Subscribe & Follow:

INVESTMENT

สรุปมุมมองทองคำ จากผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆของไทย

วันก่อนผมได้มีโอกาสร่วมฟังความรู้ดี ๆ จาก คุณต่าย ธนรัชต์ พสวงศ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของ กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง ผู้นำทองคำของเมืองไทย ในสัมมนาที่ทางธนาคารกรุงศรี  จัดให้กับลูกค้าที่ Krungsri The Advisory เลยอยากจะมาแบ่งปันเล่าให้ฟังครับ ============   1. ทำไมพอร์ตการลงทุนต้องมีทองคำ ?   เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ (ไม่ต้องพูดเยอะเจ็บคอ) ไปดูผลตอบแทนปีที่แล้ว จะเห็นว่าราคาทองคำลดลงเพียง 1.5%   ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วง 10% และ ราคาน้ำมันร่วงหนักกว่า 24% ครับ ชัดเลยนะครับว่าทำไมต้องมีทองคำ     “ปีนี้ ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่คนหันกลับมามองเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง” คุณต่ายฟันธงให้ผมฟังครับ   อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะ overheat (ร้อนแรงมากเกินไป) และหุ้นสหรัฐอาจจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาลงครับ     คุณต่ายมองว่า คงจะไม่มีสูตรตายตัวว่าควรจะมีทองคำอยู่พอร์ตเท่าไหร่ดี แต่แนะนำให้เอา 100 ลบกับ อายุของเราครับ ได้เท่าไหร่ ก็ควรจะเป็นสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงที่เราควรถือ (ส่วนที่เหลือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย)   เช่น อายุ 40 ปี ก็เอา 100 ลบ 40 = 60 (60% ของพอร์ตควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและ 40% ลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย) ============   2. ราคาทองคำในอดีต เคยพุ่งสูงในช่วงไหนบ้าง?     ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2008) ทองคำแตะระดับ 1,032 ดอลลาร์สหรัฐ   ช่วงวิกฤติยูโรโซน (ช่วงกรีซ มีหนี้เสีย ช่วงปี 2009) ทองคำแตะระดับ 1,671 ดอลลาร์สหรัฐ   ช่วง S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐ (ช่วงปี 2011) จาก AAA เหลือ AA+ ทองคำพุ่งปรี๊ดไป 1,920 ดอลลาร์สหรัฐ โดยพุ่งแค่เดือนเดียว 15% (ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ติดดอยช่วงนั้นแหละครับ ใครโดนบ้างเอ่ย?)   ช่วงอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (ช่วงปี 2016) ทองคำแตะ 1,357 ดอลลาร์สหรัฐครับ (ราคาทองคำพุ่งวันเดียว 8%)   สังเกตว่าราคาทองคำจะพุ่งปรี๊ด ในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนในตลาดโลก ============   3. ความต้องการทองคำมาจากไหนบ้าง?     เหตุผลที่ต้องดูความต้องการ เพราะคุณต่ายมองว่า ราคาทองคำขึ้นอยู่กับ Demand มากกว่า supply   โดยภาพรวมแล้วความต้องการซื้อทองคำปีที่แล้ว 4,345 ตันเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย (ปีที่แล้วต้องการทองคำ 4,159 ตัน)   “ความต้องการใส่ทองคำ เป็นเครื่องประดับ ทองรูปพรรณ ยังสูงเป็นอันดับที่ 1 สูงถึง 2,200 ตัน”   รองลงมาคือ ทองคำเพื่อการลงทุน 1,159 ตัน โดยอินโดนีเซีย ซื้อทองคำแท่งมากเป็นอันดับต้น ๆ และรองลงมาคือพี่ไทยเนี่ยละครับ   อันดับ 3 คือ ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ต้องการซื้อทองคำ สูงถึง 651 ตัน จุดที่น่าสนใจคือปีที่ผ่านมา คือธนาคารกลางต่าง ๆ มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเกือบ เท่าตัวครับ สูงที่สุดในรอบ 50 ปี (หลัก ๆ มาจากความต้องการธนาคารกลางของจีน และรัสเซีย)   ส่วนอันดับที่ 4 คือ ทองคำที่เอาไปใช้ในอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ทำโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น รวมแล้ว 334 ตัน ============   4. […]

สรุปมุมมองการลงทุนปี 2019 ของ Citigold

แม้การลงทุนช่วง 1-2 ปีนี้จะหินมากครับ แต่นักลงทุนรุ่นใหญ่อย่าง คุณปู่บัฟเฟตต์ เคยพูดว่า “ให้มองว่าตลาดผันผวนเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นศัตรู และให้มองหาโอกาสการลงทุน (จากภาวะตลาดผันผวน) มากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งของมัน”     วันก่อนผมได้อ่านบทวิเคราะห์ของ Citigold แล้วน่าสนใจมาก ผมเลยอยากสรุปมุมมองการลงทุน ไว้ให้เป็นไอเดีย หาโอกาสลงทุนกันครับ   1. เศรษฐกิจโลกยังเติบโตดี โดยมีตลาดเกิดใหม่เป็นพระเอกครับ กราฟฟิค: คาดการณ์เศรษฐกิจโลก ที่มา: Citi Research    “คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% ในปีนี้” นักวิเคราะห์ของ Citi มองว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตน้อยลงครับ แต่ยืนยันว่ายังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจถดถอย   เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ยังมีโอกาสเติบโตได้จากนโยบายการคลังช่วยหนุนอยู่ ส่วนยุโรปก็ยังพอขยายตัวต่อได้ จากการบริโภคภายในประเทศ   แต่ถ้าถามว่า เศรษฐกิจไหนเป็นพระเอกในปีนี้? หลัก ๆ แล้ว คือ “ตลาดเกิดใหม่” ครับ ที่มีแนวโน้มเติบโตได้มากถึง 4.5% มากกว่าตลาดที่พัฒนาแล้วที่มีแนวโน้มเติบโตเพียง 2% กราฟฟิค: สัดส่วนการส่งออกของตลาดเกิดใหม่เทียบกับตัวเลข GDP ที่มา: Citi Research    นอกจากนี้ ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชียพึ่งพาตลาดโลกน้อยลง จากเดิมที่เคยพึ่งพาการส่งออกมากถึง 32% ของ GDP ในปี 1997 ตอนนี้ลดลงเหลือเพียง 24%   เห็นตัวเลขนี้แล้วสบายใจครับ เพราะเท่ากับว่าการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ไม่ต้องฝากความหวังกับตลาดโลกมากนัก ผมว่าช่วยลดความกังวลจากสงครามการค้าได้เยอะเลยนะครับ   “การขยายตัวของความเป็นเมืองมากขึ้น พร้อม ๆ กับการที่คนในประเทศตลาดเกิดใหม่มีเงินออม ทำให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอย” เป็นอีก 2 ปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้เติบโตได้ดีครับ ทำให้ปีนี้ตลาดเกิดใหม่เป็นดาวเด่นที่น่าจับตามองมากจริง ๆ   ในขณะเดียวกัน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนก็ยังน่าสนใจ แม้ว่าหลายคนกังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง (ล่าสุดประกาศตัวเลขการเติบโต GDPต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี) เนื่องจากรัฐบาลจีนจัดหนักจัดเต็ม ใช้ทั้งนโยบายการคลังและการเงิน รวมถึงค่าเงินหยวนที่มีเสถียรภาพ ทำให้เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มที่เติบโตดีครับ กราฟฟิค: ค่า P/E ของตลาดหุ้นโลก ที่มา: Citi Research    อีกหนึ่งเหตุผล คือภาพนี้เลยครับ ตลาดเกิดใหม่มีค่า P/E ที่ถูกกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดเกิดใหม่น่าลงทุนมากกว่า ==========   2. ยังไม่จบภาวะกระทิง (ตลาดขาขึ้น) อย่าเพิ่งถอดใจครับ “เราอยู่ในช่วงปลายของ วัฏจักรขาขึ้นที่ยาวนานกว่า 9 ปีก็จริง แต่ยังไม่ถึงจุดจบครับ” นักวิเคราะห์ Citibank ยืนยันว่า เหตุผลที่ตลาดหุ้นจะไปต่อได้ มาจากการที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตแข็งแกร่งครับ กราฟฟิค: อัตราการเติบโตของ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน ที่มา: Citi Research   “กำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตก็จริงแต่น้อยลงจาก 22% เหลือเพียง 11%” เพราะปีที่แล้วได้ประโยชน์จากนโยบายลดภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (ปีนี้ ฐานเท่ากันแล้วครับเลยไม่ได้ประโยชน์)   แต่จุดที่น่าสนใจคือ นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในไทยและมาเลเซีย จะได้ประโยชน์จากสงครามการค้า (ย้ายฐานการผลิตมา) และทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสเติบโตครับ   ส่วนหุ้นกลุ่มที่แนะนำให้ลงทุน 3 กลุ่มคือ  “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” “หุ้นกลุ่มวัสดุ” “หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและการแพทย์” ครับ  ==========   3. ถึงเวลาหาหลุมหลบภัยจากภาวะตลาดผันผวน กราฟฟิค: ปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลาง ที่มา: Citi Research   “คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้” ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปครับ   นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายที่มีความแตกต่างแบบนี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดความผันผวน โดยมีคำแนะนำ ให้หาสินทรัพย์ที่เป็นหลุมหลบภัยติดพอร์ตลงทุนไว้ด้วยครับ กราฟฟิค: อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่มา: Citi Research   “พันธบัตรที่อยู่ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ของสหรัฐ ที่มีอายุเหลือสั้นและปานกลาง” และพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง (US High Yield) เป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนเพราะให้ผลตอบแทนสูง และอัตราการผิดนัดชำระหนี้เริ่มลดลง ทำให้ความเสี่ยงน้อยลงครับ ==========   4. ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า “ขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ” ในขณะที่ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มมีผลลดลง และปัญหาทางการเมืองภายในประเทศสหรัฐ   เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมนักวิเคราะห์ Citibank ถึงมองว่า ค่าเงินดอลลาร์ถึงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงครับ   กราฟฟิค: แนวโน้ม US Dollar Index ที่มา: Citi Research    ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสเพิ่มขึ้น และการที่ทองคำ เปรียบเสมือนกับ safe haven เป็นหลุมหลบภัยที่ดีให้กับนักลงทุนในช่วงตลาดผันผวน ทำให้ทองคำเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจครับ โดยมีเป้าหมายราคาเฉลี่ยทั้งปีนี้ที่ระดับ […]

สรุปผลการดำเนินงาน บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) สำหรับ ปี 2561

Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm  ===========   แอบส่อง THG เค้าทำธุรกิจอะไรครับ? “เป็นโรงพยาบาลและเครือข่ายการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย ผู้รับบริการมีความไว้วางใจ ในราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการ” นี่คือวิสัยทัศน์ของ THG ครับ    จุดเริ่มต้นของอาณาจักรโรงพยาบาลกลุ่มนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2519 แล้วครับ และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 7 ธ.ค. 2560   THG เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ทำธุรกิจมากมาย หลักๆ แบ่งเป็นธุรกิจรักษาพยาบาล และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดี๋ยวค่อยๆ อ่านไปเรื่อยๆ นะครับ ===========   สัดส่วนรายได้เป็นอย่างไร มาดูกันครับ   1. สัดส่วนรายได้ประมาณ 93% มาจากการธุรกิจรักษาพยาบาล แบ่งเป็นโรงพยาบาลในประเทศ 7 แห่ง ได้แก่ รพ.ธนบุรี, รพ.ธนบุรี 2, รพ.ธนบุรีบำรุงเมือง รพ.ราษฏร์ยินดี จ.สงขลา, รพ.อุบลรักษ์ ธนบุรี จ.อุบลราชธานี รพ.สิริเวช จ.จันทบุรี และ รพ.ธนบุรีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้าง   นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลในต่างประเทศ จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาล Welly Hospital ในประเทศจีน ซึ่ง THG ถือหุ้น 58% และโรงพยาบาล Ar Yu International Hospital ในเมียนมา ซึ่ง THG ถือหุ้น 40% ซึ่งจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม 2562   2. รับจ้างบริหารโรงพยาบาล: ที่ภูเก็ต พัทยา และศูนย์การแพทย์ชุมชนที่เกาะล้าน   3. ธุรกิจศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วย (Step-Down Care): อำนวยความสะดวกให้ รพ. สามารถรองรับผุู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา พักฟื้น และกายภาพบำบัดได้มากขึ้น ตอบโจทย์สำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ซับซ้อน   4. ธุรกิจศูนย์แพทย์เฉพาะทาง: เช่น ศูนย์หัวใจ รพ.ภัทร-ธนบุรีศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี 2 และศูนย์หัวใจ รพ.พัทลุง   5. ธุรกิจที่พักอาศัยพร้อมบริการทางการแพทย์เพื่อผู้สูงวัย: โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ และโครงการธนบุรีเฮลท์วิลเลจ   6. ธุรกิจบริการดูแลสุขภาพนอกสถานที่ และเครื่องมือแพทย์: เช่น ธุรกิจรักษาพยาบาลนอกพื้นที่ รพ. ให้บริการถึงบ้านเลยครับ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกเดินทาง นอกจากนี้ ยังจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรม เป็นแบบ one stop service และธุรกิจร้านขายยา Apex   7. ธุรกิจอื่นๆ: ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เพื่อการบริหารโรงพยาบาล และธุรกิจพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์   ===========   รายได้ THG ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องครับ   ปี 2561 THG มีรายได้รวม 7,094 ล้านบาท เติบโต 7.3%   ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 348 ล้านบาท   เตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อประกาศจ่ายเงินปันผล: 0.35 บาท ครับ   “THG อยู่ในช่วงการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ หลายโครงการใหม่ตอบรับแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุและการใส่ใจดูแลสุขภาพ”   ===========   เป้าหมายของเค้าเป็นไงบ้างครับ? “คาดว่ารายได้ปี 2562 จะเติบโตมากกว่า 20%” เหตุผลที่คุณหมอธนาธิป ผู้บริหาร มั่นใจเป็นเพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลายอย่างเลยครับ   1. รายได้จากโรงพยาบาลในประเทศเติบโตต่อเนื่อง […]

ข่าวเช้าตรู่ 14 มี.ค. 2562

ข่าวเช้าตรู่ ส่งถึงมือคุณ! โดยเพจ “ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน” ============ 1. อังกฤษยังวุ่นไม่จบ! หลังสภาไม่ให้อังกฤษออกจากยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง   ขั้นตอนต่อไป คือ รัฐสภาคงต้องลงมติในวันนี้ว่าจะให้สหภาพยุโรป เลื่อนกำหนดการแยกตัวออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมกำหนดไว้วันที่ 29 มี.ค เพราะตอนนี้ตกลงอะไรกันไม่ได้เลย   “เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ อาจมีการจัดการลงประชามติ Brexit ครั้งใหม่ หรืออาจมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้อังกฤษไม่แยกตัวจากสหภาพยุโรป”   ก่อนหน้านี้สมาชิกสภาสามัญชนของอังกฤษเพิ่งลงมติคว่ำข้อตกลง Brexit ที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทำไว้กับผู้นำสหภาพยุโรป   ปวดตับจริงๆ ค่าเงินปอนด์ก็พุ่งปรี๊ดและทองคำกลับมาบวกแรง บางช่วงทะลุ 1,300 เหรียญอีกแล้วค้าบบบ ============ 2. ฮือฮา Walmart เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์คล้าย iPad   บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Walamrt เตรียมเปิดตัว tablet คอมพิวเตอร์ แต่ขายราคาไม่แพงและจะเป็นรุ่นที่เด็กๆใช้งานง่ายครับ   เบื้องต้นยังไม่มีใครเห็นต้นแบบ รู้แต่ว่าผลิตโรงงานในจีนและใช้ระบบปฏิบัติการแบบ andriod   “ตอนนี้เจ้าใหญ่คือ Apple มียอดขาย 44.9 ล้านเครื่องปีที่แล้ว” “Samsung มาอันดับที่ 2 ที่ขายได้จำนวน 23.1 ล้านเครื่อง”   “Walmart มองว่าตลาด tablet ที่ราคาต่ำกว่า iPad ของ Apple และเจาะตลาดเด็ก มีโอกาสเติบโตได้อีกมากครับ” ============ 3. เอาอีกแล้ว! ค่ายรถยนต์ดังประกาศปลดพนักงาน 7 พันคน   “บริษัทจะปลดพนักงาน 7,000 คนภายในปี 2566 หลังจากที่บริษัทหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า” ผู้บริหารของโฟล์คสวาเกนประกาศข่าวร้ายครับ   แต่บริษัทก็พร้อมที่จะลงทุนเป็นจำนวนเงิน 1.9 หมื่นล้านยูโรในช่วง 5 ปีข้างหน้า   เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในการควบคุมมลพิษจากการปล่อยไอเสีย ศึกรอบด้านจริงๆครับสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ============ 4. CEO SoftBank ฟันธง AI จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนภายใน 30 ปีนี้ไปอย่างสิ้นเชิง   https://web.facebook.com/309527089143639/posts/2105108969585433?sfns=mo&_rdc=1&_rdr ============ ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและภาพจาก CNN, Reuters, Metro

“ชีวิตของผมบางมุมก็คล้ายกับปลาหมึก”

เป็นคำพูด ของคุณ Karl Lagerfeld ที่สะดุดหูผมมากๆครับ  คุณ Lagerfeld เป็นสุดยอดนักออกแบบระดับโลกที่ทุกคนยกนิ้วให้ครับ เค้าโด่งดังจากการทำงานให้กับ Chanel และภายหลังมาทำแบรนด์ของตัวเอง น่าเสียดายที่เค้าเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้โลกต้องสูญเสียบุคคลระดับตำนานไปครับ แต่ก็ยังมีบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้จากเค้าได้ครับ ==========   ผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณชิ้นนึงที่เค้าเคยให้แง่คิดในการทำงานและแง่คิดในการใช้ชีวิต (ตั้งแต่ปี 2017) ที่นักธุรกิจและนักลงทุนอย่างพวกเราสามารถเรียนรู้ได้ เลยอยากมาเล่าให้ฟังครับ   1.ไม่มีใครใหญ่กว่าแบรนด์ ไม่มีใครใหญ่กว่าองค์กรณ์   “ดีไซเนอร์ทุกวันนี้โด่งดังเร็ว และเมื่อไหร่ที่ดังมีชื่อเสียงขึ้นมา ตามธรรมชาติของคนก็จะรู้สึกว่าเราใหญ่คับโลก” “อย่าคิดว่าเราเก่งคนเดียว โลกนี้ยังมีคนเก่งอีกมาก” คุณ Lagerfeld เล่าให้ฟังว่า เราไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อของเราไว้กับชื่อแบรนด์เลย “ถ้าเราทำดี ออกแบบสวย เดี๋ยวคนก็ถามเองแหละว่าใครเป็นคนออกแบบ” “และถ้าออกแบบไม่ดี คนก็จะลืมๆมันไป” ==========   2. จงทำตัวดีๆกับเพื่อนร่วมงาน อย่าคิดจะฉายเดี่ยว   “ผมไม่มีหนวดเหมือนปลาหมึก แต่มีเพื่อนร่วมงาน มีลูกทีมที่ดีมากๆหลายคน” คุณ Lagerfeld บอกว่าสิ่งที่เป็นจุดเด่นสำหรับตัวเค้าคือ  “I’m very nice to people I work with” “ผมเป็นคนที่ทำตัวดี พูดจาดี กับเพื่อนร่วมงานครับ” แม้ว่าตัวเค้าจะเป็นคนเด่น คนดัง แต่ก็ไม่เคยพูดจาเสียๆหายๆกับใครเลยครับ เค้าบอกว่า ตัวเค้าเองไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ทั้งหมด สิ่งที่เค้าเก่งคือการ sketch ภาพครับ แต่ยังไงงานอื่นก็จำเป็นต้องพึ่งความสามารถของลูกทีมครับ จุดที่น่าสนใจคือ ลูกทีมของเค้าแต่ละคน ทำงานกับเค้านานมาก “บางคนทำงานตั้งแต่สมัยเอ๊าะๆ เป็นเด็กอายุ 18 ปี จนตอนนี้อายุ 50 ปีก็มี หรือมีบ้างที่ลาออกไป แต่สุดท้ายก็กลับมาขอทำงานอีกครั้ง แล้วก็อยู่ยาว ==========   3. อย่าพูดจาไม่ดีกับลูกทีม   “มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ ที่ผมจะพูดจาเสียๆหายๆกับลูกทีม” แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเหลือเกิน ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะโด่งดังเพียงใด เราก็เป็นคนเหมือนกัน ไม่ควรปฏิบัติกับคนอื่นแบบแย่ๆ มิน่าละทำไมคนถึงทำงานกับแกได้นานๆ ==========   4.ถ้าคุณจ่ายไหว ก็ควรเปย์ลูกน้องหนักๆ   “ผมจ่ายเงินเดือนลูกน้องหนักมากบอกเลย และผมเกลียดเจ้านายที่ให้เงินลูกน้องน้อย”  คุณ Lagerfeld บอกว่าเค้าอยากให้ลูกน้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งคำว่า “ชีวิตที่ดี” มันก็มีราคาแพง หลายอย่างก็ต้องจ่ายแพงๆ ข้อนี้คงต้องแชร์ไปให้ถึงเจ้านาย นะครัช 555 ==========   5. ความอิสระคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต   “อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเหมือนปลาหมึก คือ ผมกระหายอยากรู้ไปทุกเรื่อง อยากเห็นทุกๆอย่าง อยากชอนไชไปในทุกสิ่ง”  สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ Lagerfeld คือการที่มีอิสระในการคิด มีอิสระที่ได้ทดลอง มีอิสระที่ได้ลงมือทำอะไรใหม่ๆ “ผมไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอีกต่อไปแล้ว ผมมีบ้านเยอะมากพอแล้ว ผมมีตังมากพอแล้ว” “การมีอิสระ คือสิ่งที่สุดยอดที่สุดแล้วในวงการแฟชั่น” ==========   6. หาสไตล์การทำงานของตัวเองให้เจอ   คุณ Lagerfeld ถือว่าเป็นเทพแห่งการออกแบบครับ ใช้เวลาแปบเดียวก็ออกแบบ collection ที่ขายดีเทน้ำเทท่าได้ “ทุกๆเช้าผมจะตื่นเช้า แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์อัพเดท ข้อมูลข่าวสาร ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำงาน” สไตล์คุณ Lagerfeld คือชอบนั่งทำงานคนเดียวเงียบๆ ไม่ทำที่ออฟฟิศเพราะ ที่ออฟฟิศคนอยู่เยอะ คนคุยกันเยอะ ไม่มีสมาธิ เค้าชอบนั่งขีดๆเขียนๆอยู่ที่บ้าน ชอบทำบนกระดาษ ไม่ชอบทำในคอม ครับ ==========   7. จงคิดล่วงหน้า วางแผนการทำงานให้ดี   “มีชิ้นงานออกแบบ หลายชิ้นของผมที่ถูกทิ้งลงถังขยะ แต่ผมมองว่าเป็นทัศนคติที่ถูกต้องแล้ว” คุณ Lagerfeld พูดกับตัวเองครับ สไตล์การทำงานของเค้าคือ ทำงานเร็วมากๆ แต่จะมีรายละเอียดทางเทคนิคบอกทีมงานเสมอๆ เช่น กระเป๋าซิปควรอยู่ตรงไหน ลวดลายควรเป็นยังไง พูดง่ายๆคือ ลูกทีมแค่เอาไปทำตามก็สามารถผลิตชิ้นงานออกมาได้แล้วครับ “ผมเป็นคนทำงานเร็วแบบสุดๆ แม้ว่าผมจะเป็น perfectionist แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องใช้เวลา 100 ชั่วโมง ในการทำบางสิ่งบางอย่าง” เคล็ดลับการทำงานที่เร็วคือ การคิด การวางแผนล่วงหน้า คิดว่าอยากได้อะไร แล้วทำยังไงถึงได้มันมา พอคิดเสร็จก็ลงมือทำงานอย่างรวดเร็วเลย  แต่ถ้ามีข้อผิดพลาดเค้าก็ยอมทิ้งไป แล้วก็เริ่มออกแบบชิ้นใหม่ โดยไม่เสียดายครับ แต่ถ้าทีมงานถามคุณ Lagerfeld ว่ามีทางเลือกอื่นไหม เค้าจะตอบทันทีว่าไม่มีครับ เพราะเค้าคิดมาละเอียด และดีที่สุดแล้ว ถ้าไม่เอาก็ทิ้งไปเลย ว่างั้นเถอะ =============   8. จงปล่อยวาง ลืมเรื่องบางเรื่องไปซะ   “ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการลืมปัญหาต่างๆที่ถ่าโถมเข้ามา” หลายคนอาจจะบอกว่า “มันเป็นเรื่องง่ายที่จดจำเรื่องบางเรื่อง แต่ยากที่จะลืม” แต่สำหรับคุณ Lagerfeld บอกว่า เค้ามีความสามารถพิเศษในการลืม และยากที่จะจดจำ  และนั่นคือเหตุผลที่เค้ามีความสุขในการใช้ชีวิต เพราะสามารถปล่อยวางเรื่องที่ดูแล้วน่ากังวล เรื่องที่น่าเศร้า เรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์ได้อย่างง่ายดายครับ =============   9. คำแนะนำทิ้งท้ายสำหรับคนรุ่นใหม่   “จงทำงานหนัก และมองหาลูกค้าที่ใช่”  “อย่าประเมินความสามารถของตัวเอง เก่งเกินความเป็นจริง” และอย่าสำคัญตัวเองผิด คิดว่าเราเป็นคนสำคัญ โอวว สุดติ่งกระดิ่งแมว จริงๆครับ ผู้ชายคนนี้ Karl Lagerfeld   ============= ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ  Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube ขอบคุณภาพข้อมูลบางส่วนจาก Harper’s Bazaar

สรุป Opp Day บมจ. แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) สำหรับงบปี 2561

Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm ===========   ชื่อบริษัทเพราะมากครับ แผ่นดินทอง ว่าแต่ว่า… GOLD ทำธุรกิจอะไรค้าบบ   แบ่งเป็น 2 ธุรกิจหลักครับ คือ โครงการบ้านนเพื่อขาย(บ้านนเดี่ยว และทาวโฮมม) ภายใต้แบรนด์ต่างๆ เช่น The GRAND, Grandio, Golden NEO, Golden Avenue, Gold Town, Golden City, Golden Village และโครงการเพื่อการพาณิชย์ (รายได้สม่ำเสมอ) เช่น ออฟฟิศให้เช่า เช่น FYI Center (มีตัวเลข occupancy rate อัตราค่าเช่า 98% และในอนาคตมีโอกาสขายเข้ากอง REITs), SamYan Mitrtown (คืบหน้าการก่อสร้าง 70% โดยมีผู้เช่าแล้วกว่า 60%), the Ascott, golden land, Modena, Marriott (มีพื้นที่เช้ากว่า 2 แสนตารางเมตร)     ยังไม่ทำคอนโด แต่โครงการที่ทำอยู่ตอนนี้เป็น mixed use ===========   ความคืบหน้าสำคัญ   ประกาศจ่ายเงินปันผล 0.46 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 84%   ===========   ผลประกอบการทรงๆ ไม่โดดเด่นมาก     รายได้ไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 เติบโตจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย 1.2% ครับ แต่ระดับ 4,241 ล้านบาท     ในขณะที่กำไร อยู่ที่ 456 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 25.6% แต่ผู้บริหารบอกว่าควรมองภาพรวมทั้งปี อย่ามองแค่เป็นรายไตรมาสครับ     โห…ถ้ามองภาพรวมทั้งปี ก็ถือว่าสวยงามนะครับ รายได้แตะระดับ 15,848 ล้านบาท เติบโต 17% ในขณะที่กำไรก็ถือว่าใช้ได้โต 14.4% สูงกว่า 1,944 ล้านบาทสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ครับ ===========   ชวนมาเจาะลึกรายได้ของ Gold กันครับ   ถ้ามองภาพรวมรายได้ไตรมาสที่ 4 ของ GOLD ไม่ได้โตโดดเด่นมากนัก แต่จุดที่น่าสนใจคือ GOLD มีรายได้จากโครงการพาณิชย์ (ปล่อยตึกให้เช่าเป็นออฟฟิศ) recurring income (รายได้สม่ำเสมอ) เติบโตโดดเด่นมากครับ เติบโตกว่า 12.5% ในขณะที่รายได้จากการขายบ้านนกลับไม่เติบโต     “หลักๆแล้วรายได้จากโครงการพาณิชย์ จากการปล่อยอาคารให้เช่า เติบโตดีมาก เช่นเดียวกับในส่วนของโรงแรมที่โตโดดเด่นจริงๆคะ” ผู้บริหารให้ความเห็นเพิ่มเติม     และถ้ามองภาพรวมทั้งปี จะเห็นว่ารายได้จากการขายบ้านน ก็ยังเติบโตดีกว่า commercial ครับ (ขายบ้านนโต 18.8% แต่ commercial โต 5.1%) “โดยรายได้จากการขายบ้านนโตทุก segment ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์โฮมม” ===========   ปัจจุบัน GOLD มีโครงการในมือมากไหม     มีทั้งหมด 41 โครงการ (มีโครงการน้อยกว่าไตรมาสที่แล้ว เพราะปิดจำนวนโครงการไปพอสมควร โดยขายบ้านในโครงการต่างๆประมาณ 10 โครงการ)     โดยโครงการส่วนใหญ่ที่มีอยู่นั้น ระดับราคาต่างกันเยอะครับ ไล่มาตั้งแต่ 2-3 ล้านบาท ไปจนถึงระดับ 10-40 ล้านบาทก็มี   ===========   […]

ปู่บัฟเฟตต์ออก CNBC ปีนี้ เล่าอะไรบ้าง?

สดๆร้อนๆ! สรุปสัมภาษณ์ของปุ่บัฟเฟตต์ถึงพริกถึงขิง ปู่บัฟเฟตต์ อายุ 88 ยังแจ๋ว ปีนี้จัดเต็มให้ความรู้อย่างเต็มที่ ให้สัมภาษณ์ CNBC เพิ่มเติมจากรายงานประจำปี  ผมก็เลยสรุปมาให้ฟังเลยครับ พี่น้องนักลงทุนไทยจะได้รู้ว่านักลงทุนระดับโลกคิดอะไรอยู่ครับ =============   1. จะไม่บอกว่าหุ้นตัวไหนในพอร์ตที่ติดเชื้อโรค เป็นหุ้นไม่ดี (ในรายงานการประชุม ปู่บัฟเฟตต์บอกว่า หุ้นบางตัวติดเชื้อโรค) และจะไม่บอกด้วยว่าหุ้นตัวไหนดี บอกแค่ว่าหุ้นที่ไม่ดี มีนิดเดียวเอง ไม่มีผลต่อพอร์ตภาพใหญ่หรอก บางบริษัทแค่อยู่ผิดอุตสาหกรรม   2. ยากที่จะเอาชนะตลาด “ตอนนี้ทายาทผู้จัดการลงทุน อย่างคุณ Ted และ Todd ก็ทำผลงานตามหลัง S&P มาแบบติดๆ”   3. ปู่ยอมรับว่าข้อผิดพลาดที่เข้าซื้อหุ้น Kraft Heinz (ซอสมะเขือเทศ) แต่ยังไงก็ยังมองว่าเป็นหุ้นที่สุดยอด สวยงามสุดๆ แม้ว่าซอสยี่ห้ออื่นที่อาจจะมีแบรนด์ไม่แข็งแกร่งเท่าเริ่มทำได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ  ปู่ยอมรับว่า แกจ่ายเงินซื้อหุ้น Kraft แพงเกินไปครับ แต่ยืนยันว่าจะไม่ขายหุ้นแม้ว่าผลประกอบการจะแย่กว่าคาด (ราคาหุ้นร่วงวันเดียว 30% หลังลดจ่ายเงินปันผล และมีปัญหาเรื่องบัญชี) และก็ยืนยันว่ายังสนใจที่จะซื้อหุ้น ขนาดใหญ่ เพิ่มเติม (ปู่ใช้คำว่า elephant-size หุ้นขนาดยักษ์ใหญ่ ขนาดใหญ่ตัวเท่าช้าง)   4. ปู่บัฟเฟตต์บอกว่า ไตรมาสที่ 4 เกือบจะปิดดีลยักษ์ใหญ่ได้ แต่ว่าตกลงกันไม่ได้ เลยชวดไป แต่แกไม่ยอมบอกว่าหุ้นตัวไหน บอกแค่ว่าอยู่บนโลกใบนี้แหละ (ล้มดีลนี้ไปแล้ว)   “เรามีเงินสดเยอะมากๆๆ และเราอยากใช้ตังมากๆ” ตอนนี้ปู่มีเงินสดสูงกว่า 1.12 แสนล้านบาท!! แต่ถ้าหาธุรกิจที่ดีไม่ได้ ปู่ก็จะไม่ซื้อครับ เก็บเงินสดไว้ดีกว่า   5. ถ้าให้เลือกว่าจะลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรในช่วง 10 ปีข้างหน้า “ผมเลือกที่จะลงทุนในหุ้นครับ” ปู่ยืนยันชัดเจนมากครับ “แล้วจะซื้อดัชนี S&P เป็นอันดับ 2” แต่ไม่บอกว่าปู่สนใจจะซื้อพันธบัตรหรือไม่ครับ จริงๆไม่ต้องเลือกหุ้นก็ได้ แค่เลือกลงทุนเกาะกระแสธีมสหรัฐ เชื่อมั่นเซรษฐกิจสหรัฐก็พอ   6.”ผมเบาใจว่า อย่างน้อยก็พอจะเห็นทางออกระหว่างการเจรจาระหว่าง จีน-สหรัฐ” ปู่บอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ การหาทางออกร่วมกันเรื่องสงครามการค้าอย่างสมเหตุสมผลครับ เพราะไม่งั้นก็จะสร้างความเสียหายให้กับทั้งสองประเทศครับ   7.”ผมชอบหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 , ถ้าระดับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอยู่ที่ระดับ 3% ผมคิดว่ายังมีหุ้นราคาถูกเยอะมาก” แต่ปู่อยากซื้อธุรกิจที่ดีมากกว่าการมานั่งดูแต่ราคาหุ้นบนกระดานครับ “ผมไม่สนใจการเหวี่ยงไป เหวี่ยงมาของราคาหุ้นรายวัน”   8. ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐยังดีอยู่ แต่การก่อสร้างบ้านนใหม่ดูแล้วน่าผิดหวัง (แกบอกว่า ปกติจะขึ้นอยู่กับอัตราการเกิดของเด็กเกิดใหม่ ซึ่งตอนนี้น้อยมาก)   9. บัฟเฟตต์มองว่า ตอนนี้คนรวยจ่ายภาษีในอัตราที่น้อยกว่า ค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันทั้งประเทศ   10. ปูบอกว่าไม่ได้ซื้อหุ้น Apple เพิ่มในช่วงนี้ (แม้ว่าราคาจะร่วงมา 20% แล้วก็ตามในรอบ 6 เดือนล่าสุด) แต่ถ้าราคาหุ้นถูกลงกว่านี้ ก็จะจัดเพิ่มครับ “ผมคงจะไม่ขายแล้ว แต่ถ้าราคายิ่งต่ำกว่านี้เท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น” “ผมชอบมาก”   “ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้เป็นคนขายหุ้น Apple” นั่นหมายความว่าคนที่ขายน่าจะเป็น Ted หรือ Todd ครับ แต่เหตุผลคือ ต้องเอาไปซื้อหุ้นตัวอื่น (ทั้งสองคน ยังมีข้อจำกัดในด้านจำนวนเม็ดเงินที่สามารถลงทุนได้ครับ ไม่สามารถเอาเงินทั้งหมดของ Berkshire ไปลงทุนได้)   “ผมไม่กังวลผลประกอบการระยะสั้น เพราะด้วยพลังของแบรนด์ Apple และระบบ Ecosystem ของ Apple ยังไงก็เชื่อว่า Apple ยังดีในระยะยาว” ถ้าฟังดีๆจะเห็นว่า ปู่บัฟเฟตต์มองหุ้น Apple เป็นหุ้นอุปโภคบริโภคมากกว่าหุ้นเทคโนโลยี    11. การลงทุนในหุ้นธนาคารในราคาหุ้นที่ไม่แพงเกินไป เป็นสิ่งที่น่าลงทุนอย่างมาก โดยมองว่า JP Morgan เป็นธนาคารที่ดี มีทีมบริหารจัดการที่ดี   12. Oracle เป็นหุ้นที่ปู่เพิ่งซื้อไปในช่วงไตรมาสที่ 4 มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่คำถามคือ ทำไมอยู่ๆถึงขาย? เหตุผลง่ายๆคือ ผมไม่ได้เข้าใจมันดีมากเพียงพอ ก็เลยขายทิ้ง ไม่เหลือสักหุ้น   13. เชื่อว่ารถพลังงานไฟฟ้าจะมาแน่ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐ (แม้ว่าจะไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแล้วก็ตามในอนาคต) […]

สรุป Opp Day บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) สำหรับปี 2561

Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm ==============   ผลประกอบการของ TKN ช็อคตลาด! “ยอดขายในปี 2018 เติบโต 8% แตะระดับ 5,663 ล้านบาท” แต่ที่ช็อคตลาดคือไตรมาสที่ 4 ครับที่ยอดขายอยู่ที่ 1,463 ล้านบาท ลดลง 4% ครับ (ที่ผ่านมาโตหนักมากมาโดยตลอด) ส่วนกำไรอยู่ที่ 459 ล้านบาท ลดลง 25%     ความเจ๋งคือ เถ้าแก่น้อยมีส่วนแบ่งการตลาดในไทยมากถึง 69% ในปีที่ผ่านมา “เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่ตอนนั้นมีส่วนแบ่งการตลาด 62% และปี 2017 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 65%” เหตุผลคือการรุกตลาดมากขึ้นและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สำหรับยอดขาย หลักๆมาจากต่างประเทศ 60% (ส่วนใหญ่มาจากจีน 40% ทำให้มีอะไรเกิดขึ้นในจีนก็ทำให้นักลงทุนค่อนข้างกังวลครับ), และในประเทศไทย 39% ==============   ทำไมผลประกอบการผิดคาด? 1. จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงช่วงปลายไตรมาส 3 จนถึงไตรมาสที่ 4   2. การเปลี่ยนแปลงผู้แทนจำหน่ายในจีนครับ (TKN ได้แต่งตั้งทนายเข้าไปฟ้องร้องคู่กรณีแล้ว)   3. มีค่าใช้จ่าย one-time cost เกิดขึ้นครั้งเดียวเช่น ค่ากำจัดขยะ และค่าใช้จ่ายเปลี่ยนผู้แทนจำหน่าย (ทำให้ต้องทำลาย packaging ที่มีแบรนด์ของผู้แทนจำหน่ายเจ้าเดิม)   4. ช่วงแรกของการย้ายโรงงานใหม่อาจจะทำให้อัตราการใช้โรงงานยังไม่เต็มที่ ==============   เจาะยอดขาย TKN กันครับ     “ยอดขายในประเทศยังสามารถรักษาระดับได้ประมาณ 5 ร้อยล้านบาทต่อไตรมาส” ผู้บริหารบอกครับ (แต่ไตรมาส 4 ยอดขายในประเทศลดลง 6%) อีกปัจจัยคือคู่แข่งทำโปรโมชั่น (โดยทั่วไปจะได้รับผลกระทบชั่วคราว)     ตลาดขนมขบเคี้ยวทั้งประเทศเติบโต 5.8% ในขณะที่ตลาดขนมสาหร่ายเติบโต 5.2% “ในขณะที่ TKN เติบโต 8%” แสดงว่าเติบโตมากกว่าตลาด “เกิดจากการเปิดตัวสาหร่ายทอดรสชาติใหม่” และเปิดสาขาเถ้าแก่น้อยแลนด์ เพิ่ม 9 สาขา แรกเดิมเถ้าแก่น้อยแลนด์เน้นของฝาก แต่อนาคตจะเน้นสินค้าประเภทอื่น นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวสินค้าอื่น เช่น whey โปรตีน รสสตอร์เบอร์รี่ โยเกิร์ต และ Tin Ten (ปลาหมึกรสไข่เค็ม) ==============   สำหรับตลาดต่างประเทศ เป็นอย่างไร? ตลาดต่างประเทศภาพรวมยังเติบโต 7% หลักๆมาจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และ CLMV     โดยช่วงไตรมาสที่ 3 ปีที่ผ่านมาได้เปิดตัว แบรนดใหม่ชื่อ “NORA” ในสหรัฐ (นิวยอร์คและฮาวาย มีผลตอบรับดีมาก) ขณะที่ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ทำให้ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้า ==============   ทั้งปีตลาดจีนยังเติบโต แต่น้อยกว่าคาด ทำให้ TKN งานเข้า! ยอดขายในตลาดจีนอยู่ที่ 2,195 ล้านบาทเติบโต 5% แต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ยอดขายลดลง 9% งานเข้าเลยครับ     โดยได้เปลี่ยนตัวแทนผู้จัดจำหน่ายเซี่ยงไฮ้ (ก่อนหน้านี้มีที่เซี่ยงไฮ้และกว่างโจว) และได้เพิ่มตัวแทนจำหน่ายเพิ่มในปักกิ่ง ที่มีความเชี่ยวชาญออนไลน์อย่างมาก สำหรับสินค้าปลอมแปลง จะเข้าห้างไม่ได้ และผู้บริหารยืนยันว่าแยกออกว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม ==============   มาเจาะดูยอดขายของแต่ละสินค้ากันครับ ตอนนี้สัดส่วน สาหร่ายย่างแซงหน้า สาหร่ายทอดแล้วครับ “สาหร่ายย่างมีสัดส่วน 45%, ส่วนสาหร่ายทอดมียอดขายสัดส่วน 43%”     “สำหรับสาหร่ายอบมีสัดส่วน 5%  และเทมปุระ มีสัดส่วนยอดขาย 2%” ==============   กำลังการผลิต TKN  ตอนนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 74% […]

สรุป Opp Day บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) สำหรับงบปี 2561

สรุป Opp Day บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) สำหรับงบปี 2561 Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm ===========   INTUCH ทำธุรกิจอะไรครับ? เป็นบริษัท holding company ที่ถือหุ้นในธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมเป็นหลัก (ADVANC ,THCOM , CSL) ===========   จุดเด่นอยู่ที่เงินปันผล เงินปันผลถือว่าเป็นจุดขายของเค้าเลยแหละครับ “INTUCH ประกาศจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2.71 บาท หลักๆรับมาจาก ADVANC และ THAICOM ขายหุ้น CSL แล้วจ่ายเงินปันผลออกมา” ผู้บริหารอธิบายให้ฟังครับ ===========   ผลประกอบการเติบโต 8% “กำไรโดยภาพรวมปี 2561 อยู่ที่ 11,491 ล้านบาท เติบโต 8% หลักๆมาจากการขายหุ้น CSL แต่ถ้ามองเฉพาะธุรกิจหลักเป็นลักษณะทรงๆ ไม่เติบโตมากนัก” ตั้งงบลงทุน 20,000-25,000 ล้านบาท มาเจาะดูบริษัทลูกกันครับ เริ่มจาก ADVANC ธุรกิจหลักของ ADVANC เติบโตหมด ทั้งโทรศัพท์มือถือ (โต 1.3%), ธุรกิจ broadband (+42%), ธุรกิจบริการอื่นๆ เติบโต 77% สำหรับกำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย เพราะมีค่าเสื่อมจากการลงทุนโครงข่าย และใบอนุญาต ในขณะที่หนี้สินลดลงเล็กน้อยทั้งๆที่มีการลงทุนมากมาย ยอดสมัครสมาชิกเพิ่มมากขึ้น (ปัจจุบันสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น postpaid 43%, prepaid 57%) ปัจจุบันมีลูกค้า 41 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1 ล้านราย   สำหรับธุรกิจ Broadband เติบโตหนักมาก 42% “ตอนนี้มีบริการ 57 จังหวัด และกำลังขยายเครือข่ายมากขึ้น” ส่วนธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงนั้น เอไอเอสมีลูกค้าไฟเบอร์เพิ่มขึ้น 209,300 ราย เป็น 730,500 ราย สำหรับ Digital Services เติบโตจากการเข้าซื้อกิจการของ CSL ทำให้มีศักยภาพในการให้บริการลูกค้าองค์กรดีขึ้น เช่น การให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ลูกค้าองค์กร (EDS) รวมถึงบริการคลาวด์ (Cloud) ส่วนวิดีโอ AIS PLAY มีลูกค้าใช้งานกว่า 1.7 ล้านราย และแพลตฟอร์มการทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ (Mobile Money) ผ่านแรบบิท ไลน์ เพย์ ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 850,000 ราย ===========   สำหรับ Thaicom ผลประกอบการน่าสนใจหรือไม่? รายได้ของ Thaicom ลดลง 10% เนื่องจากการแข่งขันหนักขึ้น ในขณะที่ EBITDA ลดลงกว่า 16% แต่เหตุผลที่กำไรเติบโตสูงขึ้นเป็นเพราะการบริหารจัดการด้านต้นทุน และค่าเสื่อมที่ลดลง มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2561 ที่ 230 ล้านบาท จากการขายหุ้นใน CSL เป็นหลัก ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 140 ล้านบาท ในขณะที่อัตราการใช้งานดาวเทียม utilization rate 59% “Thaicom พยายามรักษาลูกค้าเดิมเอาไว้ นั่นคือ True” และพยายามมองหาลูกค้าในเมียนมา และในแอฟริกามากขึ้น   นอกจากนี้ Thaicom ยังถือหุ้น LTC ผู้นำผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ใน สปป.ลาว (คล้ายๆ ADVANC) ในขณะที่การเป็นพันธมิตรกับบริษัทระดับโลกจะช่วยลดต้นทุนได้ในอนาคต โอกาสเติบโตยังมีคือ การหาลูกค้ามาใช้งานดาวเทียมมากขึ้น และตอนนี้เป็นที่ปรึกษาดาวเทียมในบังคลาเทศ และสามารถต่อยอดธุรกิจ AI, Drone ในอนาคตได้ ไทยคม 4-5 อายุใกล้หมดอายุสัมปทาน แต่มีแนวโน้มต่ออายุได้ จุดที่น่าสนใจ คือรายได้จากการขายของ High shopping […]

แอบส่องและทำความรู้จักหุ้นที่ปู่บัฟเฟตต์ เพิ่งซื้อ-ขาย ในรอบ 3 เดือนล่าสุด!!!

  สดๆร้อนๆเลยครับ ดูผิวเผินก็คงไม่มีอะไร แต่ผมมาสะดุดตาที่ รายงานกลต. ที่บอกว่า ปู่บัฟเฟต์ต ขายหุ้น Apple ออกมานิดหน่อยละค้าบบบบบ เลยชวนมาดู หุ้นตัวอื่นด้วยเลยว่า ปู้ทำอะไรบ้างในช่วง 3 เดือนล่าสุด ============ หุ้นที่ปู่ขาย มี 2 ตัวหลักๆครับ: 1. Apple   ประเภทธุรกิจ: เทคโนโลยี ( ไอแมค ไอพอด ไอโฟน ไอแพด และร้านขายเพลงออนไลน์ไอทูนส์ และ icloud อื่นๆอีกมากมาย)   รายได้ปี 2018: 2.65 แสนล้านเหรียญ (8 ล้านล้านบาท)  กำไรปี 2018: 5.9 หมื่นล้านเหรียญ (1.8 ล้านล้านบาท)   Market cap: 8 แสนล้านเหรียญ หรือ 24.1 ล้านล้านบาท (forward P/E 13.4x) หลังจากก่อนหน้านี้ทุกคนก็แปลกใจว่าทำไมปู่บัฟเฟตต์จัดหนักซื้อหุ้น Apple แบบรัวๆ แทบจะทุกไตรมาส ล่าสุด รายงานจาก กลต.บอกว่า ปู่ขายออกมาบ้างแล้วครับ   “จากเดิม Berkshire ถือหุ้น Apple 252.5 ล้านหุ้น ตอนนี้เหลือ 249.6 ล้านหุ้น” โดยยังไม่ได้มีคำอธิบายใดๆจากปู่บัฟเฟตต์ครับ   แต่คาดการณ์เบื้องต้นว่า คงจะเป็นเพราะผลประกอบการณ์ที่เริ่มเติบโตน้อยลงจากยอดขาย iphone ลดลง โดยเฉพาะที่จีน ============ 2. oracle   ประเภทธุรกิจ: ผู้ให้บริการระบบจัดการฐานข้อมูลและซอฟต์แวร์เชิงธุรกิจชั้นนำของโลก   รายได้ปี 2018: 3.9 หมื่นล้านเหรียญ (1.2 ล้านล้านบาท)  กำไรปี 2018: 3.8 พันล้านเหรียญ (1.14 แสนล้านบาท)   Market cap: 1.84 แสนล้านเหรียญ หรือ 5.5 ล้านล้านบาท (forward P/E 14.07x)   ปู่บัฟเฟตต์ขายหุ้น Oracle รอบนี้ไปประมาณ 2.1 พันล้านเหรียญ หรือ 6 หมื่นล้านบาท ที่น่าแปลกใจคือปู่เพิ่งซื้อไปไม่นานช่วงปลายปีที่แล้วนี่เอง แต่เพราะอะไรถึงขายเร็วขนาดนี้ ============ ชวนมาดูหุ้นที่ปู่ซื้อจัดหนักบ้างครับ 1. หุ้น Suncor   ทำธุรกิจอะไร: บริษัทพลังงานน้ำมันและแก๊สยักษ์ใหญ่ ที่สุดสัญชาติแคนาดา ซื้อเท่าไหร่: มากถึง 10.8 ล้านหุ้น (มูลค่า 300.9 ล้านเหรียญ หรือ 9 พันล้านบาท)   Market cap: 5.1 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.5 ล้านล้านบาท (forward P/E 16.27x)   ข่าวนี้ทำให้หุ้น Suncor วิ่งฉิว 4% ครับ สิ่งที่น่าสนใจคือปู่เคยซื้อหุ้นตัวนี้และขายไปแล้วเมื่อ 6 ปีที่แล้ว (เคยซื้อตอนปี 2013 ก่อนจะขายไปในปี 2016)   แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันไม่สูงและคนไม่สนใจหุ้นตัวนี้ และช่วงที่ผ่านมาหุ้นร่วงหนัก 17% หลังต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลง   ทำให้ปู่เริ่มสนใจและกลับมาเก็บเข้าพอร์ตละครับ ============ 2. หุ้น Red Hat   ทำธุรกิจอะไร: ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ และพัฒนา solution แบบ open source และเก่งเรื่อง cloud   จำนวนหุ้นที่ซื้อ: 4.175 ล้านหุ้น (มูลค่า 733 ล้านเหรียญ หรือ 2.2 หมื่นล้านบาท)   รายได้ปี 2018: 2.9 พันล้านเหรียญ (9 หมื่นล้านบาท)  กำไรปี 2018:  258 ล้านเหรียญ (7.8 พันล้านบาท)   Market cap: 3.1 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 9 แสนล้านบาท (forward P/E 14.07x) ============ 3. หุ้นยานยนต์ General Motors   ทำธุรกิจอะไร: ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ   จำนวนหุ้นที่ซื้อเพิ่ม: 20 ล้านหุ้น (ทำให้ตอนนี้มีทั้งหมด 93.2 ล้านหุ้น หรือ 1.08 แสนล้านบาท)   รายได้ปี 2018: 1.47 แสนล้านเหรียญ (4.4 ล้านล้านบาท)  กำไรปี 2018: 8 พันล้านเหรียญ (2.4 แสนล้านบาท)   Market cap: 5.4 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.6 ล้านล้านบาท (forward P/E 6.09x)   ตัวนี้ก็น่าสนใจเพราะเป็นค่ายรถยนต์ระดับตำนานของสหรัฐแต่ระยะหลังรายได้เริ่มชะลอตัวลง แต่ก็ผ่านช่วงผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ทำให้ผลประกอบการเริ่มดีขึ้น กระบวนการผลิตรถยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเริ่มจับมือพันธมิตรกับ Uber พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ============ 4. และเก็บหุ้นธนาคารแบบรัวๆ ทั้ง Bank of America, U.S.Bankcorp, PNC, […]

ปิดตำนาน John Bogle บิดากองทุนอิงดัชนี

สิ้นตำนานเจ้าพ่อ กองทุนอ้างอิงดัชนี ระดับโลก   ข่าวเศร้าของวงการการลงทุนช่วงเช้าที่ผ่านมา เมื่อคุณ John Bogle อภิมหาเศรษฐีและบิดาผู้ให้กำเนิดกองทุนแบบ index fund กองทุนอิงดัชนี ได้ปิดตำนานไปอย่างสงบด้วยอายุ 89 ปี ครับ   ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุน Vanguarnd ที่คุณ Bogle บริหารมีมูลค่าสูงถึง 4.9 ล้านล้านเหรียญ หรือกว่า 150 ล้านล้านบาท!!!! โหดมากๆครับ ==========   คุณปู่บัฟเฟตต์เคยยกย่องคุณ John Bogle ว่าเป็น ฮีโร่ของคนอเมริกัน ที่ทำให้คนอเมริกันมีเงินเก็บมีเงินออม เป็นบุคคลที่สร้างคุณูปการให้กับนักลงทุนอเมริกันมากกว่าใครทั้งหมดในประวัติศาสตร์   ด้วยแนวคิดกองทุนแบบเชิงรับ ไม่พยายามเอาชนะตลาดเหมือนที่หลายๆกองทุนพยายามทำกันครับ   ไม่มีผิด ไม่มีถูก เพียงแต่เป็นปรัชญาการลงทุนของคุณ Bogle ที่เน้นผลตอบแทนตามดัชนีครับ ซึ่งถ้าคุณผู้อ่านมีเวลาหาข้อมูลการลงทุนให้เข้าใจถ่องแท้ ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดได้เช่นกันครับ ==========   เส้นทางชีวิตของตำนานท่านนี้เป็นอย่างไร?   1. คุณ John Bogle ก่อตั้งกองทุน Vanguard ในปี 1974 หรือกว่า 45 ปีที่แล้ว ด้วยแนวคิดที่พยายามไม่เอาชนะตลาด และคิดค่าธรรมเนียมถูกแสนถูก ถูกกว่าเจ้าอื่น เกือบ 5 เท่าในช่วงนั้น ช่วงแรกไม่มีใครเชื่อแนวคิดนี้ว่าจะทำตังได้ แต่ตอนนี้กองทุนที่มีขนาใหญ่อันดับต้นๆของโลกครับ   2. เส้นทางชีวิตของคุณ John Bogle เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1949 ครับสมัยนั้นแกเป็นเด็กจบใหม่ และได้เข้าไปทำงานที่ Wellington Fund กองทุนยักษ์ใหญ่ในสหรัฐในสมัยนั้น   3. ในช่วง ปี 1960 เค้าทำงานหนักมากจนเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ Wellington Fund และได้บริหารสินทรัพย์ที่สูงถึง 4,400 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายทำกำไรให้สามารถเอาชนะตลาดให้ได้ต่อเนื่องในระยะยาว    4. ช่วงแรกเค้าทำผลงานดีสุดๆครับ หลับตาจิ้มหุ้นอะไร สินทรัพย์อะไร ก็พุ่งกระฉูด ทำให้เค้ามีชื่อเสียงมากขึ้น   5. แต่หลังจากนั้นไม่นั้น สูงสุดก็คือสู่สามัญครับเมื่อภาวะตลาดเริ่มไม่เป็นใจ ผลตอบแทนเริ่มแย่ ทำให้ในท้ายที่สุดคุณ Bogle ก็ถูกให้ออกจากงานน เจ็บช้ำน้ำใจสุดๆ เพราะตัวเค้าทุ่มเทให้กับงานนี้อย่างมากครับ   6. หลังจากที่ใช้เวลาทบทวนกลยุทธ์การลงทุนเป็นเวลาเกือบ 8 เดือน เค้ามีไอเดียว่าอยากจะตั้งกองทุนดัชนี ที่มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำที่สุดในโลก (ในเวลานั้นครับ)   7. แนวคิดของเค้าคือ “อย่าพยายาม งมหาเข็มในกองฟาง สิ่งที่คุณต้องทำ ก็แค่ ซื้อมันทั้งกองฟางนั่นแหละ” เปรียบเทียบง่ายๆคือ คุณไม่ต้องพยายาม งมหาหุ้นที่มีอยู่มากมายในตลาดหรอกครับ คุณก็แค่ซื้อหุ้นทั้งดัชนีนั่นแหละ   8. เชื่อไหมครับว่า ช่วงนั้นไม่มีใครเชื่อแนวคิดของเค้าเลย แม้กระทั่งบอร์ดผู้บริหารของเค้าเองครับ ที่มองว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ได้เรื่องง ใครเค้าทำกัน แต่ในท้ายที่สุดเค้าก็เอาหลักฐานทางตัวเลขมาให้ดู นั่นจึงทำให้เค้าสามารถจัดตั้งกองทุน ระดับตำนานขึ้นมาได้ครับ   9. ตลอดช่วงเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา กองทุนอิงดัชนีของเค้าให้ผลตอบแทนที่สูงเฉลี่ย 10% เศษๆ ทำให้เสียงวิพากย์วิจารณ์ หายไปหมด และยกย่องให้เค้าเป็นนักลงทุนระดับตำนานครับ   ==========   แนวคิดของเค้าคืออะไร ที่นักลงทุนไทยสามารถเรียนรู้ได้?   1.”ไอเดียของผมง่ายมาก” คุณ Bogle เคยให้สัมภาษณ์ New York Times ครับ “ในโลกการลงทุน อย่าไปเล่นท่ายากเยอะ”   2. อย่าสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยๆ เพราะมีค่าธรรมเนียมเยอะ   3. เน้นการลงทุนระยยาว อย่าสนใจความผันผวนระยะสั้น “ระยะเวลาเป็นเพื่อนของนักลงทุนที่ดี ในขณะที่การตัดสินใจซื้อๆ-ขายๆ สั้นๆ เป็นศัตรูตัวฉกาจ”   4. เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่า ผลตอบแทนของสินทรัพย์ใด สินทรัพย์หนึ่งมันช่างหอมหวลยิ่งนัก เมื่อนั้นให้ระวังความเสี่ยง   5. ถ้าคุณไม่สามารถทนกับโอกาสขาดทุน 20% ในการลงทุนหุ้น คุณก็ไม่ควรเข้ามาลงทุนตั้งแต่แรก   6. ค่าธรรมเนียมกองทุนมีผลต่อผลตอบแทนระยะยาวอย่างมาก ต้องดูให้ดีก่อนลงทุนในกองทุน   7. การลงทุนมีความเสี่ยง […]

Subscribe & Follow