Subscribe & Follow:

INVESTMENT

ศิลปินเกาหลี ธุรกิจแสนล้านนี้ ปั้นกันยังไง?

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด Facebook | Youtube | Line | Website *สัมภาษณ์วันที่ 13 กันยายน 2564 Key Success Factors ของอุตสาหกรรม K-pop อุตสาหกรรม K-pop ถือเป็นกลยุทธ์ระดับประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและทุกภาคส่วนไปด้วยกัน ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีความเข้มแข็งอย่างมาก สิ่งสำคัญคือการส่งออก Soft Power ที่เน้นวัฒนธรรมมากกว่าผลิตภัณฑ์ ค่ายเพลงมีหน้าที่เปลี่ยนคนให้เป็น Content ที่มีอารมณ์และความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง (Brand Emotional) กลยุทธ์ที่ทางค่ายเพลงทำ คือวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ว่าต้องการหรือสนใจอะไร เพื่อให้เนื้อหาที่ปล่อยออกมานั้นทันตามยุคสมัย เช่น มีการกล่าวถึง ความเสมอภาคของสตรี (Feminist) หรือ เสรีภาพในการพูด (Freedom of speech) ในเนื้อเพลง โดยระบบนิเวศน์ของอุตสาหกรรม K-pop นั้นจะไม่พึ่งพารายได้จากสปอนเซอร์มากเกินไป แต่จะเน้นรายได้จากยอดขายอัลบั้มและความนิยมของศิลปินเป็นหลัก อุตสาหกรรม K-pop ยังมีความเป็นมาตรฐานสากล ทำให้สามารถเข้าถึงคนทั้งโลกไม่ใช่แค่ในเกาหลีใต้ เช่น การใส่ภาษาอังกฤษลงไปในเนื้อเพลง และจุดเด่นของอุตสาหกรรม K-pop คือการสร้างกระแสโลกาภิวัฒน์ ทำให้ทุกครั้งที่ปล่อยเพลงออกมามักจะได้รับความสนใจจากคนมากมาย ไม่ใช่แค่เฉพาะแฟนคลับแต่รวมถึงคนที่ไม่เคยติดตามมาก่อน อย่างเช่น LISA Blackpink ที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ และสิ่งที่ทำให้ อุตสาหกรรม K-pop ในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตคือโซเชียลมีเดียทำให้เกิดเป็นสังคมขนาดใหญ่ มีการรวมตัวกันของแฟนคลับเพื่อสนับสนุนศิลปิน  Return On Investment ขั้นตอนเพื่อให้ได้ศิลปิน 1 วง เริ่มจากการคัดเลือก (Casting) เพื่อหาคนที่จะเข้ามาฝึก ซึ่งต้องหาคนที่ใช่จริง ๆ บางครั้งผู้สมัคร 4,000 คนคัดมาได้มาเพียงแค่คนเดียว พอได้คนที่ใช่แล้ว จะมีการฝึก (Training) ซึ่งอาจจะนานถึง 7 ปี มีการแข่งขันสูง ต้องเรียนรู้หลายอย่างทั้ง ร้อง เต้น ภาษา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะมีการลองรวมกลุ่มดูว่าเข้ากันไหม เคมีวงเป็นอย่างไร ถ้า Branding คนในวงซ้ำกัน ต้องตัดใครคนหนึ่งออก ทำให้บางคนถอดใจออกไปก่อน ต้นทุนตั้งแต่การคัดเลือกจนเดบิวท์ออกมา 1 วง อยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท ทำให้สัญญาศิลปินมีระยะเวลายาวมาก เพราะต้องใช้เวลากว่าจะคุ้มทุน  ในส่วนของศิลปิน จะได้รับส่วนแบ่งรายได้ในหลายรูปแบบ เช่น ค่าสิทธิ (Loyalty fee), ค่าขายสินค้า, ค่าตั๋ว, พรีเซนเตอร์ หรือรายได้จากการออกรายการต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ทุกวงที่ทำรายได้ได้เยอะ แต่ถ้าดังวงหนึ่งทางค่อยเพลงก็จะได้รับผลตอบแทนมหาศาล สามารถชดเชยวงที่ไม่ประสบความสำเร็จได้ #ถามทันที | ศิลปินเกาหลี ธุรกิจแสนล้านนี้ ปั้นกันยังไง? ถามอีก กับถามอีก กับ คุณต้นฮ้อ คุณพลากร ยอดชมญาณ Co-Founder & CEO of KU-LAP และคุณคิม คุณชัชวาลย์ วัฒนะโชติ นักลงทุน เจ้าของช่อง Kim Property Live คุยอะไ #TamEigPodcast ฟังแบบเนื้อ ๆ ไม่มีเม้นท์ ได้ที่ Podcast ถามอีกกับอิก TE 300 | ศิลปินเกาหลี ธุรกิจแสนล้านนี้ ปั้นกันยังไง? ถ้ามีประโยชน์และชื่นชอบ อย่าลืม subscribe และให้ดาวนะคร้าบ คลิกเพื่อฟังทาง Apple podcast คลิกเพื่อฟังทาง Soundcloud คลิกเพื่อฟังทาง Spotify คลิกเพื่อฟังทาง Google podcast Apple Soundcloud Spotify Google-plus ถามอีก กับอิก Tam-Eig · ถามอีกกับอิก TE 300 | ศิลปินเกาหลี ธุรกิจแสนล้านนี้ ปั้นกันยังไง?

ยูเครน – คิวบา เตรียมรับ Bitcoin ถูกต้องตามกฎหมาย

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด Facebook | Youtube | Line | Website *สัมภาษณ์วันที่ 11 กันยายน 2564 ทำไมเอลซัลวาดอร์ตัดสินใจให้ Bitcoin ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย? เนื่องจากประชาชนกว่า 70%  ของเอลซัลวาดอร์ไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้ ประชาชนเก็บเงินเป็นเงินสด ทำให้เกิดอาชญากรรมบ่อยครั้ง และเนื่องจากสกุลเงินของเอลซัลวาดอร์แทบไม่มีมูลค่า ทำให้ประเทศต้องใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลัก จึงไม่มีอำนาจในการควบคุมนโยบายทางการเงิน  และเมื่อดูสัดส่วนรายได้ของประเทศ 40% ของ GDP ของประเทศ มาจากชาวเอลซัลวาดอร์ไปทำงานที่ต่างประเทศแล้วส่งเงินกลับเข้ามา ซึ่งโดนค่าธรรมเนียมการโอนสูงมากที่ประมาณ 40% ของเงินที่ส่งเข้ามา (Western Union มีค่าโอนขั้นต่ำ) นอกจากนี้ การทำ QE ของสหรัฐฯก็ส่งผลกระทบให้เงินที่เอลซัลวาดอร์มีด้อยค่าลงไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ผู้นำตัดสินใจใช้ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย Bitcoin แก้ปัญหาระบบการเงินอย่างไร การใช้ระบบ Lighting Network ทำให้สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้โดยไม่มีตัวกลาง จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และการเปลี่ยนมาใช้ Bitcoin แทนเงินดอลลาร์ ทำให้นโยบายการเงินไม่ต้องขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ อีกทั้งการใช้ Bitcoin Wallet ก็เป็นทางออกที่ให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบธนาคารมากขึ้นอีกด้วย  ราคา Bitcoin ร่วง หมายถึงคนจนลงทั้งประเทศ? Bitcoin Lightning Network เป็นระบบในการส่งเงินที่เพียงแค่มีมือถือก็เหมือนมีบัญชีธนาคาร ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศให้สามารถใช้ Bitcoin ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังเปิดช่องให้คนสามารถเลือกรับ-จ่ายเป็นเงินดอลลาร์ได้ ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้จ่ายเป็น Bitcoin เท่านั้น ซึ่งการแลกเปลี่ยนเงินระหว่าง Bitcoin และดอลลาร์เป็นแบบ Instant Convertibility ไม่จำเป็นต้องไปแลกที่ Exchange เพราะเงินใน Chivo wallet สามารถเลือกได้เลยว่าจะรับ-จ่ายเป็นอะไร #ถามทันที | ยูเครน – คิวบา เตรียมรับ Bitcoin ถูกต้องตามกฎหมาย ถามอีก กับอาจารย์.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ Managing Director, Chaloke Dot Com #TamEigPodcast ฟังแบบเนื้อ ๆ ไม่มีเม้นท์ ได้ที่ Podcast ถามอีกกับอิก TE 299 | ยูเครน – คิวบา เตรียมรับ Bitcoin ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้ามีประโยชน์และชื่นชอบ อย่าลืม subscribe และให้ดาวนะคร้าบ คลิกเพื่อฟังทาง Apple podcast คลิกเพื่อฟังทาง Soundcloud คลิกเพื่อฟังทาง Spotify คลิกเพื่อฟังทาง Google podcast Apple Soundcloud Spotify Google-plus ถามอีก กับอิก Tam-Eig · ถามอีกกับอิก TE 299 | ยูเครน – คิวบา เตรียมรับ Bitcoin ถูกต้องตามกฎหมาย

CPN กำลังทำอะไรหลังได้สิทธิทำเลทองที่สยาม และซื้อกิจการ SF

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด Facebook | Youtube | Line | Website *สัมภาษณ์วันที่ 7 กันยายน 2564 ดีลใหญ่ล่าสุดของ CPN CPN ตกลงเช่าพื้นที่สยามสแควร์ Block A  บริเวณโรงหนังสกาล่า ระยะเวลา 30 ปี โดยจ่ายค่าตอบแทนรวมประมาณ 5,900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นพื้นที่ทำเลทองที่มีผู้คนคับคั่ง ทั้งกลุ่มนักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดการณ์ว่า CPN อาจพัฒนาพื้นที่นี้เป็น Community Mall ขนาดเล็ก นอกจากนี้ CPN ได้เข้าซื้อหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SF ด้วยมูลค่า 20,000 ล้านบาท เพราะมองเห็นศักยภาพที่น่าสนใจของ SF คือ Mega บางนา ที่มีอัตราการเช่าพื้นที่เต็มเกือบ 100% และยังมีพื้นที่รอการพัฒนาอีกเกือบ 200 ไร่ ซึ่งอยู่ที่ Mega บางนา 50 ไร่, Mega บางใหญ่ 50 ไร่ และพื้นที่บริเวณรังสิตอีก 250 ไร่ ส่วนที่อื่น ๆ เป็น Community mall ขนาดเล็ก จุดแข็งของ CPN ที่ทำให้ชนะคู่แข่ง  CPN มีประสบการณ์ในการทำห้างสรรพสินค้าและพื้นที่ให้เช่ามานานกว่า 40 ปี ทำให้มีความชำนาญในการหาทำเล พัฒนา และการประเมินตลาด นอกจากนี้ CPN ยังได้ประโยชน์จากบริษัทในเครือภายใต้ Central Group ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น CRC department store, Centel, Power buy และ Supersport ที่สามารถขยายไปด้วยกันได้ อะไรที่น่าจะเป็นความเสี่ยงของ CPN  การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าเปลี่ยนไป ลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้าที่มาห้างสรรพสินค้า ไปเพราะต้องการ Experience ใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่การซื้อของ ทำให้ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมนี้ก็เริ่มมี  Developer รายใหญ่อื่น ๆ เข้ามา ทำให้ CPN เจอการแข่งขันที่สูงขึ้น #ถามทันที | CPN กำลังทำอะไรหลังได้สิทธิทำเลทองที่สยาม และซื้อกิจการ SF ถามอีก กับพี่ยุ้ย คุณนวลพรรณ น้อยรัขชุกร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข, AFPT #TamEigPodcast ฟังแบบเนื้อ ๆ ไม่มีเม้นท์ ได้ที่ Podcast ถามอีกกับอิก TE 297 | CPN กำลังทำอะไรหลังได้สิทธิทำเลทองที่สยาม และซื้อกิจการ SF ถ้ามีประโยชน์และชื่นชอบ อย่าลืม subscribe และให้ดาวนะคร้าบ คลิกเพื่อฟังทาง Apple podcast คลิกเพื่อฟังทาง Soundcloud คลิกเพื่อฟังทาง Spotify คลิกเพื่อฟังทาง Google podcast Apple Soundcloud Spotify Google-plus ถามอีก กับอิก Tam-Eig · ถามอีกกับอิก TE 297 | CPN กำลังทำอะไรหลังได้สิทธิทำเลทองที่สยาม และซื้อกิจการ SF

กลยุทธ์ลงทุน ในหุ้นสหรัฐฯ ที่ New High (เกือบ) ทุกวัน

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด Facebook | Youtube | Line | Website *สัมภาษณ์วันที่ 6 กันยายน 2564 จุดแข็ง vs ปัจจัยที่ต้องจับตา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สหรัฐ ฯ เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2020 สหรัฐ ฯมีสัดส่วน GDP ใหญ่ที่สุดในโลกที่ 24% รองลงมาคือจีน 14%  และมีสัดส่วน Market Cap ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 41% ขณะที่จีนอยู่ที่ 11%  และเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ เริ่มฟื้นตัวแล้ว ในไตรมาส 1 มีการขยายตัว GDP 6.3% และไตรมาส 2 ขยายตัว 6.6%   เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ค่อนข้างดีในสหรัฐฯ ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโต 60% ในไตรมาสที่ 2  ส่งผลให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯอยู่ในระดับที่ค่อนข้างน่าลงทุน ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯมีความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวค่อนข้างสูง หากไม่ใช่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นชั่วคราวอย่างที่ Fed คาดการณ์ อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าปี 2023 ซึ่งอาจทำให้ตลาดตกใจได้ อีกทั้งมีความเสี่ยงของการกลับมาระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 จุดเด่นของการลงทุนในดัชนี Russell 1000  ดัชนี Russell 1000 มีหุ้นกว่า 1,000 ตัว ซึ่งมากกว่าจำนวนหุ้นในดัชนี S&P 500 ทำให้ครอบคลุมธุรกิจเติบโตใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งการลงทุนในหุ้นกว่า 1,000 ตัวถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสมดุลในทุกสภาวะการณ์ Principal US Equity Fund (USEQ) กองทุน Principal US Equity (USEQ) ลงทุนในกองแม่ที่ชื่อว่า iShares Russell 1000 ETF บริหารโดย Blackrock ซึ่งครอบคลุมการลงทุนทุก Sector จำนวน 11 Sectors ทั้งหุ้นเติบโต หุ้นคุณค่า หุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ FAANG และ Tesla โดยหุ้น 10 อันดับแรกจะเหมือนกับหุ้น Top 10 ของ S&P 500 แต่จะมีหุ้นเพิ่มเติมที่น่าสนใจอื่น ๆ เข้ามาอีก เช่น NOVAVAX, Doordash, Beyond meat, Snowflake และ Virgin Galactic Holdings  #ถามทันที | กลยุทธ์ลงทุน ในหุ้นสหรัฐฯ ที่ New High (เกือบ) ทุกวัน ถามอีก กับคุณศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข, AFPT คุยอะไรกันบ้าง? 02:16 เริ่มกันเลย 03:55 ราคาทำ New high ลงทุนได้หรือยัง 15:58 แนวโน้มน่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้เท่าไร เมื่อไร 17:43 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นอย่างไรบ้าง 23:34 ตัวเลขการจ้างงานต่ำกว่าคาด จะกระทบ QE tapering หรือไม่ 32:45 Valuation หุ้นสหรัฐฯ 40:24 ความเสี่ยงตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้ที่ต้องพิจารณา 45:19 กลยุทธ์การลงทุน Principal US Equity Fund #TamEigPodcast ฟังแบบเนื้อ ๆ ไม่มีเม้นท์ ได้ที่ Podcast ถามอีกกับอิก TE 298 | กลยุทธ์ลงทุน ในหุ้นสหรัฐฯ ที่ New High (เกือบ) ทุกวัน ถ้ามีประโยชน์และชื่นชอบ อย่าลืม subscribe […]

จีนเตือน ไม่ทำงานแบบ 996

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด Facebook | Youtube | Line | Website *สัมภาษณ์วันที่ 5 กันยายน 2564 การทำงานแบบ 996 คืออะไร ?  การทำงานลักษณะ 996 คือการทำงาน 12 ชม. ต่อวัน (ตั้งแต่ 9.00-21.00 น.) 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นค่านิยมที่เริ่มมาจากบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องทำงานหนัก เนื่องจากที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงและโปรแกรมต้องทำงานตลอด 24 ชม. แม้ว่าจะมีบางบริษัทให้ค่าตอบแทนที่สูง สวัสดิการดีเพื่อชดเชยกับการทำงานที่หนัก แต่ก็มีบางบริษัทที่ไม่ได้ให้สวัสดิการที่ดีหรือให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น โดยการทำงานลักษณะนี้ ก่อให้เกิดความเครียดและปัญหาทางสังคม จนเริ่มมีพนักงานฆ่าตัวตาย หรือเสียชีวิตจากความเครียด  รัฐบาลจีนควบคุมยังไง เพื่อลดปัญหา 996 ? เพื่อควบคุมบริษัทเอกชนเหล่านี้ไม่ให้ลิดรอนสิทธิพนักงาน โดยการให้ทำงานเลยเวลาหรือทำงานหนักเกินไป เพราะส่งผลกระทบมากมายต่อพนักงาน รัฐบาลจีนจึงออกกฎหมายห้ามทำงานเกิน 44 ช.ม ต่อสัปดาห์ และ ห้ามทำ OT เกิน 36 ชม. ต่อเดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ทำให้หลายบริษัทยังใช้ช่องโหว่ของกฎเป็นข้ออ้างให้พนักงานทำงานเพิ่ม ทำไมจีนถึงยอมแบบ “เจ็บแล้วจบ” สิ่งที่รัฐบาลจีนกำลังทำตอนนี้คือการทำให้ทุกอย่างเข้าร่องเข้ารอย ปัจจุบันมีปัญหาความไม่สมดุลในหลายภาคส่วน เช่น ภาคการศึกษาโรงเรียนกวดวิชากว้านซื้อตัวครูเก่ง ๆ ตามโรงเรียนให้ลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปสอนกวดวิชา จนต่อมาโรงเรียนกวดวิชาเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มผูกขาดตลาด จนพ่อแม่ต้องจ่ายค่าเรียนแพง ๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนกับครูดัง กลายเป็นวัฏจักรที่รัฐบาลจีนเห็นว่าถ้าปล่อยไปจะส่งผลไม่ดีต่อสังคม  ขณะเดียวกัน ด้านการผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยี รัฐบาลไม่ต้องให้ธุรกิจอยู่ในมือเอกชนมากเกินไป เพราะการที่บริษัทเอกชนเข้าไปจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สหรัฐ ฯ ทำให้มีการนำข้อมูลของประเทศไปเปิดเผยซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้ ตัวอย่างมาตรการที่ทางรัฐบาลจีนเริ่มทำ เพื่อจัดระเบียบให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เช่น การออกดิจิตัลหยวนเพื่อมาลดอำนาจบริษัทเอกชนอย่าง WeChat Pay และ Alipay เป็นต้น #ถามทันที | จีนเตือน ไม่ทำงานแบบ 996 ถามอีก กับถามอีก กับอาจารย์ดาว ดร.ร่มฉัตร จันทรานุกูล อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ university of international business and economics (UIBE) โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข, AFPT #TamEigPodcast ฟังแบบเนื้อ ๆ ไม่มีเม้นท์ ได้ที่ Podcast ถามอีกกับอิก TE 296 | จีนเตือน ไม่ทำงานแบบ 996 ถ้ามีประโยชน์และชื่นชอบ อย่าลืม subscribe และให้ดาวนะคร้าบ คลิกเพื่อฟังทาง Apple podcast คลิกเพื่อฟังทาง Soundcloud คลิกเพื่อฟังทาง Spotify คลิกเพื่อฟังทาง Google podcast Apple Soundcloud Spotify Google-plus ถามอีก กับอิก Tam-Eig · ถามอีกกับอิก TE 296 | จีนเตือน ไม่ทำงานแบบ 996

ฟองสบู่ Tulip รากเหง้าวิกฤตการเงิน

อย่าลืม Subcribe จะได้ไม่พลาด Facebook | Youtube | Line | Website *สัมภาษณ์วันที่ 4 กันยายน 2564 ประวัติศาสตร์ฟองสบู่ Tulip  เริ่มขึ้นในยุครุ่งเรื่องของอัมสเตอร์ดัม มีการซื้อขายหัวทิวลิปสายพันธุ์ Semper Augustus เป็นสายพันธุ์พิเศษที่หายาก เนื่องจากดอกจะมีลักษณะเป็นด่างจากไวรัส ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยในขณะนั้น แต่การจะซื้อขายได้มีความพิเศษคือ ต้องรอให้ดอกเหี่ยวก่อนจึงจะเกิดหัวทิวลิปซึ่งเป็นส่วนที่คนนำมาซื้อขาย ดังนั้น จึงต้องมีการเซ็นสัญญาและวางเงินมัดจำไว้ เป็นจุดกำเนิดของ ‘Futures Contract’  ขึ้น  ต่อมามีเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายจากความรุ่งเรื่องในสมัยนั้น คนสนใจซื้อหัวดอกทิวลิปมากขึ้น เกิดการขายสัญญาต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ยังไม่ได้รับหิวทิวลิป จนกระทั่งในปี 1637 หัวทิวลิป Semper Augustus ราคาแพงมาก จนหนึ่งหัวสามารถซื้อถนนได้ทั้งถนน และมีการซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้นจนในที่สุดเกิดเป็นตลาด Futures Exchanges Trigger ที่ทำให้ราคาหัวดอกทิวลิปร่วงหนัก  แต่เดิมการเซ็นสัญญาต้องวางเงินมัดจำไว้เต็มจำนวนก่อนมีการส่งมอบ แต่ต่อมา ได้มีการตั้งเป็นกลุ่มเฉพาะที่ดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าหัวทิวลิป และได้มีการเปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินมัดจำเหลือแค่ 2.5% ส่วนที่เหลือจะจ่ายตอนมีการส่งมอบแล้ว ซึ่งทำให้ Risk Reward Ratio เปลี่ยนไป นั่นคือจ่ายเงินนิดเดียว แต่สามารถทำกำไรจำนวนมากได้ทันที  ต่อมาก็เริ่มมีการให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ปั่นราคากันเองเพื่อทำให้ราคาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนกระทั่งถึงจุดที่ Demand เริ่มชะลอตัว เพราะราคาขึ้นสูงเกินไป และเนื่องจากในตลาด หลายคนนำเงินจากการกู้ยืมมาใช้ซื้อสัญญาล่วงหน้า เมื่อ demand ชะลอตัว ทำให้ผู้ขายต้องยอมขายขาดทุนเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มเกิดความไม่มั่นใจในตลาด จนสุดท้ายก็พังทั้งตลาด ทำไม Bitcoin ถึงไม่เหมือนวิกฤตทิวลิป สิ่งที่เหมือนระหว่าง Bitcoin กับทิวลิปคือ การที่คนซื้อแล้วคาดหวังว่าจะขายได้ในราคาสูงขึ้นเพื่อทำกำไร แต่มีสิ่งที่แตกต่างกันอยู่ ได้แก่  1) Risk Reward Ratio  Risk Reward Ratio ของดอกทิวลิปในสมัยนั้นมีความไม่สมเหตุสมผล คือใช้เงินลงทุนเพียงนิดเดียว แต่สามารถทำกำไรเยอะ และทำกำไรได้ในทันที ขณะที่ Bitcoin มีความสมเหตุสมผลมากกว่า   2) การกู้มาเทรด (Leverage) มีการก่อหนี้จำนวนมากเพื่อนำเงินมาซื้อขายสัญญาและหัวดอกทิวลิป ในขณะที่ Bitcoin มีน้อยกว่า 3) ตลาด Tulip Futures ไม่มีมาตรฐานและความโปร่งใส  4) การใช้งานได้จริง (Utility) ดอกทิวลิปมีเพียงความสวยงามและแสดงถึงความมีฐานะ ในขณะที่ Bitcoin สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย  ซึ่งความต่างเหล่านี้เป็นกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดวิกฤตฟองสบู่ทิวลิปในอดีต และเป็นรากเหง้าของวิกฤตการเงินในปัจจุบัน #ถามทันที | ฟองสบู่ Tulip รากเหง้าวิกฤตการเงิน ถามอีก กับ อาจารย์.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ Managing Director, Chaloke Dot Com โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข, AFPT คุยอะไรกันบ้าง? 1:31 เริ่มกันเลย 2:21 ประวัติศาสตร์ฟองสบู่ Tulip 22:35 จุด Trigger ที่ทำให้ราคาร่วงหนัก 26:57 ฟองสบู่ทิวลิปเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ? 31:12 ฟองสบู่ทิวลิปแตกต่างจาก Bitcoin ยังไง 37:03 Tulip Futures 44:26 Open Interest 52:52 การขุดและ Stake ต่างกับ QE ของรัฐบาลอย่างไร 55:38 การ Stake ใกล้เคียงกับการผลิตเงินของธนาคาร 58:42 Fork Bitcoin เดือน พ.ย. ทำอะไร 1:05:14 Jack Dorsey จะทำ Social Media บน Bitcoin 1:09:17 ถ้า Upgrade ของ Bitcoin สำเร็จแล้วราคาจะเป็นยังไง ? 1:14:22 ทิ้งท้าย ฝากติดตาม #TamEigPodcast […]

Subscribe & Follow

error: Content is protected !!