้วยกัน⁣

1.พัฒนานวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ⁣
2.เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน ร่วมมือกับลูกค้าและคู่ค้าในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และขยายการผลิตแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง⁣
3.ขยายฐานลูกค้าไปร้านค้าปลีกชั้นนำ⁣
4.ขยายเข้าไปในตลาดใหม่ ๆ ที่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกที่มีคุณภาพสูงกำลังเริ่มเป็นที่นิยม เช่น จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา⁣

เมื่อวิเคราะห์รอบด้านแล้วจะเห็นได้ว่า บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามอง เพราะมีโอกาสเติบโตสูงตามเมกะเทรนด์โลก และมีสถานะทางการเงินดี ⁣

แต่ผมย้ำเสมอครับว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง อย่าลืมเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ หนังสือชี้ชวน หรือ www.i-Tail.com ก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ⁣

#หุ้นITC #iTailIPO #TAMEIG⁣

ที่มา: ข้อมูลตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกและการจัดอันดับเชิงมูลค่า ณ ปี 2564 และการจัดอันดับผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกในกลุ่ม OEM ณ ปี 2563 

 

อ้างอิงจาก Frost &Sullivan, www.petfoodindustry.com

#เริ่มต้นวันนี้ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต⁣

อิสรภาพชีวิต !! อยู่ไหนก็ไม่พลาด อย่าลืมกดติดตามนะครับ หรือเพิ่มช่องทางการสื่อสารได้เลย⁣

 

ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน คลิกเลย⁣

ติดตามทั้ง 14 ช่องทางของถามอีก กับอิก Tam-Eig ได้ทางลิงค์นี้⁣
https://linktr.ee/tameig

TAM-EIG

TAM-EIG

521
error: Content is protected !!