Subscribe & Follow:

INVESTMENT

สรุปOppDay บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) สำหรับงบไตรมาสที่ 2 / 2562

Facebook page: ถามอีก กับอิก    โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm   ===========   ทบทวนกันหน่อยครับว่า CBG ทำธุรกิจอะไรครับ? CBG เป็น Holding company ถือหุ้นในหลายบริษัทครับ มีสินค้าในเครือเยอะมากครับ เช่นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง, เครื่องดื่มไม่อัดก๊าซ, เครื่องดื่มเกลือแร่ผสมซิงค์, น้ำดื่ม, กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง, และกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม   แบ่งเป็นสินค้าในกลุ่มบริษัท CBG เอง : รายได้มาจากเครื่องดื่มบำรุงกำลัง 42.1% ของรายได้ทั้งหมด, เครื่องดื่มเกลือแร่ 0.1%   ในขณะที่สินค้าที่ให้บริษัทอื่นผลิตให้: กาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่มมีรายได้ 4.5%, ในขณะที่น้ำดื่มคาราบาว 0.5%, กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผง 0.7%   ในขณะที่ธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายให้กับบุคคลภายนอกก็จะแบ่งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป 2.9%, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4.1%   สำหรับธุรกิจต่างประเทศรายได้หลักๆมาจากคาราบาวแบบกระป่อง แบบไม่อัดก๊าซ 42.6%, รองลงมาคือคาราบาวแบบขวด 1.2%   ===========   ผลประกอบการครึ่งปีแรกยังพอเติบโตได้ครับ   “ยอดขายรวมครึ่งปีแรกเติบโต 2% มาอยู่ที่ 7,114 ล้านบาท” ถ้าดูตัวเลขอาจจะน้อยกว่าเป้าหมายไปบ้าง แต่ผู้บริหารยืนยันว่าครึ่งปีหลังมีงบการตลาดมากขึ้น ทำให้มั่นใจว่า น่าจะทำรายได้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักได้     แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลข กำไรขั้นต้นทำจุดสูงสุดใหม่ของ CBG ครับ สูงถึง 2599 ล้านบาท เติบโต 22% เหตุผลหลักๆมาจากการบริหารต้นทุน และประสิทธิภาพได้ดีขึ้น จากทั้งโรงบรรจุกระป๋องและบรรจุขวดแห่งใหม่   แต่ตัวเลขที่น่าตื่นเต้นคือกำไรสุทธิครับ ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ อยู่ที่ 972 ล้านบาท เติบโต 149% เพราะตอนนี้บริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายการตลาดดีขึ้นมาก   ในขณะเดียวกันตอนนี้ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังสัดส่วน 55% มาจากต่างประเทศครับ “เป็นไปตามกลยุทธ์ของเราที่อยากเน้นทำตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศ” ผู้บริหารอธิบายเพิ่มเติมครับ   ===========   ชวนมาดูไส้ในผลประกอบกันครับ   จากกราฟฟิคเห็นชัดเลยครับว่าในอดีต ยอดขายของแต่ละไตรมาสจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จาก Q1 แล้วจะไปทำจุดสูงสุดที่ Q4     “จุดที่น่าสนใจคือ อัตราทำกำไรขึ้นต้นค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จาก Q4 ปี 2017 อยู่ที่ 28.5% ตอนนี้ล่าสุดไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ระดับ 37.6% สูงมากครับ”   ถ้าหากดูยอดขายแบ่งเป็นตลาดในประเทศกับต่างประเทศ จะเห็นว่ายอดขายครึ่งปีแรกสัดส่วนในประเทศอยู่ที่ 52%   ลดลง 2% ในขณะที่ยอดขายต่างประเทศมีสัดส่วน 48% เติบโต 7%     สำหรับธุรกิจคาราบาว มีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 35.4%   เป็น 38.9% “ยิ่งมียอดขายมากขึ้นก็น่าจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง”   สำหรับธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายให้แบรนด์อื่น ตอนนี้ที่กำลังขายดีคือ แอลกอฮอล์ (ราคาต่อหน่วยสูงกว่าคาราบาว แต่ว่าอัตราทำกำไรต่ำกว่า)     ส่วนตัวเลข EBITDA เองก็ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดย ICUK มีตัวเลข EBITDA ติดลบลดลงเหลือ 315 ล้านบาท   ในขณะที่ ค่า D/E ก็ดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 0.62x (นับเฉพาะตัวที่มีดอกเบี้ยเท่านั้น)   ===========   โอกาสจากสินค้าใหม่ที่อาจจะเป็นพระเอกตัวต่อไป   ยอดขายปัจจุบันหลักๆ 75% ยังมาจากคาราบาว ครับ แต่โดยภาพรวมยังโตน้อยกว่าเป้านิดนึง เพราะตั้งใจชะลอการทำการตลาด เพื่อรอเปิดตัวสินค้า Green Apple สำหรับเจาะตลาดคนรุ่นใหม่อายุ 20-34 ปี     “ภายในบริษัท CBG เองเราค่อนข้างมั่นใจว่า เราสามารถปั้น Geen Apple ให้เป็นสินค้าเรือธงตัวใหม่ของบริษัทได้” ผู้บริหารให้ความมั่นใจหลังจากที่ทดสอบขายใน 7-11 […]

มาดูกัน ว่าตอนนี้ปู่บัฟเฟตต์ถือหุ้นอะไรบ้าง?

ปู่บัฟเฟตต์ จัดหุ้นอะไรบ้างในไตรมาสนี้? แล้วทำไมปู่ถึงจัดหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์!   ส่วนใหญ่ 10 อันดับแรกของพอร์ตยังเหมือนๆเดิมครับไม่มีไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ครับ แต่ตัวที่ปู่จัดหนักเข้าพอร์ตในไตรมาส ที่ 2 ของปีนี้ (สิ้นสุด เดือน มิย 2562) คือ Amazon ยักษ์ใหญ่ E commerce ครับ   “รอบนี้ Berkshire Hathaway จัด Amazon เพิ่ม 11% ทำให้ทั้งหมดตอนนี้ปู่ถือหุ้น Amazon แล้วมูลค่ากว่า 954 ล้านเหรียญ เกือบ 3 หมื่นล้านบาท”     ตอนนี้อารมณ์คล้ายๆ กับตอนสมัยตอนที่ปู่จัดหุ้น Apple ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอะครับ ค่อยๆเก็บเรื่อยๆจนมีมากที่สุดในพอร์ตในตอนนี้ครับ   “ผมเคยเจอ Jeff bezos เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เค้าเป็นคนเก่ง แต่ไม่คิดว่าจะทำสิ่งที่เรียกว่ามหัศจรรย์ได้มากขนาดนี้” ปู่พูดถึงธุรกิจของ Amazon และความเป็นอัจฉริยะของเฮีย Bezos ครับ    แต่ที่น่าสนใจคือเป็นช่วงเดียวกับที่พี่เฮีย Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Amazon ขายหุ้นตัวเองออกมา 2.8 พันล้านเหรียญ    และเพิ่งขาย 1.8 พันล้านเหรียญในเดือน กค ที่ผ่านมา ทำให้เป็นการขายมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา (ปกติทุกปี เฮียแก จะขายปีละ 1 พันล้านเหรียญเพื่อเอาไปลงทุนในบริษัท Blue origin บริษัทท่องเที่ยวอวกาศ อยู่แล้ว)   ==========   ปู่ซื้อตัวไหนอีก?   นอกจากนี้ปู่ก็ยัง ปู่จัดหุ้นธนาคาร US Bancorp “ปูจัดเพิ่ม 2.4% ทำให้ตอนนี้มีมูลค่าที่ถืออยู่ทั้งหมดกว่า 6.9 พันล้านเหรียญ”      โดย US Bancorp เป็นธนาคารใหญ่อันดับที่ 7 ของ สหรัฐ มีสินทรัพย์มากกว่า 12 ล้านล้านบาทครับ   และก็จัดหนัก Bank of America ในเดือน กค.เพิ่มเติมอีก 950 ล้านหุ้น ทำให้ตอนนี้มีหุ้นมูลค่า เกือบ 8 แสนล้านบาท   ปล.ปีที่แล้วก็เพิ่งซื้อ PNC Financial Services, Travelers Cos. และ JPMorgan   ==========   มีตัวไหนที่ขายไหม?   มีนะครับ ปู่ขาย Charter Communications ประมาณ 5% ครับทำให้ตอนนี้เหลือมูลค่าที่ยังถืออยู่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท   ตัวนี้เป็นบริษัทที่ทำ สายเคเบิลรายใหญ่ของสหรัฐครับ   ==========   ดูกราฟฟิคแผ่นต่อไปว่า ปู่ ถือหุ้นมากที่สุด 10 อันแรกคือตัวไหนบ้าง พร้อมเหตุผลที่ปู่จัดหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์   =========== ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details…   สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807

วิธีเลี้ยงลูกตามสไตล์ของ เผิง ลี่ หยวน ภริยาของผู้นำจีน

ถ้าหากพูดถึง ชื่อ “เผิง ลี่หยวน” (彭丽媛) หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นนะคะ   #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   แต่ถ้าบอกว่าเธอคือ อดีตนักร้องคนดังของจีน หลายท่านก็คงจะยังไม่รู้จัก   แต่ถ้าบอกว่าเธอคือ ภริยาของท่านประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง (习近平) ผู้นำจีน ทุกท่านน่าจะร้องอ๋อทันที ใช่ไหมคะ?   “ตอนแรกที่ดิฉันได้สบตาของ ท่านสี (สมัยนั้นตำแหน่งเป็นรองนายกเทศมนตรี) รู้สึกว่าไม่ประทับใจเลยเพราะดูแก่และเชย ๆ เสียหน่อย” ท่านเผิงพูดติดตลกคะ   “แต่พอได้พูดคุย ก็พบว่าท่านเป็นคนฉลาด ขยันทำงาน เอาจริงเอาจัง เป็นนักแก้ไขปัญหา” “แต่มีนิสัยติดดิน ไม่ชอบอยู่ในสปอต์ไลท์ นั่นเลยทำให้ดิฉันตกหลุมรักทันที”   และนั่นคือแนวคิดที่เธอ เอาไว้สอนลูกสาวของเธอ “ สี หมิง เจ๋อ (习明泽)” เช่นกัน   เนื่องจากวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ก็เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูกันว่า คุณเผิง ลี่หยวน (彭丽媛) มีวิธีการสอนลูกยังไง เผื่อเป็นไอเดียให้คุณแม่เอาไปใช้ได้นะคะ   ===========   แม่สอนลูก…ด้านการเรียน   1. คะแนนสอบด้านวิชาการไม่ได้มีความสำคัญ เท่ากับการที่สอนให้ลูกรู้จักความกตัญญูและเป็นคนที่ดีในสังคม   2. การมีทัศนคติที่ดีเรื่องการบริหารจัดการเงิน เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนในห้องเรียน และสำคัญกว่าการเอาทรัพย์สินเงินทอง ให้ลูกเอาไปใช้จ่ายเฉย ๆ   3. ลูกควรสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยให้ได้ และควรเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีด้วย “ไม่ใช่เพราะต้องได้ใบปริญญาเพียงหนึ่งใบ”    “แต่การเรียนในมหาวิทยาลัยจะช่วยบ่มเพาะให้ลูกมีสติปัญญา การใช้เหตุผล และมีประสบการณ์ใช้ชีวิต” และท่านเผิง บอกว่าการที่ปล่อยให้ลูกได้ไปใช้ชีวิตเพียงลำพัง 2-3 ปีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงานจริง   4. เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกเดินทางไปไหนไกล ๆ นอกจากกล้องแล้ว อย่าลืมเอาปากกาและสมุดจดไปด้วย “เหตุผลคือวิวทิวทัศน์ที่เราเห็นนั้นก็เหมือน ๆ กันแหละ แต่ความรู้สึกแรกที่เราสัมผัส ณ เวลานั้นไม่เหมือนกัน (ควรจดบันทึกความรู้สึกของเราเอาไว้)”    เช่น ท่าน สู เสีย เค้อ (徐霞客) ซึ่งเป็นนักประพันธ์หนังสือผู้ยิ่งใหญ่ และนักเดินทางที่มีชื่อเสียง “เหตุผลที่เค้ามีวันนี้ได้ เพราะว่าเค้าบันทึกเรื่องราว ความรู้สึก ความทรงจำได้อย่างละเอียด ครบถ้วน ไม่ใช่เพราะว่าตัวเค้าเดินทางมากที่สุดในโลก”   ===========   แม่สอนลูก…ด้านการช่วยเหลือตัวเอง   1. ลูกต้องเรียนรู้วิธีการขับรถ “จริง ๆ แล้ว มันไม่เกี่ยวว่าจะเป็นการโชว์สถานะทางสังคม ว่ามีรถแล้วรวย” “แต่ถ้าขับรถเป็น จะสามารถไปที่ไหนก็ได้ที่ตัวเองต้องการโดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งคนอื่นอย่างเดียว”   2. คุณเผิง สอนลูกว่าต้องฝึกทำอาหารด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวว่าจะต้องไปดูแลคนอื่นหรอก แต่ทักษะนี้จะสำคัญเมื่อคนที่รักลูกไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งคนอื่น   3. “ตอนลูกยังเด็ก ลูกจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ก่อน” “เมื่อเติบใหญ่ ลูกจำเป็นต้องหาประสบการณ์” นอกจากนี้ยังแนะนำให้เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น และต้องหาวิธีการสร้างประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเอง    ท่านอธิบายแบบนี้ว่าถ้าลูกๆ สามารถทำแบบนี้ได้จะมีชีวิตที่เยี่ยมยอดไปเลย   ===========   แม่สอนลูก…ด้านการเห็นคุณค่าของตัวเอง   1. รอยยิ้ม ความมั่นใจตัวเอง และความสง่างามในตัวของเราเองคือทรัพย์สินที่มีคุณค่า (ทางจิตใจ) มากที่สุด “การที่เรามีคุณสมบัติแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเรามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว” นี่ต่างหากที่เรียกว่า เป็นความสง่างามอย่างแท้จริง   2. ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนก็ตาม ท่านเผิงจะสอนให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจดี มีเมตตา “ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ความมั่งคั่ง แต่ถ้าทำได้ตามนี้ (เป็นคนดี มีเมตตา) ลูกจะเป็นคนที่ได้รับความเมตตาจากคนอื่นเช่นกัน”   3. ท่านเผิงสอนให้ลูกควรจะต้องมีพื้นที่ของตัวเอง แต่ไม่ต้องเยอะนะ ขอแค่มีพื้นที่สัก 5 ตารางเมตรก็พอแล้ว    “มันมีความสำคัญมากนะ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราโกรธ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหุนหันพลันแล่น เราก็จะมีพื้นที่ให้เราสงบจิตใจของเราลงได้” เป็นพื้นที่ที่ให้ลูกได้พักสงบจิตใจ   นอกจากนี้ ถ้าเราต้องทะเลาะกับแฟน หรือคนที่เรารัก เราก็ไม่ต้องเดินหนีออกจากห้องไป (เพราะเดี๋ยวจะเจอกับคนที่จิตใจไม่ดีบนท้องถนน)   4. ยิ่งลูกกล้าใช้ชีวิตไปได้ไกลแค่ไหน หัวจิตหัวใจของลูกก็ยิ่งกว้างใหญ่เท่านั้น “ถ้าเรามีหัวใจใหญ่แค่ไหน เราก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น”   แต่ถ้าสถานการณ์อะไรก็ตามในชีวิตที่ทำให้ลูกไม่สามารถไปไหนไกลได้ ก็ขอให้อ่านหนังสือให้มากเข้าไว้ “เพราะการเปิดรับความรู้ใหม่ […]

เฮีย Ray Dalio ฟันธงว่าถึงเวลาลงทุนในจีนแล้ว!

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “ทุกคนกลัวว่าจีนจะโดนพิษได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า” “แต่นี่คือโอกาสในการเข้าไปลงทุนในจีน”    เฮีย Ray Dalio Hedgefund สุดเท่ (Hedgefund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก) บอก ด้วยท่าทีชิลๆ สบายๆ   ผมมีโอกาสได้ฟังคลิปสัมภาษณ์ของแก ที่ Bridgewater Associates และคิดว่ามีหลายอย่างที่คนไทยสามารถเรียนรู้จากผู้ชายคนนี้ครับเลยจะมาเล่าให้ฟังครับ   มาลุยกันครับ   ==============   จีนเติบโตก้าวกระโดดมากๆในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา   1. เฮีย Ray Dalio เคยไปที่เมืองจีนช่วง 1984 ครับ (35 ปีที่แล้ว) แกเล่าให้ฟังว่านับตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ ตัวเค้าเองได้เห็นและสัมผัสได้เลยว่าเมืองจีนโตอย่างก้าวกระโดดมากๆ    “ผมได้รับคำเชิญจากบริษัทแห่งหนึ่ง ที่เป็นบริษัทเดียวที่รับการอนุญาตให้ทำธุรกรรมกับต่างประเทศในเวลานั้น”   แกเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นค่าแรงของคนจีนกับต่างประเทศต่างกันมากๆ “แต่ผมฟังธงกับคนจีนเลยว่า อีกไม่นานประเทศจีนจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้า”    “บุคลิกลักษณะ (ความขยันและคุณค่าความสัมพันธ์ที่คนจีนให้ความสำคัญอย่างมาก) และพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของคนจีนทำให้ จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตก้าวกระโดดได้อย่างมหัศจรรย์”   2. ตัวเลขที่เติบโตก้าวกระโดดดที่ว่า มีหลายมุมครับ เช่นรายได้ต่อประชากรเพิ่มมากขึ้น 26 เท่า   สัดส่วนเศรษฐกิจจีน เพิ่มขึ้นจาก 2% ของ GDP ทั้งโลก จนตอนนี้คิดเป็นสัดส่วน 22% เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแข่งกับสหรัฐได้สบายๆ   อัตราความยากจนก็ลดลงหนักมาก จาก 88% เหลือเพียงไม่ถึง 1%   อายุขัยของคนจีนก็เพิ่มขึ้น 10 ปี   มูลค่าตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้น 4 เท่าในช่วง 10 ปีล่าสุด, ส่วนตลาดพันธบัตรเองก็โต 7 เท่า โตหนักมากๆครับ   3. ไม่ใช่แค่นี้ครับ… จีน มีจำนวน startup ที่เป็นระดับ unicorn (มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 34% ของทั้งโลก    แม้ว่าจะยังน้อยกว่าสหรัฐที่มี unicorn ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วน 47% แต่จีนกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มที่ “แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ถ้าวัดกันที่มูลค่าของบริษัทของ unicorn ประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 43% น้อยกว่าสหรัฐที่อยู่ระดับ 45%” ห่างกันนิดเดียวครับ   4. “จีน กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก” แม้ว่าสงครามการค้าจะตึงเครียดฝุดๆ! “เป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในโลก” และเป็นประเทศที่มีตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้   5. “ผมไปๆมาๆ เมืองจีนกว่า 20 ปี ทำให้ผมชอบจีนมากๆ”   เฮีย Ray Dalio ชอบเมืองจีนและคนจีนมากๆ ถึงขั้นให้ลูกชายสุดที่รัก ไปเรียนที่นู้นตอนอายุ 11 ปี ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจในจีนอีก 20 ปีถัดมา   (ช่วงแรกไปจีนเพราะความชอบ ก่อนที่จะสายสัมพันธ์นานกว่า 20 ปี ถึงทำธุรกิจกับคนจีน)   ==============   สงครามการค้าในมุมมองใหม่   1.  “มองว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน เป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ” เหตุผลที่เฮีย Ray Dalio มองคือ จีนเติบโตและขยายตัวเร็วมากๆ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีปัญหากับมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก   “แต่อย่าลืมว่าตามประวัติศาสตร์ของจีน มักจะเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกอยู่เรื่อยฟอยู่แล้ว รอบนี้ก็เพียงแค่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่เท่านั้น”   2. ในอดีต ก็เคยเจอเหตุการณ์การช่วงชิงเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจระดับโลก ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆ ทั้ง เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, และมหาอำนาจล่าสุดคือสหรัฐ   3. เฮีย Ray Dalio เท้าความหลังและชวนคิดว่า “สมัยนั้น คุณจะไม่ลงทุนกับ เนเธอร์แลนด์ตอนที่เป็นยุคทองของเค้าในช่วง คศ.ที่ 17 เหรอ?    หลังจากที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วทำให้สหราชอาณาจักร เป็นมหาอำนาจ คุณจะไม่ลงทุนกับเค้าเหรอ?  […]

ด่วน! สหรัฐ-จีน แลกกันหมัดต่อหมัด แต่รายย่อยตายเรียบ

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ล่าสุดตลาดหุ้น Dow Jones ดิ่งเหว 450 จุดตั้งแต่เปิดตลาด! ไหลเป็นน้ำเลยครับ   ==============   ยกที่ 1: สัปดาห์ที่แล้ว   ทรัมป์ขึ้นภาษี 10% จากสินค้าที่นำเข้าจากจีน (มูลค่าสินค้า 3.25 แสนล้านเหรียญ) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว   “หลังจากที่การเจรจาช้ามากๆ จีนเองก็ไม่ได้ทำตามสัญญา ไม่เห็นจะซื้อสินค้าเกษตรตามที่สัญญาไว้เลย” คงไม่ต้องบอกว่าเป็นลีลาการพูดของใคร ก็พี่ทรัมป์ไง จะใครละ   “สหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 1 กย.” “เราจะยังคงมุ่งมั่นพูดคุยเจราจาหาทางออกเรื่องดีลเจรจาการค้า และผมรู้สึกว่าอนาคตของทั้งสองประเทศต้องดีแน่ๆ” อ้าวเห้ย… เพิ่งจะขึ้นภาษีเค้า แล้วยังจะหยอดคำหวานใส่เค้าอีก   ผลคือนักลงทุนต่างชาติ: ขายหุ้นไทยทั้งสัปดาห์ 5 พันล้านบาท และ short futures แบบจัดหนัก 37,000 สัญญา   ==============   ยกที่ 2: วันนี้   จีนจัดหนักเรียกรัฐวิสาหกิจประชุมด่วน (แบบเงียบๆ ไม่โฉ่งฉ่าง) พร้อมสั่งการให้ยกเลิกการซื้อสินค้าเกษตรทั้งหมดจากสหรัฐ หลังจากที่โฆษกรัฐบาลเตือนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่า ถ้าสหรัฐไม่หยุดขึ้นภาษี จีนจะตอบโต้ให้สมน้ำสมเนื้อ   เพราะอย่าลืมว่า สหรัฐส่งออกสินค้าเกษตรไปที่จีนมากที่สุดในโลก และฐานเสียงของพี่ทรัมป์ก็คือพี่น้องชาวนานั่นแหละครับ   อย่างที่ 2 คือ รัฐบาลจีนแอบปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่า ล่าสุดอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 11 ปี ทะลุจุดที่เป็นจิตวิทยาที่สำคัญ คือ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ    เพื่อให้สินค้าของจีนดูแล้วมีราคาถูก เพื่อชดเชยกับกำแพงภาษีที่สหรัฐประกาศขึ้นไป   แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า “เราจะไม่ใช้ค่าเงิน เป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาสงครามการค้าเด็ดขาด”   ปล.ล่าสุด พี่ทรัมป์ประกาศสั่งให้อุดหนุนเงินชดเชยให้กับเกษตรกรมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 5 แสนล้านบาท เป็นงบเร่งด่วน   ==============   ยกที่ 3: เมื่อกี้นี้เองครับ เป็นสงครามน้ำลาย   ทรัมป์ก็ตอบโต้อีก “เห็นไหมว่า จีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์” นี่ไงที่เค้าเรียกว่า การบิดเบือนค่าเงิน   “ธนาคารกลางสหรัฐเชื่อผมหรือยัง” นี่คือสิ่งที่ผมพูดมาโดยตลอด  อืม… ก็พี่เพิ่งจะจัดหนักเค้าไม่ใช่หราาาา   ==============   ความเห็นของถามอีก กับอิก   ทรัมป์เล่นสงครามน้ำลายแบบนี้ ถ้าให้วิเคราะห์ก็คงจะเดินเกมกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยแหละครับ เพราะจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลด และยังมีโอกาสช่วยให้ตลาดหุ้นขึ้น (ได้อีกช่วงสั้นๆ)   ส่วนตัวมองว่า นี่เพิ่งเริ่มต้นครับ และดูรอบนี้จะเอาจริงทั้งสองฝ่ายด้วยแฮะ ในมุมเศรษฐกิจก็คงเละทั้งคู่ อยู่ที่ว่าใครอึดกว่า   ศึกนี้อีกนาน น่าจะยืดเยื้อแหละครับ    ไม่รู้จะมีอีกกี่ยกนะครับ แต่ที่แน่ๆแมงเม่าอย่างนักลงทุนไทย อย่างพวกเรา ตายตั้งแต่ยกแรกแล้วค้าบพี่ทรัมป์!!   ปล.หุ้นไทยร่วง 70 จุดในสัปดาห์ล่าสุด วันนี้จัดไปอีกเกือบ 20 จุด โหดฝุดๆ สู้ๆนะค้าบพี่น้องนักลงทุนไทย   พรุ่งนี้เอาไงครับ?   ขอให้โชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ นี่คือ “ถามอีกกับอิก” 🙂   ==============   ขอบคุณภาพจาก express.uk   =======   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download สำหรับ Android https://play.google.com/store/apps/details…   Download สำหรับ IOS https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807

มองอนาคตค้าปลีกไทย กับ พี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ

เป็นอีกครั้งหนึ่งครับที่ผมมีโอกาสได้ฟังแนวคิดดีๆจากพี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีโอแอล ในงาน The Advisory เอกสิทธิเฉพาะลูกค้า exclusive และ prime ของธนาคารกรุงศรีครับ   พี่หมูเล่าให้ฟังหลายเรื่องครับทั้งภาพรวมธุรกิจค้าปลีก แนวโน้มและวิธีคิดในการทำธุรกิจที่คนไทยทุกคนควรอ่านครับ ไปลุยกันเลยครับ   =======   พี่หมูอธิบายโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกไทยให้เห็นภาพครับว่าแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันครับ (ปัจจุบันมีมูลค่าค้าปลีก ปีละ 3 ล้านล้านบาท)   1. Modern Trade ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายใหญ่ครับ (ยอดขายมากกว่า 5 พันล้านบาท) เช่น เซนทรัล, The mall, BigC, Tesco Lotus รวมๆกันมีประมาณ 40 ราย คิดเป็นสัดส่วน 30% ของธุรกิจค้าปลีกทั้งประเทศ   2. ค้าปลีกภูธร ค้าปลีกต่างจังหวัด มีขนาดกลางๆครับ (ยอดขาย 500-5 พันล้านบาท) เช่น  ตั้งงี้สุน, CJ , ธนพิริยะ, นิยมพานิช กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้ดี มีทั้งหมดประมาณ 500 ราย คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของทั้งตลาด   3. ค้าปลีกขนาดเล็ก ขนาด SMEs กลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วน 50% เยอะที่สุดมีมากกว่า 1 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก น่าเป็นห่วงเหมือนกัน (ว่าจะปรับตัวทันไหมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วในยุคนี้)   พี่หมูบอกว่าตอนนี้หมดยุคละที่จะมองว่ารายใหญ่จะกินตลาดรายเล็กอย่างเดียว เพราะ “ถ้าค้าปลีกใหญ่สบายแล้วค้าปลีกเล็กไม่รอด สุดท้ายตลาดค้าปลีกก็จะไม่รอด” และ “ยุคนี้เป็นยุคนี้ค้าปลีกรายใหญ่ รายกลาง รายเล็กต้องช่วยกัน”   ======= ธุรกิจค้าปลีกไทยโตต่ำกว่าศักยภาพทีควรจะเป็น   ”ธุรกิจค้าปลีกไทย เติบโตได้เรื่อยๆนะครับ แต่เราโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น” พี่หมูอธิบายให้ฟังว่าโดยทั่วไปแล้วธุรกิจค้าปลีกเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน เพราะฉะนั้นควรจะเติบโตไม่น้อนกว่าตัวเลข GDP ของประเทศ   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา GDP เติบโตประมาณ 4%   แต่ค้าปลีกไทยโตแค่ 2-3% เกือบต่ำที่สุดในอาเซียน โดยเหตุผลมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันครับ คือ โครงสร้างภาษีสินค้าแบรนด์หรู, ธุรกิจ Duty Free, และขาดการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านการช็อปปิ้ง   มาไล่ดูทีละเหตุผลกันครับ   =======   1. โครงสร้างภาษีสินค้าหรู แบรนด์ดัง สูงเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน   “ตอนนี้สินค้าแบรนด์เนมมีกำแพงภาษีสูงถึง 30-50% ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านคิดแค่ 10-20%” สมมติว่าราคาที่เราซื้อเมืองนอก 100 บาท แต่ถ้าซื้อในไทยอาจจะต้องจ่าย 130 บาท หรือ 150 บาท จริงๆก็มีเหตุผลอยู่นะครับ เพราะในอดีตรัฐบาลไม่อยากให้คนไทยซื้อเยอะเพราะมองว่าเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย   แต่พี่หมูอธิบายว่า ตอนนี้สินค้าเหล่านี้เปลี่ยนเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของเราไปแล้วครับ เป็นสินค้าที่แทบจะทุกคนก็ซื้อกัน เป็นเรื่องปกติ   “สถิติบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้สินค้าแบรนด์เนมเมื่อเทียบกับกำลังซื้อสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก” นั่นแปลว่าพอเราตั้งกำแพงภาษีสูงๆ คนไทยหลายคนก็เลยหนีไปซื้อเมืองนอก   แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือ ตลาด Grey Market เป็นตลาดที่คนไทยไปเมืองนอก แล้วก็หิ้วสินค้าแบรนด์เนมกลับมาขายให้คนไทย และสัดส่วน 98% ของคนขายในตลาดนี้เป็นตลาดที่หนีภาษี ซึ่งไม่มีการสำรวจชัดๆว่ามูลค่าตลาดนี้เท่าไหร่   “ตลาดนี้ใหญ่มากๆเกือบเท่าตลาดค้าปลีกแล้ว ใหญ่มากจนทำให้ค้าปลีกไทยมีปัญหาครับ ” แต่การประมาณการณ์ TDRI พบว่าตลาดนี้น่าจะคิดเป็นสัดส่วน 20-30% ของ GDP หรือ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2-3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียวครับ (คิดทั้งตลาด online และ offline)   =======   2. การผูกขาดธุรกิจ Duty Free   “ไทยเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่ Duty Free […]

% ผลตอบแทน ก.ค. vs ส.ค.

ด่วน! ตลาดหุ้นหลุด 1700 จุดครั้งแรกในรอบ 1.5 เดือน   ตลาดหุ้นไทยต้อนรับวันแรกของเดือน สค.ได้อย่างฝุ่นตลบพอสมควรครับ มีแรงขายทั้งวัน แต่ช่วงบ่ายนะสิครับถูกเทหลุด 1700 จุด (มีบางช่วงร่วงไปโซน 1694 ก่อนดีดกลับท้ายตลาด)   “หลังจากที่ตลาดหุ้นขึ้นรวดเดียว 150 จุดจากโซน 1600 ในช่วงปลายเดือน พ.ค.” “แต่ 5 วันนี้ถูกเทหนัก เกือบ 40 จุด” นี่ไงที่มาของคำพูดที่บอกว่า ตอนขาขึ้นเนี่ย เหมือนค่อยๆขึ้นบันได แต่ขาลงอย่างกับลงลิฟท์   ผลคืออะไรครับ? กรุปไลน์ที่เคยคึกคักก็เงียบฉี่เลยครับ   ==========   ต้องบอกว่า วันนี้มีศึกทั้งในประเทศและนอกประเทศมาเป็นชุดเลยครับ    เริ่มตั้งแต่เช้ามืดที่ “ธนาคารกลางสหรัฐที่ลดดอกเบี้ยตามคาดแต่ดันไปย้ำว่าตอนนี้ดอกเบี้ยยังไม่ใช่ขาลงนะ” เลยทำให้นักลงทุนทั้งโลกเทขายหุ้นออกมาก่อน    แต่ถ้าฟังดีๆจริงๆแล้ว พี่เจอโรม พาวเวล เองก็ยังแทงกั๊กประมาณว่า เดี๋ยวต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจก่อนตามสไตล์เฟด (แต่ก็ถูกต้องแล้วที่ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป)   ในขณะเดียวกันก็ประกาศหยุดลดขนาดงบดุลเร็วกว่ากำหนด 2 เดือน (กำหนดการเดิมคือ ต.ค.)   ส่วนในประเทศเองก็มีประเด็นสำหรับหุ้นรายตัวครับ เช่น หุ้นปั๊มน้ำมันชื่อดังที่ร่วงหนักเกือบ 15% ระหว่างวัน   ==========   ความเห็นของ พี่ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ ในด้านปัจจัยพื้นฐาน   “พี่ว่า… ต่อให้ตลาดหุ้นลงมา level ไหนก็เป็นจังหวะที่ควรจัดหุ้นเข้าพอร์ตทั้งนั้นแหละ” โอ้โห…. ออกตัวแรงมากครับพี่ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์จำกัด   เหตุผลคือ ตอนนี้นักวิเคราะห์ทั่วหล้าอาณาจักรมอง แต่ประเด็นเรื่องเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% และมองว่ายังไม่ใช่ดอกเบี้ยขาลง แล้วก็มองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงขายในวันนี้ จนลืมเรื่องการที่เฟดจะหยุดลดขนาดงบดุลเร็วขึ้นกว่า 2 เดือน   แม้จะไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงของเฟดที่ทำแบบนี้ แต่พี่ปิงให้ความเห็นว่า เฟดคงอยากจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง และไม่อยากให้สภาพคล่องหายไปจากตลาดครับ   “วันนี้มันเป็นการหาเหตุผลมาขายหุ้นมากกว่า” พี่ปิงขยายความว่า การที่ Fed ยุติการลดขนาดงบดุล เร็วกว่ากำหนด นอกจากจะเป็นการบอกว่า Fed ไม่ต้องการให้เศรษฐกิจมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องแล้ว   ยังทำให้บรรดาสถาบันการเงินและวาณิชธนกิจต่างๆที่ขายสินทรัพย์เตรียมเงินสด เพื่อรอการไถ่ถอนจาก เฟดสามารถเอาเงินสดที่เตียมไว้นี้กลับไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆได้อีกครั้ง   และการที่เฟดลดดอกเบี้ยแค่ 0.25% และบอกว่ามันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง พี่ปิงก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ก็แปลว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้แย่   “ซึ่งคุณพาวเวล ประธานเฟด ก็พูดชัดว่าเค้าไม่เห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ และที่สำคัญเมื่อย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง มันมักจะตามาด้วยการเกิดเศรษฐกิจถดถอย”   การที่ เฟดลดดอกเบี้ยและยุติการลดขนาดงบดุล มันสะท้อนว่า เฟดต้องการดักทางก่อนที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆกันไว้ที่ดีกว่าแก้ครับ   ล่าสุดมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจคือ IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) โลกลง แต่ยังมอง ตลาดเกิดใหม่โตดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว และมองปีหน้ายังโตมากกว่าปีนี้   พี่ปิงมองว่า สถิติในอดีต เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ยังดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ก็มีโอกาสสูงมากที่ เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาในแถบตลาดเกิดใหม่มากกว่า   และยิ่งตลาดหุ้นไทยเองก็ยังมีสภาพคล่องดี และ ได้รับการเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก credit rating agency ก็จะช่วยเสริมด้วย และยังไม่นับกรณีที่รัฐบาลไทยเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารเป็นรัฐบาลพลเรือนก็น่าจะมีส่วนช่วยทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจ (กว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ)   ส่วนกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจคือ กลุ่มสื่อสาร รับเหมา นิคมอุตสาหกรรมและ อาหาร ครับ (TRUE WHA STEC TU)   ขอบคุณครับพี่ปิง   ==========   ความเห็นทางผู้เชี่ยวชาญกราฟเทคนิคว่าอย่างไร?   “รอบนี้มีโอกาสลงมาทดสอบ 1692 จุด แต่น่าจะมีเด้ง” พี่แมน อัครพงศ์ ขวงธนะชัย กูรูจากเพจ StockManday พูดแบบชิลๆ   พี่แมนบอกแฟนคลับไปตั้งแต่ต้นสัปดาห์ละว่า ถ้าเล่นกำไรระยะสั้นๆเนี่ย ถือว่าเป็นขาลงแล้วละ (แม่นเว่อร์) แต่ถ้ามองกรอบ Timeframe Day มันยังเป็นขาขึ้นอยู่นะ   “แต่ถ้ามีหลุดลงมา พี่มองว่า 1676 […]

Ray Dalio มองวงจรเศรษฐกิจและการลงทุนรอบต่อไปจะเป็นยังไง?

ก่อนที่จะตอบคำถาม… คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้มีปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่กำลังกระทบต่อการลงทุน   ยาวหน่อยนะค้าบ แต่อ่านแล้วนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราจะเก่งขึ้น และเข้าใจโลกการลงทุนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ 🙂   (ถ้าอยากอ่านย้อนหลังว่า ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจย้อนหลัง 100 ปีเป็นยังไง คลิกเลย …)   =======   1. ธนาคารกลางหลายแห่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันจัดหนัก จัดเต็ม   “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากมายครับ ก็อย่างที่เราได้ยินตามข่าวอะครับ เช่น ลดดอกเบี้ย, พิมพ์เงินแล้วซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (QE)”   เฮีย Ray Dalio นักลงทุน Hedgefund ที่กำลังฮอตที่สุดในยุคนี้บอกว่า ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืนครับ แต่ก็ทำให้สินทรัพย์การเงินทั่วโลกวิ่งกระจุยทั้งทางตรงและทางอ้อมนับตั้งแต่ปี 2009   “ทางตรงคือการที่เงินไหลเข้าไปซื้อสินทรัพย์ ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น” “ส่วนทางอ้อมคือ การที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น ค่า P/E ก็จะสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีบางบริษัทที่กู้เงินด้วยดอกเบี้ยต่ำ แล้วไปซื้อหุ้นคืน หรือนำไปซื้อกิจการหรือซื้ออสังหาา” แหม… พูดซะเห็นภาพเลยครับ   แต่ที่บอกว่ามาตรการแบบนี้ไม่ยั่งยืน เป็นเพราะว่าอัตราดอกเบี้ยก็คงจะไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามาตรการ QE เริ่มได้ผล (ต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้น) น้อยลงเรื่อยๆ จริงไหมครับ?   อีกอย่าง เงินที่ถูกปั๊มเข้าสู่ระบบ ตอนนี้อยู่กับนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่ซื้อและถือสินทรัพย์อยู่ (ตอนนี้ราคาขึ้นก็จริง แต่ตอนนี้ความคาดหวังว่าผลตอบแทน ก็เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับการถือเงินสด)   “ทำให้มีแรงจูงใจในการลงทุนน้อยลง ทำให้ยากที่ราคาของสินทรัพย์จะขึ้นไปต่อได้อีก” ในขณะเดียวกันธนาคารกลางหลายแห่งก็จัดหนัก ใช้มาตรการผ่อนคลายมากมาย ซึ่งนั่นจะทำให้ นักลงทุนหันไปมองการลงทุนทางเลือกเช่น ทองคำ เป็นต้น เพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษาความมั่งคั่งได้   =======   2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มได้ผลน้อยลง   มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ว่านี้ก็คือการลดดอกเบี้ยหลักการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) การพิมพ์เงินเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน   “มาตรการเหล่านี้เริ่มได้ผลน้อยลงและมีปัญหาคือภาระหนี้สินที่มากเกินไป” เฮียอธิบายเพิ่มเติมว่ายังมีภาระที่ไม่ได้เป็นหนี้สินสักทีเดียว เช่นเงินบำนาญและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ที่จะเป็นค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลในอนาคต     แต่ยังไม่รวมถึงมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆอีกเช่นการลดค่าเงินและมาตรการการขาดดุลการคลังที่กำลังกลายเป็นเงินก้อนโตที่ไหนท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นภาระที่ต้องจ่ายคืน   =======   3. รัฐบาลจะช่วยใครระหว่างเจ้าหนี้หรือลูกหนี้?   หลักการที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ภาระหนี้สินของคนคนหนึ่งก็คือสินทรัพย์ของอีกคน อ้าวแล้วมันสำคัญยังไงล่ะ?   เล่าให้ฟังง่ายๆอย่างนี้ครับ ถ้าสังเกตุให้ดี…นโยบายการเงินนั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา   อย่างแรกคือการช่วยเหลือลูกหนี้ซึ่งนั่นก็หมายความว่าภาระจะตกอยู่ที่เจ้าหนี้ แปลว่าอะไรครับ? ยกตัวอย่างเช่นการลดอัตราดอกเบี้ยลงก็จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับผลตอบแทนที่น้อยลง แต่ลูกหนี้ก็จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงด้วย   ในขณะที่อีกกรณีหนึ่งคือการใช้ในโยบายทางการเงินช่วยเหลือเจ้าหนี้แต่คนที่รับภาระก็คือลูกหนี้   “เช่นการใช้นโยบายเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนั่นก็จะช่วยทำให้เจ้าหนี้ได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ลูกหนี้ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน”   เห็นภาพเลยนะครับ… เฮีย Ray Dalio ชวนตั้งคำถามว่าถ้าเราเป็นธนาคารกลางเราจะช่วยใครระหว่างเจ้าหนี้หรือลูกหนี้   เรายังไม่ทันตอบ.. แกอธิบายต่อเลยครับว่าในความเห็นของแกนั้น ชัดเจนมากว่าธนาคารกลางจะช่วยลูกหนี้มากกว่าเจ้าหนี้ครับ   แล้วก็ชัดเจนด้วยว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นจะเป็นการลดค่าของเงินแล้วทำให้ผลตอบแทนของเจ้าหนี้ลดลงเช่นกัน   “ตอนนี้เหมือนเป็นการวัดใจว่าเจ้าหนี้ (ผู้ถือพันธบัตร) จะปล่อยให้ธนาคารกลางใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบไปอีกนานแค่ไหน ถ้านานมากไปก็พร้อมที่จะขายแล้วไปลงทุนสินทรัพย์อื่น”   =======   4. ใกล้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการลงทุนหรือยัง?   เฮียบอกว่า “จริงๆแล้วผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่าการเปลี่ยนแปลงรอบนี้ (วิกฤติการเงิน) จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ รู้แค่ว่ามันใกล้มากๆ แล้วมันก็จะมีผลต่อวงจรเศรษฐกิจรอบถัดไปด้วย”   และถ้าดูข้อมูลสถิติย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 1960 ก็จะเห็นว่าทุกๆครั้งที่อัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% สิ่งที่เกิดขึ้นคือธนาคารกลางต่างๆ (เช่นสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น) ก็จะใช้มาตรการพิมพ์เงินออกมา   “แม้ว่าตอนนี้ธนาคารกลางยุโรปจะยุติการพิมพ์เงินในปี 2018 แล้ว แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ยังไม่หยุดทำให้เงินที่หมุนเวียนในระบบยังเยอะมาก”   แต่ตอนนี้หลายๆธนาคารกลางก็เริ่มที่จะเปลี่ยนท่าทีหันกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง เหตุผลคือตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงและอัตราเงินเฟ้อก็อยู่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก   =======   5. ช่วงที่ผ่านมามีการซื้อหุ้นคืน ควบรวมกิจการ และซื้อกิจการเป็นจำนวนมาก   นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนที่เรียกว่า private equity และ venture capital ที่มองหาโอกาสลงทุน (ในกิจการ startup หรือบริษัทนอกตลาดฯ)   เฮีย Ray Dalio อธิบายว่าช่วงก่อนหน้านี้ต้นทุนทางการเงินต่ำมาก และมีเงินจำนวนมากในระบบการเงิน (แต่ละธนาคารกลางต่างก็พิมพ์เงินออกมา) ทำให้ราคาหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆพุ่งสูงขึ้น (เงินที่พิมพ์ออกมาก็ไหลไปซื้อสินทรัพย์เหล่านี้) และทำให้เงินสดแทบจะไร้ค่าเลยครับ   “การที่ราคาของสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้น ก็เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับใครก็ตามที่มีสินทรัพย์เยอะ และได้ประโยชน์มากกว่าคนไม่มี” พูดง่ายๆคือคนรวย ยิ่งรวยขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมขึ้น และส่งผลทำให้เกิดปัญหาการเมืองตามมา   =======   6. อัตราทำกำไรของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นแบบสุดๆ   อัตราทำกำไรของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากครับ เพราะมีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ และโลกาภิวัฒน์ก็ทำให้ต้นทุนแรงงานถูกลง (ในระยะยาว) แต่เฮียมองว่า น่าจะไม่เสมอไป ในอนาคตอัตราทำกำไรน่าจะลดลง   “เหตุผลคือ การที่นายทุนได้ประโยชน์ นั่นหมายความว่าแรงงานเสียประโยชน์” และนี่จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มแรงงานและอาจจะเริ่มต่อต้าน (เจ้าของบริษัท)   =======   7. การลดภาษีเป็นเรื่องที่ดีชั่วคราวเท่านั้น   ทันทีที่พี่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แกก็ประกาศลดภาษีนิติบุคคลทันทีครับ ซึ่งนั่นเป็นข้อดีที่ทำให้ตลาดหุ้นวิ่งฉิว […]

Ray Dalio พาทัวร์โลกการลงทุนในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา!!

เป็นอีกครั้งที่เฮียแกจัดหนักมากครับ คุณ Ray Dalio คือ hedgefund ที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ครับ บริหารกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 5 ล้านล้านบาท   อาจจะยาวหน่อยแต่บอกเลยอ่านจบ นักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราจะเข้าใจ “การลงทุน” มากขึ้นเยอะครับ 🙂 เห็นด้วยไม่เห็นด้วยตรงไหนเข้ามาแชร์กันได้ครับ ========   1.”หนึ่งในหลักการลงทุนของผม คือ การบอกให้ได้ว่าตอนนี้เราในช่วงการลงทุนแบบไหน” คุณ Ray Dalio จั่วหัวมาซะน่าสนใจเลยครับ   เราต้องประเมินให้ได้ว่า การลงทุนตอนนี้เป็นแบบไหน และต้องนึกภาพให้ออกว่าภาพการลงทุนจะเปลียนไปยังไง และเมื่อไหร่ที่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนั้นจะหยุดลง   เฮียเล่าให้ฟังว่า ตลอดระยะเวลาการลงทุน 50 ปีที่แกเป็นนักลงทุนแนวที่มองภาพ Macro (มองเศรษฐกิจในภาพใหญ่ให้ออก)   “สิ่งที่ผมเห็นคือ ทุกๆช่วงเวลาประมาณ 10 ปี วงจรการลงทุนจะเปลี่ยนทีนึงครับ” เฮียฟันธงว่าการที่สามารถประเมินวงจรและภาพการลงทุนให้ได้ และจัดพอร์ตให้ดี มีส่วนสำคัญของการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จครับ   เหตุผลคือทุกสินทรัพย์การลงทุน รวมถึงหุ้น พันธบัตร เงินสด จะต้องเจอช่วงที่ตลาดไม่ดี นั่นเลยเป็นเหตุผลที่เราต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ========   2. มีหลายปัจจัยที่ทำให้ภาพการลงทุนเกิดความไม่แน่นอน   วงจรการลงทุนแต่ละช่วงเกิดขึ้นกินระยะเวลานานมากจนหลายคนอาจจะลืมไปว่า สุดท้ายมันจะต้องถึงจุดจบลงสักวันหนึ่ง   “ยกตัวอย่างสุดจะคลาสสิค คือการเติบโตของการกู้ยืมเงินในอดีต ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์การลงทุน” “นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สินทรัพย์ทั่วโลก ราคาเพิ่มขึ้น” ประเด็นนี้คือสิ่งที่ทำให้คนเชื่อว่าการกู้ยืมเงินเพื่อไปลงทุน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง (เพราะทำตังได้)   แต่อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีจุดจบเสมอครับ เพราะใครก็ตามที่ยืมตัง เพื่อไปซื้อสินทรัพย์ หรือไปลงทุน พอถึงจุดหนึ่งตังก็จะหมด หรือวงเงินในการกู้ก็จะเต็ม ไม่สามารถกู้ยืมเพิ่มเติมได้   ซ้ำร้าย ต้นทุนในการกู้ยืมเงินสักวันนึง ก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ที่มี (ดอกเบี้ย) ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ถ้าถึงตอนนั้นงานเข้าแน่นอนครับ) และจะส่งผลต่อกำลังซื้อสินค้าและบริการของคนๆนั้น   เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันจะเกิดการเปลียนแปลงของวงจรการลงทุนในช่วงนั้นครับ และในท้ายที่สุดราคาของสินทรัพย์การลงทุนก็จะร่วงหนัก   “วงจรแบบนี้มันจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไป จนกว่ามันจะถึงจุดจบครับ” (แล้วก็เกิดวงจรใหม่)   ========   3. ความผันผวนต่ำเป็นระยะเวลานานในท้ายที่สุดก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการลงทุน   “ความผันผวนต่ำเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน มักจะนำไปสู่ความผันผวนสูง” ฟังตอนแรกก็งงๆนะครับ   เฮีย Ray Dalio อธิบายว่าพอเจอช่วงที่ผันผวนต่ำ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำคือ ยืมตังมากขึ้น (มากกว่าตอนช่วงที่เจอตลาดผันผวน) ทำให้ตลาดในท้ายที่สุดจะมีความผันผวนมากขึ้นครับ   ========   4. ราคาตลาดเป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุน   “อย่างที่เราทราบกันครับว่า ราคาตลาดบนกระดานเป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนในอนาคต” โดยตลาดมักจะเคลื่อนไหวไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความคาดหวังของนักลงทุน   นี่คือเกมการลงทุน เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยทำให้เราเข้าใจตลาดได้มากขึ้น   เดี๋ยวแกจะค่อยๆเล่าให้ฟัง แต่ละช่วงเวลาว่าเป็นยังไง พร้อมลุยยังครับ ลุยอ่านต่อเลยค้าบบ   ========   5. วงจรเศรษฐกิจ วงจรการลงทุนเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี   “เอาให้เห็นภาพง่ายๆ ช่วงทศวรรษ 1920 เป็นช่วงที่รุ่งเรื่อง” “ช่วงทศวรรษที่ 1930 เป็นช่วงที่ตลาดแย่”   ส่วนช่วง 1970 เป็นช่วงภาวะเงินเฟ้อ ส่วน 1980 คือช่วงภาวะเงินเฟ้อลดลง (ยังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด)   ข้อสังเกตคือ ทุกๆ 10 ปีจะมีคาแรคเตอร์ ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากช่วงอื่นๆ และทุกครั้งที่จบรอบเศรษฐกิจรอบใดรอบหนึ่ง นักลงทุนเองก็มักจะคาดหวังว่าเศรษฐกิจรอบถัดไปคงจะคล้ายๆกับรอบที่แล้ว (แต่นั่นคือสิ่งที่คิดผิด)   “วิธีการเอาชนะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา คือ คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะเข้า เมื่อไหร่ควรจะออก หรือเมื่อไหร่ควรจะอยู่เฉยๆ” (เข้าซื้อตอนที่ราคาร่วง และทยอยขายตอนที่ราคาพุ่งขึ้นขึ้น)   อีกวิธีคือการจัดพอร์ตให้มีความสมดุล ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอแม้ว่าจะเจอตลาดขาขึ้น หรือ ขาลง   ========   6. ช่วงทศวรรษที่ 1920 เป็นช่วงที่ตลาดพุ่งกระฉูด   เฮีย Ray Dalio ขยายความเพิ่มเติมครับว่า ช่วงต้นๆทศวรรษเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาหมาดๆ “นักลงทุนหลายคนเองก็กู้ยืมเงินมากขึ้น เพื่อมาซื้อหุ้น เพราะให้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตร”   นั่นเลยเป็นเหตุผลให้ตลาดหุ้นวิ่งเป็นกระทิงเลยครับ และพอเรารู้สึกเพลินๆไปเรื่อยๆ เผลอแปบเดียวก็ช่วงปลายทศวรรษ แล้วก็จบลงด้วยฟองสบู่แตกในปี 1929   ========   7. ส่วนช่วงทศวรรษที่ […]

ทำไมพี่ต้นถึงชอบหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์

4 เหตุผล ทำไมหุ้นธนาคารพาณิชย์ถึงน่าลงทุนตอนนี้?   “หยวนต้าคาดว่า หุ้นกลุ่มธนาคารจะมีกำไรไตรมาส 2 ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว” พี่ต้นเกริ่นตอนแรกซะตกใจเชียวครับ   สัปดาห์นี้เป็นช่วงประกาศผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยครับ ผมเลยชวนคุยกับพี่ต้น เผดิมภพ สงเคราะห์ สุดยอดนักวิเคราะห์และผู้บริหารระดับสูงของ บล. หยวนต้า ครับ   “ผลประกอบการไตรมาสนี้อาจจะไม่ดี” “แต่ผมมองว่า เป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วง 6 เดือนนี้” แหม… พี่ต้นพูดเว้นช่วงไปหน่อยนะครับ เอาซะใจหายเลย   มาดูกันว่าทำไมพี่ต้นเห็นโอกาสในกลุ่มนี้   =========   1. ผลประกอบการธนาคารมีโอกาสฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง   “ผมมองว่ายอดสินเชื่อจะเติบโตสูงขึ้น และกำไรของหุ้นกลุ่มแบงค์จะฟื้นช่วงครึ่งปีหลัง” พี่ต้นฟันธง แม้ว่าจะมองว่า ไตรมาสนี้ผลประกอบการคงจะไม่สวยเท่าไหร่ครับ   เหตุผลหลักๆ ที่พี่ต้นมองว่าผลประกอบการจะพลิกกลับมาได้ คือ รัฐบาลชุดใหม่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแน่ๆ ทำให้การบริโภค การท่องเที่ยว การลงทุน ดีขึ้น   “กลุ่มธนาคารก็จะได้ประโยชน์ทั้งหมดเพราะมีโอกาสปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ตามขยายตัวของเศรษฐกิจครับ”   =========   2. ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารตอนนี้ถูกสุดๆ   กลุ่มนี้จะดูว่าถูกหรือไม่ ดูง่ายๆจากค่า P/BV ครับ   “ตอนนี้มีแค่ธนาคารกลางและเล็ก ที่ เทรด อยู่ประมาณ 1SD เมื่อเทียบกับในอดีต เช่น KKP, TISCO, TCAP”   “แต่ธนาคารใหญ่ๆเช่น SCB, KBANK, BBL ตอนนี้ valuation ถูกมาก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 1SD”    นี่ยังไม่นับผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง ทำให้กลุ่มนี้ดูน่าสนใจมากขึ้นครับ   “แล้วยิ่งตอนนี้ธนาคารยุโรป เริ่มฟื้นแล้ว สังเกตจากค่า CDS spread ที่สะท้อนเรื่องความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนเริ่มเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น” “มีโอกาสทำให้บรรยากาศการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกสดใสขึ้นครับ”   =========   3. มาตรฐานบัญชีจะเป็นเรื่องที่ความ surprise ให้กับตลาดฯ   “การบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9) จะเริ่มใช้ในต้นปีหน้า” เท่าที่ผมฟัง พี่ต้นดูจะตื่นเต้นกับประเด็นนี้มากครับ ผมเลยถามว่าทำไม   แกตอบทันทีว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่รู้ประเด็นนี้ครับ   IFRS9 จะบังคับให้ธนาคารตั้งอัตราสำรองหนี้สงสัยจะสูญในอัตราที่สูง แต่ไม่ต้องห่วง เพราะตอนนี้อัตราสำรองของธนาคารพาณิชย์ตั้งไว้เกินอยู่แล้ว (เกินเกณฑ์ไปเยอะมาก)   นั่นหมายความว่ามีโอกาสสูงมาก ที่ธนาคารจะลดอัตราสำรองฯ ทำให้จะมีกำไรส่วนเกิน (ในทางบัญชี) จะทำให้ตัวเลขดูสวยงามขึ้นและบางบริษัทอาจจะจ่ายเงินปันผลพิเศษได้   =========   4.  อัตราทำกำไรของกลุ่มธนาคาร (NIM) มีโอกาสสูงขึ้น   ชัดแล้วว่า แนวโน้มของเฟด ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน กค. นี้ แต่คิดว่าคงจะไม่มีผลต่ออัตรากำไรของกลุ่มธนาคารไทย   “เหตุผลคือ พันธบัตรสหรัฐรับข่าวลดดอกเบี้ยไปแล้ว” “และกว่าดอกเบี้ยในไทยจะมีโอกาสลด ก็ต้องนู้นแหละครับ ปีหน้า”   นอกจากนี้ยังมองว่ากลุ่มธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่อ ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นจึงมองว่า อัตรากำไรของกลุ่มธนาคารมีโอกาสที่จะสูงขึ้นในอนาคต   =========   มาสรุปกันหน่อยครับ   “หลายคนกังวลตัวเลข NPL ตัวเลขหนี้เสีย ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูกขายมาเยอะก่อนหน้านี้” พี่ต้นมองว่า NPL เพิ่มขึ้นจริง แต่ยังไม่อันตรายครับ   ในขณะที่มีโอกาสที่ตัวเลขสินเชื่อจะเติบโตขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้น และยังเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ (ยังมี valuation ราคาถูก)   พี่ต้นฟันธงว่า ธนาคารที่น่าสนใจ คือตัวใหญ่ๆครับ เช่น    1.SCB (มีประเด็นการขาย SCBLIFE อาจจะมีการจ่ายปันผลพิเศษ), 2.BBL (มีตัวเลข coverage ratio สูงสุดทำให้มีความปลอดภัย), 3.KBANK    อย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ก่อนการลงทุนครับ    ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ นี่คือ ถามอีก กับอิก ครับ 🙂

9 สิ่งที่คนเวียดนามจะเล่าให้

วันก่อนเจอเพื่อนเวียดนาม คุณ Hai Yen Ho เป็น ผู้ช่วยบก.นิตยสารหัวดังในเวียดนามฉบับนึง และแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณหมอ กล้า ชเนษฎ์ ศรีสุโข   ทำให้ผมมีมุมมองที่มองเวียดนามเปลี่ยนไป และค่อนข้างน่าแปลกใจในหลายเรื่องครับ   =========   1. ตอนนี้คนเวียดนามที่รวยแบบสุด ๆมีมากขึ้นอย่างน่าตกใจ (หลายคนสามารถซื้อของหรูหราได้สบายๆ แต่อาจจะยังไม่ซื้อรถสปอร์ตเพราะถนนอาจจะยังไม่เอื้อกับการขับรถเร็ว ๆ) คนที่รวยก็ส่วนใหญ่จะทำหลายธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรเลยแหละครับ   2. คนเวียดนามมีนิสัยสู้คน เค้าเลยบอกว่าสมัยก่อนเลยรบกับประเทศมหาอำนาจบ่อย ๆ (เค้าบอกว่าไม่เหมือนคนไทยที่ ชอบเจรจา มากกว่าสู้รบ ทำให้เราไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร อันนี้จริงไหมครับ ?)   3. อดีตเวียดนามเคยรบชนะ มหาอำนาจเยอะเสียด้วยเช่น สหรัฐฝรั่งเศส ญี่ปุ่น “ผู้ใหญ่จะยกตัวอย่างเรื่องนี้ด้วยการปลุกใจคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่าเราสามารถทำได้” คุณ Ho บอกว่าอันนี้สอนกันมานานละครับ และได้ผลซะด้วย เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่ดูแวบ แรกอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่คนเวียดนามเป็นคนใจถึง สู้ยิบตา ทำให้ประสบความสำเร็จมากมาย   4. นิสัยนักสู้ของเวียดนามเนี่ยแหละครับที่ทำให้เด็กวัยรุ่นยุคนี้สู้ยิบตา ไม่ slow life ดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น (อาจจะมีการโกงบ้าง แต่เพราะเค้าเพิ่งผ่านสงครามมา เลยยังมีบ้างที่มองว่าเอา สิ่งที่เห็นตรงหน้าดีกว่า การมองยาวๆ)   “แต่ถ้าจะทำธุรกิจกับคนเวียดนามยังต้องเจรจาดี ๆ นะครับ เข้าใจตรงกันนะ” มีหลายคนเข็ดขยาดกลับมาก็เยอะเหมือนกัน (แต่ส่วนตัวมองว่า น่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ)   5. เมื่อก่อนคนเวียดนามชอบสินค้าคนไทยนะครับแต่ตอนนี้เค้าบอกว่า ถ้าสินค้าอะไรก็ตามที่เวียดนามผลิตได้ ใกล้เคียงกับของไทย เค้าจะซื้อของเวียดนาม   ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตอนนี้โรงงานของคนเวียดนามเก่งขึ้นมาก ๆ   และตอนนี้ก็เริ่มทำสินค้าของตัวเองมากขึ้นละครับ เช่น รถ vinfast สัญชาติเวียดนาม (คนเวียดนามภูมิใจมาก ๆ)   6. คนเวียดนามมีความชาตินิยมสูงมาก ๆ ครับผมเองก็เห็นมากับตาตอนไปโฮจิมินท์ กับฮานอย จะเห็นเลยว่าร้าน fast food แบรนด์ดัง ๆ เองก็ยังเจาะตลาดเวียดนามไม่ค่อยได้ (ยกเว้น Starbucks พอจะได้ แต่ก็ไม่สู้กาแฟท้องถิ่น)   7. ตอนนี้หลาย ๆ แบรนด์ที่เป็นสินค้าระดับหรู เช่น นาฬิกาแบรนด์ดัง ๆ เริ่มไปเปิดตลาดเวียดนามมากขึ้น รุ่นที่ขายดี ส่วนใหญ่จะเป็น limited edition ที่ออกแบบมาเพื่อคนเวียดนามเท่านั้น (ยอมจ่ายแพง ถ้าเป็นรุ่น limited edition)   8. หลายสถานที่ของเวียดนาม จะถูกซ่อนตัวอยู่ตามเมือง ไม่สามารถค้นหาในเนตได้ เช่น ร้านอาหารเจ๋ง ๆ ร้านขายของดี ๆ จะอยู่ตามซอกหลืบ มองจากภายนอกอาจจะไม่ทราบว่า มีร้านเจ๋ง ๆ อยู่ข้างใน   คุณ Ho และ คุณกล้าตั้งสมมติฐานกันว่า อาจจะเป็นเพราะเพิ่งผ่านสงครามมาทำให้เคยชินกับการทำร้านซ่อนตัวอยู่ตามตึก หรือตามซอยต่าง ๆ เพื่อหลบหนีจากศัตรู   9. เวียดนามยังมีธรรมชาติที่สวยงามอีกมาก คุณ Ho ภูมิใจนำสถานที่ท่องเที่ยว ที่สวยอย่างกับหนัง Avatar มีสัตว์ชนิดแปลก ๆ + พืชเขียวขจี + มีอากาศดี ๆ เยอะมาก ๆ   แต่บางพื้นที่ต้องตรวจเช็คสุขภาพ และจ่ายตังแพง ๆ เท่าที่เห็นภาพที่คุณ Ho เปิดให้ดู ผมฟันธงเลยครับว่าถ้าเวียดนามเปิดประเทศอีกหน่อย เวียดนามอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกในราคาย่อมเยาได้เลยครับ   =========   ความเห็นของ #ลงทุนนอกโลก #ถามอีก กับอิก   “ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อีกไม่กี่ปีเวียดนามก็คงจะแซงเรา” เป็นคำพูดล้อเล่นกันเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว แต่พอเวลาผ่านไปมาถึงทุกวันนี้ อืม … เริ่มจะไม่ขำละครับ   ก่อนหน้านี้เรามีหลายอย่างที่วิ่งไปได้ไกลกว่าเค้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบ้านเมืองเราสงบ ไม่เคยเจอเหตุการณ์สงครามเหมือนที่เวียดนามเจอ   แต่เวียดนามก็กลับใช้เหตุการณ์เลวร้ายในอดีต มาเป็นแรงฮึด วิ่งสู้ฟัด จนตอนนี้เริ่มแซงเราในหลาย ๆ ด้านทั้งการเติบโต GDP, ตัวเลขการส่งออก   ยังไม่นับว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย โครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ กฏหมายก็ยังมีส่วนที่ซับซ้อนอยู่   ถ้าเค้าปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ได้ เวียดนามน่าจะติดปีกบินไปได้อีกไกลในภาพใหญ่   ไม่ใช่แค่นี้ ผมเคยคุยกับผู้บริหารระดับสูงหลายอุตสาหกรรมในเวียดนาม ทุกคนพูดเหมือนกันว่า ทุกวันนี้ โรงงานเวียดนามและคนเวียดนามเก่งขึ้นเยอะ และถ้าเชื่อมโยงความเห็นของเพื่อนผมคนนี้จะเห็นว่า เวียดนามมีนิสัยชาตินิยม ภาคภูมิใจในชาติตัวเอง และไม่ slow life ทำมาหากินอย่างเต็มที่   ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าเราต้องมองเค้าว่าเป็นคู่แข่งครับ   เพียงแต่จะบอกว่า ถ้าเรายังวิ่งอยู่กับที่ (หรือวิ่งถอยหลัง) สิ่งที่เราเคยคิดเสมอ ติดภาพเดิม ๆ ว่า ยังไงเสีย สินค้าไทยก็ยังมีคุณภาพที่ดีในสายตาของชาวเวียดนาม มันอาจจะเป็นแค่ในอดีตครับ

Subscribe & Follow