Subscribe & Follow:

INVESTMENT

สรุปOppDay บมจ.เอสไอเอสบี (SISB) สำหรับงบไตรมาสที่ 1 ปี 2562

Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน   โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm   ===========   SISB คือใคร?   ทำธุรกิจการศึกษา เปิดโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนรวม 5 โรงเรียน ใช้เวลาเพียงแค่ 10 กว่าปีสามารถต่อยอดธุรกิจได้มากขนาดนี้       เช่น โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ, โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์สุวรรณภูมิ, โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี, โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย, และมีบริษัทร่วมทุนในลักษณะกิจการร่วมค้าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งอีก 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เชียงใหม่   ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียน 2,369 คนแบ่งเป็นนักเรียนไทยสัดส่วน 85%, นักเรียนต่างชาติ 15%  และสามารถรองรับจำนวนนักศึกษาได้ ทั้งหมด 4,175 คน และคาดว่าสามารถรองรับการเติบโตได้อีก 3-5 ปี    “โดยมีนักเรียนจีนทั้งหมด 200 คน” (กำลังอยู่ในช่วงการทำการตลาดในจีนผ่านตัวกลาง เพราะที่จีนมีโรงเรียนไม่พอและ)   ในขณะทีมีคุณครู 286 คน และผู้ช่วยครู 152 คนครับ     เพิ่งย้ายจาก mai ไปยังตลาด SET วันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมานี้เองครับ   ===========   ผลประกอบการ ไตรมาสที่ 1 ปีนี้ดีไหม?   “รายได้ไตรมาสที่ 1 ปี 2562 นี้อยู่ที่ 268 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18%” “SISB มีกำไร 42 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 32%” เหตุผลคือมีนักเรียนเพิ่มขึ้น 85 คนโดยเทอมที่ 1      Gross Profit Margin: 42.1% (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่เคยอยู่ที่ระดับ 37% ในปีที่แล้ว)   Net Profit Margin: 15.8%   ส่วน EBITDA margin: 27%   ===========   สำหรับค่าเล่าเรียนแพงไหม   เด็กเล็กประมาณ 4 แสน   เด็กประถม: 5 แสน   เด็กม.ปลาย: 6 แสน   โดยอัตราการที่เด็กประถมจะเรียนต่อที่นี่ในระดับมัธยม อยู่ที่ระดับ 85% ครับ      ===========   ชวนมาดูตัวเลขย้อนหลังกันครับ     รายได้ 3 ปี SISB ล่าสุดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 24%  โหดจริงๆ โดยหลักๆเป็นค่าธรรมเนียมการศึกษา 95%  และค่าแรกเข้าอีก 5% ครับ     ส่วนโครงสร้างต้นทุนหลักๆ คือ บุคคลากรทางการศึกษา (มากกว่า 70% คือค่าต้นทุนคุณครู) และการบริหารอาคาร (ค่าเสื่อมอาคาร)   ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นมาเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เป็นการเก็บตังบริษัทแม่เก็บไปที่โรงเรียน ตาม พรบ.ที่ระบุให้บริษัทแม่โอนทรัพย์สินให้โรงเรียน     สินทรัพย์ทั้งหมดอยู่ที่ 2,481 ล้านบาท ส่วน D/E = 0.5x แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้การค้าและเงินมัดจำของนักเรียน   จำนวนศักยภาพในการรองรับนักเรียน     “ตอนนี้รองรับได้ทั้งหมด 4,175 คน คิดเป็นสัดส่วน capacity 60%” ผู้บริหารให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ     ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 44% และปฐม 44% , ม.1-ม.4 คิดเป็นสัดส่วน 10%, ส่วน ม.5-ม.6 คิดเป็นสัดส่วน 1.5%   ===========   เป้าหมายเป็นยังไงครับ?     SISB คงเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 15-20% จากปีก่อน จะเติบโตมาจากไหน? ก็มาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียน 200-250 คน (ค่อนข้างสม่ำเสมอ)   และเตรียมขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งผู้บริหารมองว่าเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน (ยังเปิดเผยไม่ได้)   และยังมีโอกาสขยายที่ดินเพิ่มเติมสำหรับมัธยม ของโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี ภายในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า   นอกจากนี้ SISB เตรียมเดินทางไปนำเสนอข้อมูล ให้กับนักลงทุนต่างประเทศในประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับ Citibank ในช่วงเดือน มิ.ย.62 นี้ครับ     ===========   แอบส่องงบการลงทุนของ SISB ครับ   งบการตลาด เพื่อเพิ่มจำนวนนักเรียน 200-250 ต่อปี: 8 ล้านบาท   พัฒนาทักษะคุณครู: 6.5 ล้านบาท   บูรณะซ่อมแซมโรงเรียน: 60 ล้านบาท   ขยายโรงเรียนธนบุรี: 70 ล้านบาท     ===========   อ่านเต็มๆ พร้อมรูปประกอบ    ===========   ไม่อยากพลาด! Add line@ ไว้นะครับ    คลิก https://line.me/ti/p/%40Tam-eig

วันนี้ชวนมาดู “ทางม้าลายสุดไฮเทค ที่มหานครเซี่ยงไฮ้” กันค่ะ

    #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ความเจ๋งของทางม้าลายนี้ คือ แสงตรงพื้นมันจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณไฟจราจร เช่น ถ้าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว พื้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพื่อบอกว่าให้เราสามารถเดินข้ามได้    หรือถ้าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง พื้นก็จะเปลี่ยนสีแดง เพื่อบอกว่าให้เราหยุด   เหมาะมากกกกกกกก สำหรับคนไหนที่ชอบจิ้ม ๆ มือถือ เอาแต่ก้มหน้า ไม่เห็นไฟจราจร 555   ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าประเทศที่เคยถูกพัฒนาช้ามาก แต่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำของโลกไปแล้วค่ะ   ใครเคยไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้นะค่ะ   ========   ความน่าทึ่งไม่ใช่สีสันสวย ๆ งาม ๆ หรือความอัจฉริยะของถนนเท่านั้นนะคะ จริง  ๆแล้วตอนนี้ที่สี่แยกจราจร และตามเมืองต่าง ๆในเซี่ยงไฮ้ เริ่มที่จะใช้กล้องวงจรปิดติดทั่วเมืองค่ะ (แต่ยังใช้แค่บางโซนนะคะ)   เป็นเทคโนโลยีนำร่องของ พี่ใหญ่อย่าง Alibaba (阿里巴巴) ของเฮียแจ๊ค หม่า (马云) โดยเริ่มใช้ที่แรกที่บ้านเกิดของเค้านั่นแหละค่ะ ที่หางโจว (杭州)    โครงการนี้ชื่อว่า “City Brain (ET城市大脑)” แปลเป็นไทยสั้นๆว่า มันสมองของเมืองค่ะ หรือแปลไทยให้เป็นไทย คือโครงการเมืองอัจฉริยะ อ้าว… เริ่มงงไปอีก   ต้องบอกว่า หนึ่งในปัญหาของเมืองใหญ่ ๆ ในจีน คือ ปัญหารถติดค่ะ (คล้าย ๆ กรุงเทพฯบ้านเราเลยเนอะ)    โดยระบบ AI ของ City Brain จะรวบรวมข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดตามสี่แยกต่างๆ แล้วก็ตำแหน่งที่ตั้งของรถบนท้องถนน และใช้ระบบจดจำใบหน้าคอยเก็บข้อมูลคน   ผลก็คือ มันจะคำนวณเลยค่ะว่า ไฟจราจรควรจะเปลี่ยนอย่างไร ที่แยกไหน เพื่อให้รถติดน้อยที่สุด หรือตรงไหนรถติด ระบบก็จะแจ้งไปยังตำรวจให้เข้ามาช่วยกันแก้ไขเคลียร์พื้นที่ให้   “ความเจ๋งคือ ช่วงไหนที่มีรถฉุกเฉิน หรือรถพยาบาลมาที่แยกไหน ระบบจะเปิดคำนวณ และจัดการสัญญาไฟจราจรเพื่อเปิดทางให้ ซึ่งขณะนี้ City Brain (ET城市大脑) ที่หางโจว (杭州) ช่วยลดเวลาและไปช่วยเหตุฉุกเฉินถึงที่หมายได้เร็วขึ้นเกือบ 50% และจัดการการจราจรได้ดีขึ้น 15%” นอกจากนี้ ระบบ AI ก็ยังสามารถช่วยคาดการณ์จราจรล่วงหน้าได้ด้วยนะคะ  สุดจริงๆ   โดยผู้บริหารของ Alibaba (阿里巴巴) มีแนวความคิดว่า ขณะนี้ 20% ของถนนกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อขยายเส้นทาง แต่แทนที่จะก่อสร้างถนนขึ้นใหม่เรื่อย ๆ เราควรหาทางจัดการกับถนน 80% ที่มีอยู่ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า   แหะ ๆ ไม่รู้ว่า Alibaba (阿里巴巴) จะสนใจแนวความคิดการจราจรบ้านเราบ้างมั๊ย ตอนเช้าช่องนี้ให้รถวิ่งไป แต่ตอนช่วงเย็นรถติด ๆ ให้รถฝั่งโน้นวิ่งกลับนะจ้า    ========   ข้อมูลเครื่องเคียง:   จำนวนประชากรเซี่ยงไฮ้: 19.87 ล้านคน (GDP 3.27 ล้านล้านหยวน หรือ 16 ล้านล้านบาท มากที่สุดในจีน) ใหญ่พอ  ๆกับ GDP ประเทศไทย ทั้งประเทศ    Market Cap ของ Alibaba: 3.87 แสนล้านเหรียญ (11 ล้านล้านบาท ใหญ่เกือบเท่ากับตลาดหุ้นไทยทั้งตลาด)   P/E: 31x, Net profit margin: 23%, รายได้: 5.6 หมื่นล้านเหรียญ (1.7 ล้านล้านบาท), กำไร: 1.3 หมื่นล้านเหรียญ (3.9 แสนล้านบาท)   ========   ติดตามบทวิเคราะห์และสาระน่ารู้ที่จะทำให้คุณเข้าใจจีนมากขึ้นได้ใน #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขค่ะ 🙂   ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ    Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE   Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter   Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube   Telgram:  https://t.me/TAM_EIG   ขอบคุณคลิปสวยๆ จากคุณปั้น ปณิธาน ศรีอินทร์ X ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน

วิเคราะห์เศรษฐกิจก้าวถัดไป กับปีหมู ที่ไม่หมู

“มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แต่ยังกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม” “ตอนนี้สถานการณ์คาดเดาได้ยากมากครับ แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะทยอยลงทุน”    อ.ธนวรรธน์ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกในงานสัมมนา “เศรษฐกิจก้าวถัดไป นักลงทุนไทยพร้อมหรือยัง?” ที่จัดขึ้นโดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อลูกค้า KRUNGSRI PRIME ช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา   เท่าที่ผมฟังดู อาจารย์ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในปีนี้ (แต่เริ่มชะลอตัวลงบ้าง) โดยมีสงครามการค้าเป็นตัวแปรที่สำคัญมาก ใครที่พลาดโอกาสไม่ต้องเสียใจครับ อ่านสรุปนี้ได้เลยครับ   ==========   1. ทุกวันนี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนเป็นรายนาที อยู่ในภาวะที่คาดการณ์อะไรไม่ได้อีกแล้ว   “วินาทีที่ผมลงจากเวทีปุ๊บ ถ้าทรัมป์ทวีตว่าจะขึ้นภาษี 3 แสนล้าน การวิเคราะห์ก็จะเปลี่ยนทันทีครับ” อ.ธนวรรธน์ อธิบายพร้อมกับยิ้มไปด้วย   “แล้วถ้าผมถอยกลับขึ้นไปบนเวที ปรากฏว่าทรัมป์บอกว่าจะคุยกับสี จิ้น ผิง การวิเคราะห์ก็จะเปลี่ยนเช่นกัน” เท่าที่สังเกตสีหน้าของผู้ฟัง ทุกคนพยักหน้า ก็คงจะเห็นด้วยกับคำพูดของอาจารย์ครับ เพราะเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุคนี้   โดยเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ทำให้คนทั้งโลกงงไปตาม ๆ กัน คือกรณีที่ผู้นำสหรัฐอยู่ ๆ ก็ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ทั้ง ๆ ที่ทีมเจรจายังนั่งคุยกันอยู่เลยครับ ทำให้ตลาดหุ้นทั้งโลกถูกเท เศรษฐกิจเองก็อยู่ในภาวะที่คาดการณ์อะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้วครับ   ============   2. คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ามากที่สุดคือชาวอเมริกัน   อ.ธนวรรธน์ เล่าให้ฟังต่อว่า คนที่เจ็บตัวจากความขัดแย้งทางการค้ารอบนี้ คือ เกษตรกรชาวอเมริกันครับ “ยกตัวอย่าง เช่น ตัวเลขส่งออกถั่วเหลืองจากสหรัฐไปยังจีนต่ำที่สุดในรอบ 16 ปี”    แต่กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน คือผู้ประกอบการ SMEs เพราะราคาสินค้าวัตถุดิบจะมีราคาสูงขึ้น “ตอนนี้สหรัฐเก็บภาษีจีนแทบจะทุกประเภทเลยครับ เช่น สินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภค เจอภาษีทั้งแผง”   ในทางตรงกันข้าม อาจารย์มองว่า จีนเองอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ามากเท่ากับสหรัฐ เพราะอย่าลืมว่าตอนนี้จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศอันดับที่ 1 ของโลก เกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ    “นอกจากนี้ยังมีหนี้สาธารณะเพียง 40% ของ GDP และมีอัตราดอกเบี้ยเพียง 4% และมีโอกาสลดลงได้อีก ถ้าสงครามการค้าลากยาว คนที่จะชนะคือจีน” อาจารย์ฟันธงในช่วงแรกครับ   ============   3. สำหรับจีน ตอนนี้ศัตรูของศัตรู ก็คือมิตรของเรา   “ยุโรปก็พึ่งจะได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีของทรัมป์ แคนาดา และเม็กซิโกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน”    อ.ธนวรรธน์ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่เราเห็นคือจีนรีบไปจับมือเจรจาการค้ากับประเทศเหล่านั้น ผูกมิตร และหาทางทำธุรกิจร่วมกัน   “เหตุการณ์ในครั้งนี้เราไม่รู้เลยว่า เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้ชายสองคน คือ คุณสี และคุณทรัมป์” อาจารย์แนะนำให้ติดตามการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ช่วงปลายเดือน มิ.ย. นี้ที่ผู้นำทั้งสองประเทศมหาอำนาจจะมาพบปะหารือกันครับ   ============   4. เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแต่ยังกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม   “ประเทศไทยยังมีจุดแข็งมากมาย ทั้งด้านทำเล คนไทยก็เป็นมิตร เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก” “ตัวเลขต่าง ๆ ก็บอกว่าจริง ๆ แล้วคนไทยมีกำลังซื้อแต่ไม่กล้าใช้จ่ายเท่านั้น”   อ.ธนวรรธน์ตั้งข้อสังเกตว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเจอความไม่แน่นอนหลายอย่าง ทั้งพืชผลการเกษตรตกต่ำ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี   “ถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจจะเห็นว่าเติบโต 3.5% และเงินเฟ้อเองก็เพิ่มขึ้น 1% เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตด้วย demand จริง ๆ”   อาจารย์มั่นใจว่า แม้จะมีความท้าทายหลายอย่างรอเราอยู่ แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้แบบอ่อน ๆ แต่ยังกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น    ============   5. อัตราดอกเบี้ยคือตัวแปรที่สำคัญ   “(ธนาคารแห่งประเทศ)ไทยเพิ่งขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หลังจากที่ต่ำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา” อาจารย์ธนวรรธน์อธิบายว่าเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นดอกเบี้ยเพราะเศรษฐกิจไทยฟื้น   “แต่ตอนนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย(เพิ่มเติม) เพราะกลัวเศรษฐกิจทรุด”    อาจารย์เล่าต่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยนำไปก่อนหน้านี้แล้ว  ในขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นยังใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ   อัตราดอกเบี้ยมีความสำคัญมากครับ ทั้งในด้านต้นทุนในการกู้ยืมเงิน และยังมีผลต่อการโยกย้ายเงินทุนเข้าออกในแต่ละประเทศ จึงจำเป็นต้องติดตามแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยให้ดี   ============   6. ส่งออกเริ่มเหนื่อย เพราะค่าเงินบาทไทยแข็งกว่าประเทศเพื่อนบ้าน   “ถ้าดูกราฟค่าเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปี 2561 จะเห็นว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น” นั่นเลยเป็นเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมผู้ส่งออกหลายรายถึงเหนื่อยมาก   อาจารย์ธนวรรธน์ แนะนำให้ผู้นำเข้า-ส่งออก ให้ซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ล็อคต้นทุนค่าเงินเอาไว้ จะได้ไม่ต้องกังวลทิศทางค่าเงินที่มีความผันผวน (ซึ่งน่าจะผันผวนมากขึ้นอีก เมื่อพี่ทรัมป์เองก็ทวีตถี่ซะเหลือเกิน)   แต่อย่าลืมนะครับว่า “อย่าเอากำไรจากค่าเงิน แต่เอากำไรจากการขาย”    ============   7. เศรษฐกิจไทยยังไม่แย่แต่ยังวางใจไม่ได้   “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมักจะได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยต่างประเทศ” นั่นเป็นเพราะว่าตอนนี้โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศเยอะ   “เพราะฉะนั้น ปัญหาสงครามการค้าระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ถ้ายังคุยไม่จบจนกลายเป็นวิกฤต ก็จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”    ความเห็นของอาจารย์ ตอนนี้ยังไม่มีวิกฤติครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดวิกฤติ ก็ขอให้คนไทยเตรียมตั้งรับกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเอาไว้   อาจารย์ธนวรรธน์แนะนำว่า ตอนนี้ธุรกิจส่งออกไม่ค่อยดี แต่ธุรกิจในประเทศยังพอไปได้ เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่รายได้เกษตรกรติดลบเยอะเลย   ============   8. เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนรออยู่   “ก่อนหน้านี้ ผมยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังดี แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจ เพราะเรามีปัจจัยความไม่แน่นอนจากทรัมป์”   อาจารย์ธนวรรธน์เองมองว่า ไม่มีใครเชื่อว่าทรัมป์จะหักดิบได้ขนาดนี้ นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจจะมากขึ้น หรือลดลงในอนาคต ก็ไม่มีใครตอบได้   แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือ ชนชั้นกลางจะเป็นอีกหนึ่งความหวังของเศรษฐกิจไทย “ท่านจะเห็นคอนโด และ community mall ในต่างจังหวัดมากขึ้น และนั่นคือโอกาสในการทำธุรกิจทั้งนั้น”   และยังมั่นใจว่าโอกาสในการลงทุนยังมีอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ข้อมูลต่าง ๆ ยังไม่สะเด็ดน้ำ เพียงแต่ควรหาผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำในการลงทุน   ============   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ นี่คือ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน

จีนออกเอกสารสมุดปกขาว (白皮书) แถลงยืนบนเวทีสงครามการค้ากับสหรัฐ!

น้อยครั้งมากที่เราจะเห็นรัฐบาลจีนแถลงการณ์ด่วนแบบนี้ และเปิดเผยเอกสารสมุดปกขาว (白皮书 หรือ white paper) ถึงจุดยืนกันค้าค่ะ   #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน จะเล่าให้ฟัง ที่นี่ที่เดียวค่ะ! ============ 1. ประเทศจีนยึดหลักความเท่าเทียมกัน, การได้ประโยชน์ร่วมกัน, และความเชื่อใจกันในการเจรจาการค้า   2.จุดยืนด้านเจรจาการค้าของจีนมีความสม่ำเสมอและมีความชัดเจนโดยความร่วมมือจะต้องเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศเท่านั้น “อย่าลืมว่า ที่ผ่านมาทั้งจีนและสหรัฐเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของกันและกัน”   3.นับตั้งแต่มีการสานสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาซึ่งรวมไปถึงการค้าแบบทวิภาคี, และนำไปสู่ความร่วมมือกันในระดับสูงซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นประโยชน์แค่สองประเทศใดเป็นประโยชน์ของคนทั้งโลก   4.สงครามการค้าไม่ได้ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จากการศึกษาของเราพบว่าการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมากกว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ เพราะทำให้ต้นทุนการผลิตของสหรัฐสูงขึ้น   5.การที่สหรัฐรังแกประเทศอื่นด้วยมาตรการทางการค้าได้สร้างความเสียหายให้กับคนทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “IMF ได้ลดคาดการณ์เศรษกิจโลกลงเหลือไม่ถึง 3% ในปีนี้ค่ะ”   6.เรายืนยันว่าจะไม่สนับสนุนนโยบายการปกครองการค้าซึ่งสหรัฐได้ละเมิดกฎเกณฑ์ของ องค์การการค้าโลก (世界贸易组织 หรือ WTO) “การกระทำแบบนี้กำลังทำลายระบบการค้าโลก ทำลาย supply chain ของอุตสาหกรรมทั้งโลก และทำให้ตลาดขาดความมั่นใจ”   7.จีนไม่ได้ต้องการทำสงครามการค้าแต่ก็ไม่ได้กลัว “มาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของแต่ละประเทศจะต้องถูกยกเลิก รวมถึงของจีนด้วย”   8.ข้อเรียกร้องของสหรัฐที่อยากให้จีนซื้อสินค้ามากขึ้น จำเป้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง (ไม่ใช่ว่าจะให้จีนซื้อทุกสิ่ง ทุกอย่าง อย่างนี้ไม่ถูฏต้อง)   9.จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยตัวเองและผ่านความยากลำบากมามาก โดยที่ไม่ได้ขโมยมาตามที่ถูกกล่าวอ้าง “จีนได้ลงทุนลงแรงไปกับการวิจัย มากถึง 2.86 หมื่นล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 1,405% ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา”   10.จีนได้เข้าซื้อสิทธิบัตรจากสหรัฐกว่า 7.2 พันล้านเหรียญหรือ 2 แสนล้านบาท   11.จีนได้ยื่นขอสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก 8 ปีติดต่อกัน ล่าสุด 1.542 ล้านฉบับ   12.ตลอดการเจรจา 10 ครั้งที่ผ่านมาสหรัฐได้เปลี่ยนแปลงความต้องการในทุกๆครั้งกลับไปกลับมา ทำให้เจรจาไม่จบสักที และมาตรการล่าสุดที่สหรัฐอยู่ๆก็ขึ้นภาษีกับจีน คิดว่ายังไม่น่าหาทางออกได้เร็ว   13.จีนยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐเสมอ แต่ก็จะต่อสู้ไปจนถึงที่สุดถ้าหากมีความจำเป็นต้องทำ   14.ทั้งจีนและสหรัฐจำเป็นต้องเห็นและยอมรับข้อแตกต่างระหว่างสองประเทศ   15.สหรัฐพยายามอ้างการขาดดุลการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาในการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการค้าหลายๆครั้ง และบีบบังคับให้จีนต้องใช้มาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ============   ชวนมาดูตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่จีนบอกว่า สหรัฐกำลังทำร้ายตัวเองกันค่ะ 1.ช่วง 40 ปีที่ผ่านมาทั้งสหรัฐและจีนมีการลงทุนในทั้งสองประเทศคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านเหรียญ   2.การค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้น 252 เท่าในช่วง 39 ปีที่ผ่านมา   3.การขึ้นภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของจีน ทำให้ผู้บริโภคสหรัฐต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 4.6 พันล้านเหรียญ ต้นทุนเพิ่มขึ้น 23.4%   4.จีนทำให้เกิดการจ้างงานในสหรัฐมากถึง 1.1 ล้านตำแหน่งในสหรัฐ   5.สินค้าเกษตรสหรัฐส่งไปยังจีนน้อยลง 33.1% โดยถั่วเหลืองลดลงมากที่สุดกว่า 50% “ชาวนาสหรัฐเริ่มกังวลว่าจะสูญเสียตลาดจีนไป ทั้งๆที่ใช้เวลามากถึง 40 ปีในการเจาะตลาดจีน” 6.ยอดส่งออกสหรัฐไปยังจีนลดลง 8 เดือนติดต่อกัน (ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ลดลงแล้วกว่า 9.7%)   7.ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ทำให้เอกชนลังเลที่จะลงทุน และการลงทุนของจีนในสหรัฐก็ลดลงต่อเนื่อง และจะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐแน่นอน ============ ติดตามบทวิเคราะห์และสาระน่ารู้ที่จะทำให้คุณเข้าใจจีน มากขึ้นได้ ใน #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน ค่ะ   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขค่ะ 🙂 ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะค่ะ Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและภาพจาก White Paper

Finansia HERO อยู่ไหนก็เทรดได้

“สินค้าที่ประเทศจีนส่งไปขายให้สหรัฐจะต้องจ่ายในอัตรา 25% ในเร็วๆนี้” เมื่อไม่นานมานี้คุณทรัมป์ได้ทวีตแบบไม่มีปี่ ไม่มี่ขลุ่ย และนั่นทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงหนักตกใจไปทั้งโลกครับ   นี่เป็นเพียงหนึ่งในความผันผวนของตลาดหุ้นในยุคนี้ครับ ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้แบบตั้งตัวไม่ทัน (ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตลาดกำลังขึ้นสวยๆเลย)   โชคดีที่วันนั้นตลาดหุ้นบ้านเราปิดตลาดเลยรอดตัวไป แต่เปิดมาอีกวันตลาดหุ้นก็ร่วงไป 8-10 จุด   จริงๆแล้ววันนั้นผมงานยุ่งครับ แต่ดีที่ผมได้ลองใช้ Finansia HERO ฉบับสมาร์ทโฟนมาสักพักแล้ว ทำให้ไม่พลาดโอกาสลงทุน   วันนี้เลยจะมารีวิว version มือถือให้ฟัง เผื่อเป็นตัวช่วยให้กับทุกท่านในช่วงตลาดผันผวนครับ   *หมายเหตุ: หุ้นที่อยู่ในกราฟฟิคเป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ มิได้มีเจตนาชี้นำการซื้อ-ขาย แต่อย่างใดครับ       Home: เริ่มจากหน้าแรกเลย Home อันนี้เป็นทีเด็ดใหม่ของเค้าครับ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปดูหลาย ๆ เวปเหมือนเมื่อก่อน   ผมจำได้ว่าวันนั้นมีแต่คำถามว่าตลาดไทยจะลงเละเทะเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านไหม ผมก็เข้ามาดูหน้านี้เลยครับ   “ในหน้า Home ผมใช้เวลาดูไม่เกิน 1 นาที ก็พอเห็นภาพรวมตลาดแล้วละครับ” ผมแนะนำให้โหลดแอป แล้วทำตามที่ผมเล่าให้ฟัง จะได้เห็นภาพครับ   เริ่มจากด้านบนสุดก่อนเลยครับ จะเห็นกราฟตลาดปู่ SET ของเราเนี่ยละครับ (ปาดสายตาแวบเดียว เห็นเลยครับว่า ปู่ SET กำลังมาทดสอบแนวรับสำคัญโชคดีที่วันนั้นยังไม่หลุดลงมา)   พอเห็นว่าตลาดหุ้นไม่หลุดลงแนวรับ ผมก็เลื่อนไปดูหุ้นในดวงใจที่อยากจะติดตามใน “Favorite” (สามารถกดเพิ่มได้) เราก็พอเห็นแล้วว่าหุ้นที่เราทำการบ้านมามีแนวโน้มเป็นยังไง ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นไหม ราคาเริ่มขยับหรือป่าว   พอเลื่อนลงมาก็เจอ “Most Active” หุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด จะได้รู้ว่าวันนั้นคนส่วนใหญ่สนใจตัวไหนบ้าง   มองลงไปข้างล่างต่อครับ ถ้าเราตั้งค่า “DIY Conditional Search” ในคอมพิวเตอร์ไว้แล้ว มันจะเชื่อมมาที่มือถือช่วยให้เราหาหุ้นตามเกณฑ์ของเราได้แบบ real time (สามารถผสมระหว่างพื้นฐานและเทคนิคได้ เช่น หาหุ้นที่ราคาร่วงหนัก แต่กำไรยังเติบโต เหมาะมากสำหรับตลาดแบบนี้ เพราะยิ่งตลาดผันผวนเท่าไหร่ นั่นแปลว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะมองหาหุ้นดีๆ ที่ราคาร่วงลงมาชั่วคราวครับ)       แล้วพอเลื่อนลงมาอีก ก็จะเจอฟังก์ชัน “Market” ซึ่งดูความเคลื่อนไหวได้ทั้งดัชนี SET50, SET100, MAI แล้วก็ตลาดต่างประเทศ (ถ้าอนาคตสามารถเพิ่มตลาดต่างประเทศได้อีกจะฟินมากครับ)   ไม่ใช่แค่นี้ครับ Finansia HERO ยังมีดัชนีตลาดอนุพันธุ์ “Future Index” ให้เราดู ว่าขึ้นหรือลงเท่าไหร่ เผื่อจะช่วยเช็คอารมณ์ตลาดให้เราได้อีกทาง   ยังไม่หมดครับ เรายังสามารถดู “Currency” ซึ่งบอกทิศทางค่าเงินสกุลหลัก ๆ ของโลก (ช่วยวิเคราะห์กระแสเงินเข้า-ออกได้), ช่วยเราเช็คปริมาณซื้อขายของนักลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและใน TFEX (ของวันล่าสุด) ด้วย “Investor Type”   แล้วถ้าคนไหนมีเวลาก็สามารถอ่านข่าวเพลิน ๆ “Breaking News” เช็คได้รวดเดียวเลยว่าสถานการณ์ตอนนี้มีข่าวอะไรอัพเดทบ้าง ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ (ยิ่งข่าวเกี่ยวกับสงครามการค้าต้องติดตามแทบจะรายวัน เพราะอาจจะพลิกเกมได้ทุกเมื่อครับ)   ใช้เวลาแปบเดียวก็ช่วยเรามีข้อมูลมากขึ้น ลดอารมณ์ในการซื้อ-ขาย ได้เยอะ       Quote: ฟังก์ชันถัดมา ปุ่มนี้จะช่วยเรารู้จักหุ้นที่เราสนใจได้มากขึ้นครับ “ลองกดปุ่ม Company Info” ครับ   ตัวเลขทางการเงินหลักๆที่นักลงทุนดูกันเบื้องต้นขึ้นมาหมดเลยครับ เช่น “รายได้, EBITDA, กำไร, สินทรัพย์,หนี้สิน” นอกจากนี้ยังมีตัวเลขทางการเงินเช่น ค่า P/E, P/BV, Dividend yield เป็นต้น   พอเลื่อนลงมาก็จะเจอข้อมูลบริษัทแบบสั้น ๆ “Business” ทำให้เรารู้จักธุรกิจได้แบบเร็ว ๆ และยังดูผู้ถือหุ้นใหญ่ (แนะนำให้สังเกตว่าเป็นบริษัทที่มีนักลงทุนสถาบันถือมากแค่ไหน และคอยดูว่าผู้บริหารถือเยอะแค่ไหน ถ้าถือเยอะก็พอไว้ใจได้ครับ) แต่จริง ๆ ถ้ามีเวลาแนะนำให้ศึกษาเข้าใจมากเท่าที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนที่จะลงทุนครับ       นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยเห็นในแอปอื่น (ปกติต้องเข้าเวปอื่นๆ ทำให้เสียเวลามาก)   เช่น “Free Float” (ผู้ถือหุ้นรายย่อยถือหุ้นเท่าไหร่? ถ้าไม่มากก็หมายความว่าหุ้นในตลาดมีน้อย การเก็งกำไรก็อาจจะมีมาก)   “NVDR” (เอาไว้ดูว่า ต่างชาติซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นเท่าไหร่ […]

วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) สำหรับ Q1-2562

Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm    ============   ชวนมาดูธุรกิจของ THG กันก่อนครับ    เล่าให้ฟังคร่าวๆ ก่อนครับว่า THG เค้าทำธุรกิจ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ครับ   กลุ่มแรก คือ ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ครับ   กลุ่มที่ 2 คือ Healthcare Solution Provider หรือธุรกิจการบริบาลผู้ป่วยและเครื่องมือแพทย์   และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มอื่นๆ ครับ    ============   รายได้จากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ เป็นธุรกิจหลักของ THG:   กลุ่มธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ ก็แบ่งย่อยออกเป็น 4 กลุ่มครับ   1. โรงพยาบาลในประเทศมีทั้งหมด 7 แห่ง   ได้แก่ รพ.ธนบุรี, รพ.ธนบุรี 2, รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง, รพ.ราษฏร์ยินดี จ.สงขลา, รพ.อุบลรักษ์ ธนบุรี จ.อุบลราชธานี, รพ.สิริเวช จ.จันทบุรี และ รพ.ธนบุรีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง (น่าจะพร้อมให้บริการเดือนกรกฎาคม ปีนี้)   2. โรงพยาบาลในต่างประเทศ มีทั้งหมด 2 แห่ง   โรงพยาบาล Welly Hospital ในประเทศจีน ซึ่ง THG ถือหุ้น 58% (ขนาด 150 เตียง)   และโรงพยาบาล Ar Yu International Hospital ในเมียนมา (ขนาด 200 เตียง) ซึ่ง THG ถือหุ้น 40% ซึ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาครับ (มีทั้งคนไข้นอกและคนไข้ใน)   3. รับจ้างบริหารรพ. จากรัฐบาล: มีหลายแห่งเลยครับทั้งที่ภูเก็ต พัทยา และศูนย์การแพทย์ชุมชนที่เกาะล้าน รวมถึงที่เคยให้บริการ เช่น ในจีน และซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น   4. กลุ่มธุรกิจศูนย์แพทย์เฉพาะทาง: เช่นศูนย์หัวใจ รพ.ภัทร-ธนบุรี, ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี 2 และศูนย์หัวใจ รพ.พัทลุง   ============   เมื่อ THG ฝันใหญ่เป็นมากกว่าแค่โรงพยาบาล   Healthcare Solution Provider ซึ่งเป็นรายได้อีกทางที่กำลังมาแรง ประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกันครับ   1. ธุรกิจศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วย:อำนวยความสะดวกให้ รพ.สามารถรองรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา พักฟื้น และกายภาพบำบัดได้มากขึ้น ตอบโจทย์สำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ซับซ้อน   2. ธุรกิจที่พักอาศัยพร้อมบริการทางการแพทย์เพื่อผู้สูงวัย: โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ และโครงการธนบุรี เฮลท์ วิลเลจ   3. ธุรกิจบริการดูแลสุขภาพนอกสถานที่และเครื่องมือแพทย์: เช่น ธุรกิจรักษาพยาบาลนอกพื้นที่ รพ. ให้บริการถึงบ้านเลยครับ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกเดินทาง นอกจากนี้ ยังจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรม เป็นแบบ One Stop Service และธุรกิจร้านขายยา Apex   ============   กลุ่มธุรกิจอื่นๆ:    ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เพื่อการบริหารโรงพยาบาล และธุรกิจพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการแพทย์และสุขภาพ   สรุปง่ายๆ ว่า THG เป็นกลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพแบบครบวงจร ไม่ได้เป็นแค่โรงพยาบาลอย่างที่หลายคนเข้าใจกันนะครับ    ============     รายได้ THG เติบโต   กำไรสุทธิ ไตรมาสที่ 1-2562 ของ THG ชะลอตัวลงค่อนข้างมาก  เห็นอย่างนี้นักลงทุนหลายคนคงจะตกใจ เพราะเป็นตัวเลขที่ลดลง 4 ไตรมาสติดต่อกันครับ   แต่เดี๋ยวก่อน ชวนมาดูไส้ในกันก่อนครับ   รายได้ไตรมาสที่ 1 โดยรวมยังเติบโต 11.2% มาอยู่ที่ระดับ 1,872 ล้านบาท    สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 4% = 18,685 ล้านบาท, D/E: 1.1x   อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): 23.9%, อัตรากำไรสุทธิ (NPM): 0.4%, อัตรากำไร EBITDA: 10%   Market Cap. 2.42 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 17 พ.ค. 2562)   ============     รายได้โดยรวมยังเติบโต แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากกว่า   ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับ รายได้ในภาพรวมยังเติบโตครับ 11% แต่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่า 17-18% ทำให้ตัวเลขกำไรลดลงเยอะครับ   มาดูฝั่งรายได้ก่อนครับ   กลุ่มรายได้ที่เติบโตหนักมาก คือมาจากธุรกิจการบริบาลผู้ป่วยและเครื่องมือแพทย์ หรือ Healthcare Solution Provider ที่โตจาก 83 ล้านบาทเป็น 218 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 162%   “เหตุผลที่รายได้กลุ่มนี้โตหนักมาก มาจากการรับรู้รายได้จากการขายห้องพักอาศัยในโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้” เท่าที่ดูตัวเลขการโอนในไตรมาส 1 ปี 2562 สูงถึง 25 ห้อง (รับรู้รายได้เมื่อลูกค้าโอน) มูลค่าสูงถึง 117 ล้านบาท และรายได้จากการขายอุปกรณ์ทางทันตกรรมเพิ่มขึ้น   แต่ธุรกิจหลักอย่าง “ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์” เติบโต 3.6% ต้องแบ่งคำอธิบายเป็น 3 ส่วนครับ   1. รพ.บางแห่งในไทยเพิ่งเปิดให้บริการ ทำให้รายได้ยังรับรู้ได้ไม่เต็มที่เพราะต้องใช้เวลาให้คนไข้รู้จักและคุ้นเคยก่อนครับ   2. ธุรกิจบริหารโรงพยาบาลในต่างประเทศที่ลดลง20 ล้านบาท“เนื่องจากสิ้นสุดการให้บริการและอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และเจรจาเพื่อรับเป็นที่ปรึกษาสำหรับโครงการในต่างประเทศ” นี่คือคำอธิบายของทีมผู้บริหารครับ   3. โรงพยาบาลในต่างประเทศทั้งในจีนและเมียนมายังเปิดได้ไม่นาน โดยทั่วไปรายได้จากโรงพยาบาลแห่งใหม่ต้องใช้เวลาสักพักกว่าโรงพยาบาลจะเป็นที่รู้จักครับ   4.ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีกำไรพิเศษ (มีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนระยะยาวอื่น และรายได้จากการตัดภาษีค้างนานมูลค่า 81 ล้านบาท) ทำให้ฐานตัวเลขสูงเมื่อเทียบกับปีนี้ครับ   ============   ประเด็นคือรายได้โครงการใหม่ๆ ยังเข้ามาไม่มากพอ แต่รายจ่ายสูง   1. หลักๆ […]

9 คำตอบที่ เหริน เจิ้งเฟย เปิดใจเกี่ยวกับสงครามการค้า

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “他给我打电话,我可能都不接。不过他没有我电话号码,打不到我这来.”   ถ้าทรัมป์โทรศัพท์มาหาผม ผมก็คงไม่รับหรอก แต่ถึงยังไง ทรัมป์ก็ไม่รู้เบอร์ผมอยู่ดี ========   1. ไม่หยุดพัฒนาบริษัท ทำให้เติบโตเร็วมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา   “ผมต้องการทำให้บริษัทหวาเหว๋ย (华为) เป็นบริษัทที่ดีขึ้น” เฮียเหริน เจิ้งเฟย (任正非) พูดเสมอครับ   “ผมจะคิดเสมอว่าจะพัฒนาสินค้าและบริการให้เดินหน้าต่อยังไง” “ผมจะไม่หยุด แล้ววางหมวกลงเพื่อไปรับรางวัล”   เฮียเหริน บอกว่า ตอนนี้มีรางวัลวางอยู่บนโตะมากมาย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องพิสูจน์ความสามารถ เรายังต้องพัฒนาตัวเองต่อไป   ========   2.ไม่รู้ว่าอะไรคือแรงจูงใจให้สหรัฐมาแบน หวาเหว๋ย (华为)   “ผมไม่รู้ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอะไรที่เป็นแรงกระตุ้น แรงจูงใจให้สหรัฐทำแบบนี้” ช่วงแรกจะสังเกตเห็นว่าเฮียเหริน ชิล ๆ นะครับ พูดเสมอว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากการแบนรอบนี้   เพราะแกมักจะอธิบายว่า ตอนนี้หวาเหว๋ย (华为) เองก็ไม่ได้ เจาะตลาดสหรัฐอยู่แล้ว ทำให้คงจะไม่เป็นอะไรมากถ้าเราไม่ได้ทำธุรกิจในสหรัฐ   “เพราะต่อให้ไม่มีตลาดสหรัฐอเมริกา เราก็เป็นเบอร์หนึ่งอยู่ดี” นั่นคือสิ่งที่แกพูดมาตลอด แต่ระยะหลังคำพูดเริ่มเปลี่ยนบ้างหลังจากบริษัทในประเทศอื่น ๆ เริ่มประกาศแบนหัวเหวยเช่นกัน   “มาตรการของรัฐบาลทรัมป์ทำให้ความเป็นผู้นำของหวาเหว๋ย (华为)ถูกเตะขัดขาไปบ้าง” แต่บริษัทเองก็ไม่นิ่งนอนใจ เพราะตอนนี้ก็จะพยายามสร้างชิพขึ้นมาเอง และหาทางอื่น ๆในการรักษาตำแหน่งผู้นำสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี 5G   ========   3. บริษัทหวาเหว๋ย (华为)มีมูลค่ามากมายขนาดนั้นเหรอ   “ไม่มีทางที่กระต่ายน้อยอย่างหวาเหว๋ย (华为) จะสามารถล้มล้างตลาดทางอุตสาหกรรมได้” ดูแกเปรียบเทียบสิครับ น่ารักซะไม่มี   “เราไม่ได้มีความสำคัญมากมาย ถึงขั้นที่จะถูกเอาไปเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนได้”   เฮียเหรินเล่าให้ฟังว่า “ตอนสมัยเด็ก ๆ ผมชอบประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ความจริงตอนนี้ผมก็ยังชอบอยู่นะครับ” “ถ้าคุณได้มีโอกาสอ่านเอกสารของบริษัทตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา คุณก็จะรู้ว่ามันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นอเมริกัน”   แกยอมรับว่า จริง ๆ แล้วหวาเหว๋ย (华为) พัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองมาสักพักแล้วแหละ และการถูกแบนรอบนี้ก็ส่งผลกระทบกับเราจริง แต่จะมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถส่งช่างซ่อม ไปซ่อมเครื่องบินได้เร็วแค่ไหน แกเปรียบเทียบซะเห็นภาพเลยครับ   “ไม่ว่าเราจะใช้วัสดุแบบไหน อาจจะเป็นเหล็ก ผ้า หรือ กระดาษก็ได้” “เป้าหมายของเราจะทำให้เครื่องบินอยู่บนท้องฟ้าต่อให้ได้”   ========   4. อุปกรณ์หวาเหว๋ย (华为) มีปัญหาด้านความมั่นคงหรือไม่   “ตอนนี้หัวเหวยพัฒนามาไกลก็จริง มันก็เลยเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอปัญหากันบ้าง” เฮียเหริน บอกว่า ไม่ใช่ว่าเครื่องมือของหวาเหว๋ย (华为)ไม่มีปัญหาเลยนะ เพียงแต่ว่า อุปกรณ์ของหวาเหว๋ย (华为) ไม่ได้มุ่งร้ายต่อใคร   หวาเหว๋ย (华为) ขายอุปกรณ์ ไม่มากให้กับรัฐบาลและผู้ประกอบการโทรคมนาคมของจีน “หวาเหว๋ย (华为) ไม่ได้มีอำนาจหรือความสามารถที่จะทำอะไรเลย” เค้าพูดแบบตัดพ้อเล็กน้อยครับ   “ถ้าประเทศไหนก็ตามพบว่า อุปกรณ์ของหวาเหว๋ย (华为)สามารถสอดแนมได้ ป่านนี้ยอดขายของเราใน 170 ประเทศทั่วโลก คงร่วงหนักมากแล้ว” “สถานะทางการเงินของเราเองก็คงได้รับผลกระทบอย่างหนัก”   เค้าอธิบายต่อว่า ถ้าโลกใบนี้ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ ถ้าสงครามการค้ายังไม่จบ ตัวเค้ายินดีที่จะผลักดันให้รัฐบาลจีนเซ็นสนธิสัญญา ห้ามสอดแนม กับประเทศที่ต้องการได้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายและแสดงความบริสุทธิ์ใจ   ========   5. มีความเห็นกับกรณีที่ลูกสาวถูกจับกุมอย่างไร   ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา CFO ของหวาเหว๋ย (华为) ถูกจับกุมที่แคนาดาซึ่งเป็นลูกสาวของเฮียเหริน แกเองก็มีความเห็นเช่นกัน “อย่างที่เรารู้กันแหละครับว่า เมิ่ง หว่านโจว (孟晚舟) ลูกสาวผม เธอไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไม่เคยทำผิดในสหรัฐหรือประเทศไหน ๆ”   “การจับกุมตัวเธอเป็นสิ่งที่ผิด เพราะอย่างแรกโดยพื้นฐานการจับกุมใครก็ตามต้องมีความจริงก่อน” “และอย่างที่สอง ต้องมีหลักฐานถูกต้องไหมครับ? แต่นี่ไม่มี”   สิ่งที่ตัวเค้าเรียกร้องคือ อยากให้ศาลเปิดเผยข้อมูล เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเธอทำผิดหรือไม่ “ถ้าศาลเปิดเผยข้อมูล เราก็จะเชื่อศาล”   ========   6. คุณมองทรัมป์ยังไง?   “ผมคิดว่า คุณทรัมป์เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับ รัฐบาลจีนที่ดีครับ” ทำไมเหรอครับ? […]

สรุป Opp Day บมจ.คอมเซเว่น (COM7 ) สำหรับงบไตรมาสที่ 1 ปี 2562

Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm   ===========   COM 7 ทำธุรกิจอะไรครับ?   COM7 เก่งธุรกิจค้าปลีกและไอทีมีสาขาทั้งหมด 662 สาขา ทั่วประเทศ (ยกเว้นพังงานและแม่ฮ่องสอน แต่กำลังจะเปิดปีนี้) ล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยครับ เช่น   BaNANA 208 สาขา , Studio7 100 สาขา , Kingkong Phone 103 สาขา , BKK 37 สาขา , TRUE Shop by com7 92 สาขา , BaNANA Shopping (แฟรนไชส์) 59 สาขาโดยเน้นจังหวัดเล็กๆ ,  iCare 26 สาขา และ Brand Shop 37 สาขา   “ตั้งเป้าสิ้นปีนี้มีสาขาเพิ่มเป็น 847 สาขา ใช้งบลงทุนในการเปิดสาขา BaNANA อยู่ที่ 3.5 ล้านบาทต่อสาขา ส่วน Kingkong Phone และ BKK ใช้งบอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อสาขา”   ส่วนการเปิดสาขาธนาคารกสิกรไทยในรูปแบบสาขาขนาดย่อม (Mini-Branch) ในร้านบานาน่า (BaNANA) ตอนนี้มีอยู่ 2 สาขา และผู้บริหารเล่าให้ฟังว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น 50% และปีนี้มีแผนจะเปิดอีก 2-3 สาขา กำลังอยู่ระหว่างเจรจาความเหมาะสมของทำเล   ===========   ผลประกอบการไตรมาสแรก ยังเติบโตดี   “ยอดขาย COM 7 ไตรมาสแรกปี 2019 เราปิดได้ 7,661 ล้านบาท เติบโต 20%” ผู้บริหารอธิบายอย่างภาคภูมิใจครับ ในขณะทีอัตรากำไรเติบโตมากถึง 40% ครับ     แต่จุดที่ต้องติดตามคือ ส่วนผสมของยอดขายเริ่มเปลี่ยนไปบ้างครับ เดิม smart phone คิดเป็นสัดส่วน 53% ของยอดขายตอนนี้เหลือ 51%   ในขณะที่ยอดขาย tablet มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 14% เป็นตัวเลขที่น่าสนใจครับ   ===========   ชวนมาดูไส้ในส่วนผสมของ COM7 ครับ   “Desktop บอกเลยว่ายอดขายไม่ดี ในไตรมาสแรก เพราะก่อนหน้านี้ยอดขายดีเป็นเพราะสกุลเงินดิจิตอลล ทำให้มี ความต้องการซื้อสินค้าพวก การ์ดจอแบบก้าวกระโดด”   แต่อย่างที่เราทราบแหละครับว่าราคาบนกระดานร่วงมาเยอะ (ตอนหลังเริ่มเด้งขึ้นมาแล้ว) แต่กระแสนี้หายไปแล้ว คนเจ็บตัวหนักก็เข็ดนั่นแหละครับ     “แต่ถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมจะเห็นว่า อุตสาหกรรมตัวเลขขาย Desktop ยังเติบโตครับ” ผู้บริหารอธิบายว่าเป็นเพราะคนซื้อการ์ดจอน้อยลงแต่หันไปเล่นเกมมากขึ้นครับ     สำหรับ Laptop ไม่เติบโต ทรงๆครับ, ในขณะที่โทรศัพท์เติบโต 20% , accessories เติบโต 29%   แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ Tablet ครับที่เติบโตหนักมากถึง 60% ครับ “เหตุผลคือ ipad ขายดีมากๆครับ”   ===========   แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนจะงง มาดูธุรกิจหลัก 4 อย่างของ COM7 กันครับ     1. ออนไลน์: ตอนนี้พัฒนาเวปไซต์ใหม่เสร็จแล้วเพิ่งเปิดตัวไป 1 เดือนแล้ว แบบ soft launch โดยผู้บริหารเล่าให้ฟังว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 จะเปิดตัว แอปมือถือ นั่นหมายความว่าจะเปิดตัวออนไลน์เต็มที่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ครับ     2. Commercial: COM7 เปิดตลาดนี้ตั้งแต่ปี 2561 ครับ โดยตอนนี้มียอด backlog 1 พันล้านบาทแล้ว     3. Service: ให้บริการ เช่น icare  เป็นศูนย์ซ่อม (มี 25 สาขา โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 80%), สำหรับการเปิด shope ร่วมกับ True เป็นแบบ co branch เปิดร้านร่วมกันโดยเฉพาะในสาขาที่ห่างไกล (ตอนนี้ ปี 2019 มี 92 shop ครับ)   4.Retail: ยังเป็นธุรกิจเส้นเลือดหลักของ Com7 ตอนนี้มีหลักๆ 9 แบรนด์ ครอบคลุม 75 จังหวัด ธุรกิจนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ คือ ส่วนแรก multibrand ขายหลายแบรนด์ เช่น banana, BKK, kingkong นอกจากนี้ยังมีแบบที่ขายแค่แบรนด์เดียว เช่น Samsung, oppo, vivo, หัวเว่ย, studio7     ===========   ตัวเลขสำคัญของ COM7     “ให้ดู same store […]

เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทร หาใช่แอ่งน้ำไม่

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทร หาใช่แอ่งน้ำเล็กๆไม่ มหาสมุทร ย่อมมีช่วงเวลาที่คลื่นลมสงบนิ่ง และย่อมมีช่วงเวลาที่เจอพายุกระหน่ำ ถ้าไม่มีพายุฝน แล้วมหาสมุทรจะเป็นมหาสมุทรได้อย่างไร   แม้ว่าพายุลมฝน จะสามารถคว่ำแอ่งน้ำเล็ก ๆ ได้ แต่ไม่มีทางคว่ำมหาสมุทรได้ ผ่านพายุลมฝนมานับครั้งไม่ถ้วน มหาสมุทรก็ยังคงอยู่ ประเทศจีนผ่านความลำบากมามากกว่า 5,000 ปี ประเทศจีนก็ยังคงอยู่ตรงนี้   เตรียมพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะมา เพราะประเทศจีนจะยังคงอยู่ต่อไป !    นี่เป็นประโยคที่คุณ สี จิ้น ผิง (习近平) กล่าวเปิดงาน China International Import Expo เมื่อปลายปีที่แล้วครับ   แม้ว่าจะเป็นเพียงการกล่าวเปิดงานงานแสดงสินค้า แต่ประโยคนี้ถูกนำมาส่งต่อ และกล่าวถึงอย่างมาก   ถ้าใครที่ได้มีโอกาสฟังท่อนเด็ดท่อนนี้ที่คุณสี จิ้น ผิง พูด คงรู้สึกได้ถึงความสงบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของผู้นำ    ———————————   ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งกับพี่ทรัมป์ครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง หนึ่งในการเตรียมความพร้อมที่ทางจีนทำคือ “เตรียมคนให้พร้อม”   ไม่เพียงแค่คำพูดของผู้นำประเทศที่กำลังจะนำพาคนทั้งประเทศเปลี่ยนผ่าน แบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ใต้เส้นความยากจน แต่ยังมีการใช้สื่อภาพยนตร์มาช่วยอีกด้วย   รัฐบาลใช้ช่วงเวลาพีคที่คนดูทีวีอยู่บ้านตอน 20.15 น. นำเอาหนังเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับการสู้รบของจีนกับสหรัฐกลับมาฉายอีกครั้ง เช่น   Battle on Shangganling Mountain (上甘岭, ปี 1954), Heroic Sons and Daughters (英雄儿女, ปี 1964) หรือ Surprise Attack (奇袭, ปี 1960) ซึ่งเป็นหนังที่เกี่ยวกับสงครามการสู้รบระหว่างจีน และอเมริกาในอดีต   แม้ว่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ 3 วัน (แต่ก็มีข่าวว่าทางรัฐบาลอาจให้ฉายทั้งเดือนนะครับ) แต่ก็มีเสียงตอบรับในโลกออนไลน์ทั้งด้านบวกและลบ   บางคนก็บอกว่า “หนังเก่าขนาดนี้ ควรจะสร้างหนังใหม่ ๆ ออกมาบ้างนะ” “เอาหนังมาฉายแบบนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”   แต่คนมองข้อดีก็มีครับ “เด็กสมัยนี้ หาหนังเก่า ๆ แบบนี้ดูไม่ได้แล้วนะ” “เด๋วนี้ ไม่มีใครสร้างหนังสไตล์นี้เท่าไรแล้ว”   แต่ที่แน่ ๆ ในโลกออนไลน์จีนมีประโยตที่ฮิตและคนแชร์ต่อ ๆ กันอย่างมากครับ   “谈,可以!打,奉陪!欺,妄想!”   “อยากเจรจา? ไม่มีปัญหา  อยากสู้? ได้เลย อยากกลั่นแกล้ง? ฝันไปเถอะ!”   ——————————-   ความเห็นของ #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ผู้นำทุกคนล้วนแต่ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ นานา แต่ทว่า สไตล์การรับมือล้วนแตกต่างกันไปถูกมั๊ยครับ   พี่ทรัมป์ มาแนวสับขาหลอกคู่ตัวสู้แบบรัว ๆ พูดอย่าง ทำอีกอย่าง เน้นนโยบาย “งงอ่ะดิ?”    ส่วนสี จิ้น ผิง (习近平) มาแนวโนมน้าวคนทั้งประเทศให้สู้เพื่อประเทศจีน เน้นนโยบาย “นิ่งสงบ แต่ถ้าสู้ ตบไม่เลี้ยง”   คงไม่มีใครตอบได้ว่าวิธีไหนถูกหรือผิด เรื่องของความเป็น “ผู้นำ” เป็นเรื่องที่ต้องวัดกันยาว ๆ ครับ ว่าสุดท้ายแล้ว “ใคร ที่ยังเหลือคนให้นำ?”   #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ    Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube

สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับ…ทหาร

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “ผมรู้สึกมึความสุขมาก เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามการค้าตอนนี้“ “และมั่นใจว่า ยังไงจีนก็จะยังไม่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจภายใต้การบริหารของผมแน่ๆ” คงไม่ต้องบอกว่าใครพูดแบบนี้นะครับ   ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐให้สัมภาษณ์ในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐหลายรายประกาศแบน ไม่ทำธุรกิจร่วมกับหัวเว่ย    ยักษ์ใหญ่ที่ว่าก็รวมถึง Google (谷歌), Qualcomm (高通) และ Intel (英特尔)  ที่พร้อมใจกันประกาศว่าจะไม่ให้หัวเว่ยอัพเดทระบบ Andriod และไม่ส่งชิพ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ให้หัวเว่ยแล้ว ช็อคไปทั้งโลกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา   เหตุผลคือ ก็แค่ทำตามประกาศรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ห้ามไม่ให้ทำธุรกิจร่วมกับหัวเว่ย จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐครับ   ========   จาก Trade War สู่ Tech War   ผมมีโอกาสได้คุยกับอ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวขาญด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ อาจารย์บอกว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการลดขาดดุลการค้าแล้ว แต่เป็นเกมเพื่อความอยู่รอดของมหาอำนาจต่างหาก   “ทรัมป์เค้ารู้หนิว่า หัวเว่ย คือหัวใจ คือสัญลักษณ์ของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยของจีน เพราะฉะนั้นถ้าหยุดการเติบโตของหัวเว่ยได้ ก็เท่ากับว่าหยุดการเป็นมหาอำนาจของจีนได้” อาจารย์สมชายบอกว่าไม่แปลกใจที่ทรัมป์เริ่มใช้ไม้แข็งมากขึ้นเรื่อยๆ   ผมรีบไปเชคเลยครับ ปรากฏว่า โอ้โห…. หัวเว่ย ยิ่งใหญ่จริงๆครับ ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หัวเว่ย ติดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับที่ 88  จากนิตยาสาร forbes     แต่ปีนี้พุ่งทะยานมาที่อันดับ 79 โดยมีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 8.4 พันล้านเหรียญหรือ 2.5 แสนล้านบาท!! (เป็นแบรนด์จีนเพียงแบรนด์เดียวที่ติดอันดับ)   มีจำนวนพนักงาน 1.8 แสนคน มียอดขายเกือบ 9 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 2.7 แสนล้านบาท (ทั้งที่โดนเตะขัดขามากมาย)    และมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกแซงหน้าซัมซุงเร็วๆนี้ (ตอนนี้อันดับ 2)   และเป็นบริษัทที่ล้ำสมัยเรื่องเทคโนโลยี 5G มากที่สุดในโลก ตอนนี้ (ถ้าแต่ละประเทศเริ่มใช้ 5G เมื่อไหร่ เราน่าจะได้เห็นความย่ิงใหญ่ของหัวเว่ยมากขึ้น และนั่นคือเหตุผลของการเกิด Tech war สงครามเทคโนโลยีครับ)   ========   ภาพในอดีตผลักดันความฝันที่ยิ่งใหญ่ นำมาสู่การท้าทายมหาอำนาจ   ความฝันจีน (中国梦) เป็นแนวคิดที่ท่านผู้นำจีน สี จิ้น ผิง (习近平) ประกาศไว้ตอนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี เมื่อ 7 ปีที่แล้ว    “ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างความมั่งคั่ง สรรค์สร้างสังคมที่ดีขึ้น ปราบคอรัปชั่น และแก้ไขมลพิษ” คือตัวอย่างความฝันของจีน (中国梦) ครับ   พร้อมกับได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ “กล้าที่จะฝัน ทำงานหนักเพื่อที่จะบรรลุฝัน ไปพร้อมๆกับอุทิศให้แก่ประเทศชาติ”    อาจารย์สมชาย เล่าย้อนความหลังให้ผมฟังว่าในอดีต จีนเคยเป็นมหาอำนาจมาก่อนแล้ว แต่เคยเจอมรสุมหลายอย่าง ทั้งสงครามฝิ่น (ที่ทำให้คนจีนจำนวนมากติด จนไม่เป็นอันทำงาน), สงครามนานกิง    “นี่คือเหตุผลว่าทำไมจีนยุคใหม่ ถึงน่ากลัวในสายตาตะวันตก เพราะผู้นำจีนต้องการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ และต้องการลบคำสบประมาททที่เคยเจอในอดีต” อาจารย์อธิบายเสริมครับ   เวลาจีนจะทำอะไร จีนจะวางเป้าหมายและลงมือทำอย่างเป็นระบบและที่สำคัญลงมือทำได้เร็วมากๆ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทุกก้าวย่างของจีนดูน่าเกรงขามมากครับ   “ปี 2021 ประเทศจะหมดความยากจน”  “ปี 2030 จีนจะเป็นผู้นำเทคโนโลยี หุ่นยนต์ และ AI”  “ปี 2049 จีนจะกลายเป็นประเทศที่พัมนาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ”    เท่าที่ผมเทียบเคียงตัวเลขคาดการณ์ของ IMF  จะเห็นว่าถ้าจีนทำสำเร็จ นั่นเท่ากับว่าเศรษฐกิจจีนจะใหญ่กว่าสหรัฐมากถึง 3 เท่า ภายในอีก 30 ปี   ชัดเจนนะครับว่าทำไมสหรัฐถึงทำทุกวิถีทางเพื่อเตะขัดขา   ========   เกมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนเจรจาต่อรอง   อาจารย์สมชายเล่าให้ฟังว่า กรณีหัวเว่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเกมในการบีบจีนให้ยอมทำตามข้อตกลงให้เร็วขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาจีนเจรจา จีนจะคิดรอบด้าน ไม่ผลีผลาม ซึ่งไม่ใช่สไตล์ของทรัมป์ที่ต้องการทำอะไรเร็วๆ เพราะอย่าลืมว่าปีหน้าสหรัฐจะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง   “ปีที่แล้วสหรัฐก็เคยใช้ไม้แข็งมาแล้วรอบนึงกับบริษัท ZTE ที่สุดท้ายต้องยอมจ่ายเงินชดเชยหลายหมื่นล้านบาท และครั้งนั้นสี จิ้น ผิง เองต้องยกหูโทรศัพท์มาเจรจาเอง” แต่รอบนี้อาจารย์ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นกับกรณีของหัวเว่ยหรือไม่   แต่ที่แน่ๆน่าจะเป็นเกมต่อรองก่อนที่ผู้นำทั้งสองคนจะพบกันในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ช่วงปลายเดือนมิถุนายน   ท้ายที่สุดอาจารย์มองว่า ในที่ประชุมเดือนหน้าทรัมป์จะยอมถอยบ้าง แต่สหรัฐจะต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบจากดีลเจรจาครั้งประวัติศาสตร์    สมมติว่าในใจทรัมป์อยากได้ 60% เค้าจะพูดไปก่อนว่าเค้าอยากได้ 80% แล้วพอฝ่ายตรงกันข้ามเริ่มมีท่าทีแข็งกร้าว ก็จะยอมถอยมาเหลือแค่ 60% เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการและฝ่ายตรงข้ามเองก็พอใจครับ   ========   ทางจีนว่ายังไงครับ?   ล่าสุดช่วงบ่ายเมื่อกี้นี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน นายกฯหลิว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวสั้นๆว่า “จีนจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและสนับสนุนบริษัทจีนในการปกป้องสิทธิตามกระบวนการทางกฏหมาย”   ในขณะที่แถลงการณ์ของหัวเว่ย ก็บอกว่า แม้ว่าสหรัฐจะไม่ส่งชิพให้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของหัวเว่ย “อย่าลืมว่า ช่วงที่ผ่านมา  Andriod เติบโตมามากขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหัวเว่ย”   “พวกเรายืนยันว่าจะสร้างระบบ ecosystem ที่ปลอดภัยและซอฟท์แวร์ที่ยั่งยืน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั่วโลก”   ========   จีนจะทำอะไร?   อาจารย์มองว่าทางเลือกก็มีไม่มากเพราะไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า หรือสงครามเทคโนโลยีจีนเองก็เป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบมากกว่า   “ไม่คิดว่าจีนจะเทขายพันธบัตรออกมา เพราะสุดท้ายจีนก็จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินผันผวน ส่งผลต่อการส่งออกอีก”    “และไม่คิดว่าจีนจะสั่งแบนไม่ให้คนจีนใช้สินค้าจากตะวันตกเหมือนที่เคยทำกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เพราะอย่าลืมว่าจีนก็ลงทุนสหรัฐเยอะเช่นกัน และเศรษฐกิจของจีนตอนนี้ก็ผูกกับสหรัฐ ต้องพึ่งพาสหรัฐมากกว่า เกาหลีใต้และญี่ปุ่น”   ถ้าให้อาจารย์ฟันธง แกบอกว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่องภายในครึ่งปีหลังนี้ครับ เพราะตอนนี้สหรัฐเริ่มใช้ไม้หนักขึ้นเรื่อยๆ นวดไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงจุดพีคแล้ว   “ถ้าเกมนี้จบช้า หญ้าแพรกอย่างไทยและเอเชีย ก็คงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” อาจารย์สมชาย ฝากทิ้งท้ายและเตือนให้เราเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน   ========   “จีนต้องการก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นกับผม ผมคิดว่านั่นคือความตั้งใจของจีน เพราะเป็นประเทศที่มีความทะเยอทะยาน และฉลาดมากๆ” พี่ทรัมป์บอกทิ้งท้ายครับ   เรื่องนี้ต้องติดตามกันยาวๆครับ อย่างที่เราเคยได้ยินแหละครับว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับ…ทหาร     แล้วคุณละ คิดว่าจุดจบเรื่องนี้จะมี End Game ยังไง?   ========   ติดตามบทวิเคราะห์และสาระน่ารู้ที่จะทำให้คุณเข้าใจจีน มากขึ้นได้ ใน #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน ครับ   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ 🙂   ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ    Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE   Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter   Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube

ธนาคารจีนติดอันดับธนาคารใหญ่ที่สุดในโลก ถึง 4 แห่ง!!

  #谈亿 #ถัน-อี้ #ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุนจีน   เรารู้อยู่แล้วครับว่า ธนาคารจีนใหญ่มากๆ แต่หลายคนไม่เคยเห็นตัวเลขว่าตอนนี้ธนาคารยักษ์ใหญ่ 4 แห่งของจีน ก้าวขึ้นมาเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในโลกไปแล้วครับ   เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่อยู่แล้ว แต่เหตุผลอีกส่วนคือ ถึงแม้ว่าธนาคารส่วนใหญ่ของจีนจะเป็นรัฐวิสาหกิจ (ปกติรัฐวิสาหกิจจะบริหารงานได้ไม่เก่งเท่าเอกชน)   แต่จีนปล่อยให้รัฐวิสาหกิจแข่งขันกันเอง ทำให้ตอนนี้ธนาคารจีนแข็งแรงมากๆ และก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นๆของโลก (เป็นอีกเหตุผลหรือไม่ ที่สหรัฐต้องรีบเตะ ขัดขา ก่อนจีนก้าวมาเป็นมหาอำนาจ? คุณว่าไงครับ)   แถมยังมี valuation ที่ถูกกว่าหุ้นไทยเสียอีก โอวววว ============   1. Industrial & Commercial Bank of China (中国工商银行) สัญชาติ: จีน สินทรัพย์: 146 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นหนึ่งใน Big Four ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในจีน ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1984 และมีจำนวนพนักงาน 460,000 คน ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ที่ปักกิ่ง และรัฐบาลถือหุ้นสัดส่วน 70% Market Cap: 9.6 ล้านล้านบาท (ใหญ่กว่า SCB ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ใหญ่สุดในไทยเกือบ 24 เท่า) P/BV : 0.71x (ถูกกว่าค่าเฉลี่ย ของธนาคารไทย, SCB 1.04x) ============   2. China Construction Bank Corp. (中国建设银行) สัญชาติ: จีน สินทรัพย์: 121 ล้านล้านบาท ก่อตั้งในปี 1954 ปัจจุบันมีสาขา 14,000 แห่ง มีพนักงาน 372,000 คน Market Cap: 7.45 ล้านล้านบาท P/BV: 0.70x ============   3. Agricultural Bank of China (中国农业银行) สัญชาติ: จีน สินทรัพย์: 118 ล้านล้านบาท ก่อตั้งในปี 1951 โดยท่านอดีตผู้นำ เหมา เจ๋อตุง ที่ท่านตั้งใจอยากจะช่วยชาวนาให้มีเงินกู้ เลยก่อตั้งธนาคารนี้ขึ้นมา ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ที่ปักกิ่ง มีสาขาตัวแทน 24,000 แห่ง Market Cap: 6.2 ล้านล้านบาท P/BV: 0.62x ============   4. Bank of China (中国银行) สัญชาติ: จีน สินทรัพย์: 108 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นหนึ่งในธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดของจีนครับ ก่อตั้งในปี 1912 โดยรัฐบาลยังถือหุ้นในสัดส่วนกว่า 70% และมีสาขาใน 20 ประเทศ Market Cap: 5.4 ล้านล้านบาท P/BV: 0.57x ============   5. Mitsubishi UFJ Financial Group สัญชาติ: ญี่ปุ่น สินทรัพย์: 89.5 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นครับ ตอนนี้มีสาขามากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่างสองธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และตอนนี้มีสำนักงานใหญ่ที่ Osaka Market Cap: 1.98 ล้านล้านบาท P/BV: 0.40x ============   6. JPMorgan Chase & Co. สัญชาติ: สหรัฐ สินทรัพย์: 85 ล้านล้านบาท เป็นธนาคารที่เกิดจากการควบรวมกิจการกันหลายแห่งในช่วงปี 2000 (ปู่บัฟเฟตต์ถือหุ้นอยู่ด้วยครับ)  ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ที่ แมนฮัตตัน นิวยอร์ค Market Cap: […]

Subscribe & Follow