Subscribe & Follow:

INVESTMENT

ย้อนรอยทำไมปู่บัฟเฟตต์ ถึงจัดหนักหุ้น Apple

ถือว่า surprise พอสมควรครับที่นับตั้งแต่ปี 2016 ที่ผ่านมาปู่บัฟเฟตต์สุดยอดนักลงทุนระดับโลก ทยอยซื้อหุ้น Apple เพราะแกเคยบอกว่าไม่ชอบหุ้นเทคโนโลยี (เนื่องจากเปลี่ยนแปลงเร็ว คาดการณ์ยาก)   จนกระทั่งปัจจุบันถือหุ้นมากถึง 252 ล้านหุ้นคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท (เคยสูงเกือบ 2 ล้านล้านบาท ช่วงที่หุ้น Apple พีคพุ่งถึงจุดสูงสุด)    ซื้อเยอะจนถึงขั้นเคยเป็นหุ้นที่มีมูลค่าที่สูงที่สุดในพอร์ตปู่ครับ   แต่ช่วงนี้หุ้น Apple เจอมรสุมหลายอย่างเลยครับ (เมื่อวานวันเดียวร่วงไป 10%)   เลยอยากชวนมาดูว่า ทำไมก่อนหน้านี้ปู่ถึงจัดหนักหุ้นตัวนี้มากครับ   1. มองว่าหุ้น Apple เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค   “พวกเราอยากเห็นราคาหุ้น Apple ร่วงลงมา” ปู่บัฟเฟตต์เคยให้ความเห็นไว้ในช่วงกลางปีที่แล้วครับ (จนฝรั่ง แซว ว่าความฝันของปู่เป็นจริงแล้ว เพราะร่วงจากจุดสูงสุดของรอบนี้กว่า 35-40% แล้วครับ)   “ผมอยากให้ราคาร่วงลงมาเพราะจะได้เก็บหุ้น Apple ได้มากขึ้นด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม”   ปู่อธิบายว่าเป็นเพราะ ตัวเค้ามองว่า หุ้น Apple เป็นหุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าเป็นหุ้นเทคโนโลยีเสียอีก   เหตุผลคือ iphone กลายเป็นโทรศัพท์มือถือ ที่หลายคนถวิลหา เป็นแฟนคลับอยากเป็นเจ้าของ (แต่ไม่แน่ใจว่า ราคาที่แพงขึ้นแบบหูฉี่ และคู่แข่งทำราคาได้ถูกลง จะเป็นตัวแปรให้คนปันใจไปใช้ค่ายอื่นหรือป่าว)   แต่ปู่บัฟเฟตต์ค้านว่า “ราคา iphone ยังต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ iphone สามารถทำได้”   “Apple เป็นบริษัทที่เข้าใจความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมาก” ปู่เสริมครับ   2. Apple มีหลายบริการที่ทำให้คนติดใจ ติดอยู่ในระบบไม่กล้าเปลี่ยนค่าย   Apple วางจุดยืนตัวเองว่าไม่ใช่บริษัทขายสมาร์ทโฟนอย่างเดียว แต่ยังมีบริการอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำกำไรได้ดี เช่น cloud, music ซึ่งเมื่อเราจ่ายตังทุกเดือนบางทีเราก็ไม่อยากจะเปลี่ยนค่ายแล้ว   “ผมไม่ได้มองเรื่องยอดขายไตรมาสหน้า หรือยอดขายปีหน้า” สิ่งที่ปู่มองคือ จำนวนผู้ใช้ Apple ที่เพิ่มมากขึ้น    “Apple สร้างระบบ Ecosystem ที่สุดยอดมากๆ” “เปรียบเสมือนกับอสังหาาฯที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก”    เพราะตอนนี้คนใช้ Apple เป็นระดับหลายร้อยล้านคน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งที่เค้าไว้ใช้ทำธุรกิจ เป็นเหตุผลที่ปู่ชอบหุ้นตัวนี้ครับ   3. ผู้บริหาร Apple เทพมากๆ   ตอนนี้ปู่บัฟเฟตต์ถือหุ้น Apple เกือบ 5% แต่จริงๆแล้วปู่เคยบอกว่าถ้าเป็นไปได้อยากถือ 100% เลย    “ผมขอบสิ่งที่ Apple ทำ และชื่นชอบทีมผู้บริหารมากๆ” ปู่หมายถึงว่า ปู่ชอบวิธีคิดและวิธีการทำงานของทีมผู้บริหารนำโดย คุณ Tim Cook อย่างมากครับ   ทีมผู้บริหารเก่งมาก มีความเป็นอัจฉริยะ และบริหารจัดการดี มองการณ์ไกล ไม่ได้หวังผลประโยชน์ระยะสั้นๆ   “ผมไม่ได้ซื้อหุ้น Apple 5% แต่ผมซื้อธุรกิจที่เจ๋ง และมีผู้บริหารที่สุดยอดต่างหาก”   4.เงินสดล้นบริษัท Apple   ช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา Apple ประกาศว่ามีเงินสดในมือสูงถึง 2.4 แสนล้านเหรียญ!!!! หรือ 7.2 ล้านล้านบาท นี่เกือบเท่า GDP บ้านเราเลยนะครับ   และภายหลังก็ประกาศว่าจะซื้อหุ้นคืน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญ หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท   “ตอนที่ผมเริ่มซื้อ Apple ผมรู้อยู่แล้วว่า Apple ยังไงก็ต้องซื้อหุ้นคืนแบบจัดหนักแน่ๆ” ปู่บัฟเฟตต์บอกครับ   เหตุผลคือด้วยเงินสดล้นบริษัทขนาดนั้นคงยากที่จะหาผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อหุ้นคืนได้ครับ ถ้ามีเวลาเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังต่อครับ    ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ    Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube ขอบคุณภาพจาก The Hustle

ข้อคิดฝ่าวิกฤติตลาดหุ้น ของปู่บัฟเฟตต์ ที่นักลงทุนรายย่อยไทยต้องอ่าน!

“ถ้าคุณทนการร่วงของราคาหุ้นไม่ได้เกิน 50% ถ้าการที่หุ้นร่วงในระยะสั้นๆ ทำให้คุณเครียด คุณควรไปทำอย่างอื่น ไม่ควรเป็นนักลงทุนในหุ้น”   เป็นวรรคทองของ ปู่บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานที่คนทั้งโลก ยกย่อง เป็นประโยคที่นักลงทุนไทย ต้องเคยได้ยินแน่ๆครับ   ทำไมปู่ถึงพูดแบบนั้นครับ? เชื่อไหมครับว่า ตลอด 53 ปีที่ผ่านมา หุ้น Berkshire ไม่ได้ขึ้นตลอดนะครับ เคยร่วงหนักถึง 4 ครั้งครับ   1. เดือน มี.ค.1973 – ม.ค.1975:ร่วงหนัก 59.1% (วิกฤติน้ำมัน)   2. วันที่ 2 ต.ค. 1987 – 27 ต.ค. 87:ลบเบาๆ 37.1% (วิกฤติ Black Monday)   3. วันที่ 19ต.ค. 1998 – 10 มี.ค. 2000: ร่วง 48.9% (วิกฤติต้มย้ำกุ้ง+วิกฤติการเงินรัสเซีย)   4. วันที่ 19มิ.ย.  2008 – 5 มี.ค. 2009: ลบหนัก 50.7% (วิกฤติ subprimee)   ส่วนรอบนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นวิกฤติอะไร หรือไม่? แต่ราคาหุ้น Berkshire ร่วงแล้วกว่า 13% จากจุดสูงสุดของปีนี้ แต่ปู่เองก็ไม่หวั่นครับ   ชวนมาอ่านข้อคิด ที่ทำให้คุณปู่ ไม่กลัวหุ้นตก และทุกๆครั้งที่ผ่านพ้นวิกฤติไป คุณปู่จะรวยขึ้นหลายเท่า   1. ในอนาคต ยังไงราคาหุ้นก็จะต้องเจอช่วงที่ตกหนักแบบสุดๆอีก แต่ไม่มีใคร(บนโลกนี้) ที่สามารถบอกได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่…. เปรียบเสมือนไฟจราจรสีเขียว ที่สามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงได้โดยฉับพลัน โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นไฟเหลืองก่อน   ความหมายคือ? ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าตลาดหุ้นขาลงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จากตลาดหุ้นสดใส ก็สามารถพลิกมาเป็นตลาดหุ้นขาลง ได้ทันที ทันใด โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสัญญานเตือนมาก่อนครับ   2. ถ้าช่วงตลาดขาลง ร่วงหนักๆ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะเป็นโอกาสทองแบบสุดๆ สำหรับคนที่ไม่มีภาระหนี้สิน (ไม่ต้องกังวลภาระดอกเบี้ย และยังมีเงินสดในการเข้าซื้อหุ้นดีๆ ที่ราคาร่วงแรงเกินเหตุ)   3. อย่ายืมเงินมาซื้อหุ้นโดยเด็ดขาด เพราะคุณไม่มีทางรู้แน่ๆ ว่าตลาดขาลงจะลงไปได้ลึกแค่ไหน และลงยาวนานแค่ไหน   แม้ว่าเราจะยืมตังซื้อหุ้นนิดเดียว แต่เราจะรู้สึกกลัวๆ หวั่นตลอดเวลา ทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย หรือเห็นพาดหัวข่าวแบบลบๆ ใจเราก็แป้ว ไปแล้วครับ   4. ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ต้านทาน วิกฤติได้หรอก (ยังไงก็ร่วงทั้งตลาด ถ้าเกิดวิกฤติ) แต่ให้จ้องมองหาหุ้นที่มีคุณภาพดี เจ๋งๆซึ่งต้องเป็นธุรกิจที่ปู่เข้าใจ,มีแนวโน้มเติบโตที่ดีในระยะยาว, บริหารจัดการโดยผู้บริหารที่เก่งและซื่อสัตย์,ราคาเหมาะสม ไม่แพงเกินไป   5. โดยทั่วไป ตลาดจะมีเหตุมีผล แต่หลายครั้งก็มักจะทำอะไรบ้าๆบอๆนักลงทุนต้องแยกความกลัวออกจากปัจจัยพื้นฐาน   อย่าขายหุ้น ด้วยเหตุผลคือ ตลาดหุ้นตกแรง และอย่าพยายามจับจังหวะตลาด เพราะตลาดร่วงหนัก ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ร่วงต่อ คือแทนที่จะมุ่งหาหุ้นราคาถูกที่สุด แต่ควรมองหาหุ้นที่เราอยากถือในระยะยาว   6. ยังไงก็จะไม่ซื้อหุ้นที่ไม่ดีในช่วงวิกฤติ เพราะปกติแล้วในช่วงที่เกิดวิกฤติจะเกิดภาวะ ล้มเป็นโดมิโน เพราะฉะนั้นหุ้นที่ไม่ดี ที่เราคิดว่าราคาถูกแล้วอาจจะเจ๊งไปเลยก็ได้   7. ตั้งเป้าหมาย สี่ ข้อ คือ 1.รักษาสถานะทางการเงินให้ดี, 2.เพิ่มmoat ของพอร์ตด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของหุ้นในพอร์ต, 3.พัฒนาแหล่งรายได้ใหม่ๆ หรือซื้อกิจการที่จะสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ และ 4.เพิ่มจำนวนพนักงานที่เก่งๆ และมีผลงานดี   8. ถ้าถูกบังคับให้ต้องซื้อหุ้น หรือถูกบังคับให้ลงทุน… คุณปู่จะไม่เทรด แม้ว่าจะมีโอกาสได้กำไรเพิ่มก็ตามครับ   อยากให้กำลังใจทุกท่านครับ สิ่งที่ผมแนะนำได้ คือ ให้อ่านข้อคิดของปู่บัฟเฟตต์ สัก 2 รอบ แล้วตั้งสติ ตั้งหน้าตั้งตาทำการบ้าน และที่สำคัญอย่าเปรียบเทียบพอร์ตกับเพื่อนนักลงทุนคนอื่นโดยเด็ดขาด   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ  สู้ๆนะครับ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน

สรุปความเสี่ยง 30 อย่างที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2019

ท่ามกลางความงุนงงว่าตลาดจะเอายังไงดี 3 วันดี 4 วันไข้ วันนี้มาสรุปความเสี่ยง 30 อย่างที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2019 โดย deutsche bank ไม่ได้บอกว่าจะเกิดนะครับ แต่เราแค่เฝ้าระวังและทำการบ้านรับมือไว้ครับ ============= 1. โลกการลงทุนจะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบ Algo (ระบบเทรดอัตโนมัติ) อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงจากแรงขายในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้   2. การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนและยุโรปจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงตามไปด้วย   3. การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนและยุโรปอาจจะทำให้เกิดการแข็งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างมีนัยยสำคัญ   4. ลดการประมูลพันธบัตรสหรัฐ และ/หรือ ลดความต้องการซื้อพันธบัตรเมื่อเทียบกับปริมาณขาย   5. ปริมาณออกขาย ตั๋วเงินคลัง (ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี) ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างระหว่าง LIBOR-OIS spread กว้างมากขึ้น (ส่วนต่างระหว่าง LIBOR และ Overnight Indexed Swap rate) ความเสี่ยงก็มากขึ้น   6. ออกพันธบัตรสหรัฐมากขึ้นจะดึงเงินออกจาก ตลาดพันธบัตรจำพวก investment grade (รุ่นที่มีอันดับความน่าเชื่อดีๆ) และตลาดหุ้น   7. ต้นทุนการทำ Hedging (ป้องกันความเสี่ยง) สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนยุโรปและญี่ปุ่นมีความต้องการซื้อพันธบัตรสหรัฐลดลง   8. การยุติการใช้มาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรป จะทำให้ความต้องการซื้อพันธบัตรของทั้งโลกลดลง   9. การชะลอการใช้มาตรการ QE ของธนาคารกลางญี่ปุ่น จะทำให้ความต้องการซื้อพันธบัตรของทั้งโลกลดลง   10. Inverted Yield Curve หรือ สภาวะที่ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นเช่น 2 ปี มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุยาว เช่น 10 ปี จะทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นลดลง   11. การลดภาษีนิติบุคคลในสหรัฐจะทำให้บริษัทจดทะเบียนซื้อหุ้นตัวเองคืนมากขึ้น แต่จะไม่ลงทุนมากขึ้น   12. ผลกระทบจากความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะปิดหน่วยงานราชการ หรือ government shutdown   13. ถ้าไม่สามารถสรุปข้อตกลงจาก Brexit (สหราชอาณาจักรแยกตัวจากสหภาพยุโรป) ภายในช่วงเดือน มีนาคมนี้ จะส่งผลลบต่อตลาดลงทุน   14. ถ้าไม่สามารถสรุปข้อตกลง Brexit (สหราชอาณาจักรแยกตัวจากสหภาพยุโรป) จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจอังกฤษและเศรษฐกิจยุโรปทั้งหมด   15. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน จะหนักหน่วงมากขึ้น   16. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-ยุโรป จะหนักหน่วงมากขึ้น   17. ธนาคารกลางสหรัฐจะเลิกให้ความสนใจอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรง อาจจะกระทบกับอัตราการทำกำไร   18. ธนาคารกลางสหรัฐจะเลิกให้ความสนใจอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรง อาจจะกระทบกับตัวเลขคาดการณ์ของอัตราเงินเฟ้อ   19. ความตึงเครียดม็อบเสื้อกั๊กเหลืองในฝรั่งเศส   20. การเลือกตั้งรัฐสภายุโรป   21. อัตราเงินเฟ้อในตลาดบ้านนนเยอรมนี   22. ปัญหาสภานะทางการเงินการคลังในอิตาลี   23. ตลาดบ้านนพัง (ฟองสบู่แตก) ในออสเตรเลียและแคนาดา   24. มาตการกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่มใช้ไม่ได้ผลในจีน   25. การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้   26. อัตราการเติบโตเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหยุดชะงักลงโดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวเศรษฐกิจจีน   27. ความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองในตลาดเกิดใหม่เช่น อินเดีย, อาร์เจนตินา, แอฟริกาใต้, และอินโดนีเซีย   28. ความเหลื่อมล้ำบนโลกใบนี้เพิ่มมากขึ้น   29. ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางยุโรปเริ่มทำ QE อีกครั้ง แต่สินทรัพย์เสี่ยงจะไม่บวกแรงแล้ว   30. นโยบายการเงินและการคลังหมดกระสุนแล้ว และโลกจะเผชิญกับภาวะ Minksy moment หรือ สถานการณ์ที่ระดับหนี้ถึงจุดแตกหัก และทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว ============= ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube ขอบคุณข้อมูล จาก Deutsche Bank

สรุป Opp Day JKN (บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย) สำหรับ Q3-2561

สรุป Opp Day JKN (บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย) สำหรับ Q3-2561 Facebook: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน By บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT TM =========================   ใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับหุ้นตัวนี้ มาเริ่มต้นดูประวัติของอาณาจักร JKN กันก่อน แต่ถ้าใครเป็นเจ้าเก่าก็ข้ามไปอ่านอัพเดตด้านล่างได้เลยครับ:   ที่มา: JKN presentation พฤศจิกายน 2561   จัดตั้งขึ้นในปี 2013 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท  ตอนนั้นทำธุรกิจเอาคอนเทนต์จากทั่วโลกมาจำหน่ายในประเทศไทย   2014: ลงทุนใน JKN Channel และบริหารช่อง JKN Dramax (นำเสนอซีรีย์ ของบริษัท JKN เกือบทั้งหมด), JKN News, JKN Knowledge ออกอากาศทางเคเบิลทีวี    2015: ลงทุนใน JKN IMC (เดิมคือ JKN Broadcast) ซึ่งเป็นปีที่ทีวีดิจิตอลได้เกิดขึ้นในไทย (เป็นโอกาสของ JKN เพราะจำนวนช่องทีวีเพิ่มมากขึ้น)   2016: JKN Global ได้ซื้อลิขสิทธิ์ของช่อง CNBC เพื่อจัดทำช่อง CNBC ข่าวด้านธุรกิจ   2017: JKN ได้จดทะเบียนในตลาด mai วันที่ 30 พ.ย. 2560 โดยมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านบาท   2018: เริ่มเป็นบริษัทระดับโลก โดย JKN ได้รับเป็นผู้จัดจำหน่ายซีรีย์และละครของช่อง 3 เพียงเจ้าเดียว และส่งออกไปขายทั่วโลก ยกเว้น จีน มาเก๊า เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ในขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าซีรีย์อินเดีย เข้ามาขายในไทย   ปัจจุบัน มี Market Cap: 5.9 พันล้านบาท (ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2561) =========================   มาดูภาพรวมบริษัทในเครือ JKN ครับ   ที่มา: JKN presentation พฤศจิกายน 2561   1) JKN Channel: สถานีโทรทัศน์ในระบบเคเบิล ดาวเทียม ชื่อ JKN Dramax 2) JKN IMC: ตัวแทนจัดจำหน่ายเวลาโฆษณาให้กับช่องสถานี (ยังไม่เริ่มกิจการ) 3) JKN News: ทำเกี่ยวกับช่องข่าว คือ CNBC Thailand (ยังไม่เริ่มกิจการ) 4) JKN Knowledge: จัดสัมมนา อบรมด้านการเงินการลงทุน (ยังไม่เริ่มกิจการ) =========================   ว่าแต่ว่า… JKN เค้าทำธุรกิจอะไรนะ?    เล่าสั้นๆว่า JKN เค้าเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ content ระดับสากล แบบผูกขาด โดยออกอากาศผ่าน 7 ช่องทางด้วยกันครับ   1) Digital TV (เป็นช่องทางที่มีราคาขายสูงที่สุด และทำกำไรได้สูงสุด ขึ้นอยู่กับความฮิตของคอนเทนต์ด้วยครับ) 2) เคเบิลและทีวีดาวเทียม 3) Home Entertainment: DVD, box set 4) Video on demand: เผยแพร่เนื้อหาผ่านทางอินเตอร์เนต 5) การขายสินค้า: เสื้อผ้า 6) สื่อสิ่งพิมพ์: นิตยสาร หรือหนังสือ 7) Ancillary สื่อบริการผ่านยานพาหนะอื่นๆ: ฉายบนเครื่องบิน รถทัวร์หรือยานพาหนะต่างๆ   ที่มา: JKN presentation พฤศจิกายน 2561   “เรามีหน้าที่ในการนำเข้า Content ต่างประเทศ” คุณธีรภัทร์ เพ็ชรโปรี ผู้อำนวยการ สายงานการเงินและบัญชี JKN บอกครับ   แต่ไม่ได้นำเข้ามาอย่างเดียวนะครับ JKN เค้าจะทำการพากย์ การแปล ให้คนไทยได้เสพซีรีย์อย่างเต็มอิ่มครับ (JKN เรียกกระบวนนี้ว่า localization) แต่ไม่ใช่แค่การพากย์เสียง และการแปลเฉย ๆ ครับ ต้องมีการเกลาบทอีกทีนึง โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ตรงกับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษามากที่สุดครับ   ผู้บริหารเสริมว่า “หลังจากที่ผ่านกระบวนการ localization แล้ว ก็จะส่งให้กับลูกค้าผ่าน ทั้ง 7 แพลตฟอร์มนั้นครับ” “โดยแพลตฟอร์มหลักตอนนี้คือ Digital TV”   =========================   คอนเทนต์หลักๆที่ JKN บุกตลาดเต็มที่ มี 8 กลุ่ม (หลายคนน่าจะเป็นแฟนคลับอยู่นะครับ)   ลูกค้ารายใหญ่ๆ […]

คุณพ่ออย่างปู่บัฟเฟตต์ สอนลูกยังไง?

วันนี้เป็นวันพ่อ… ผมเลยชวนทุกท่านมาดูแนวคิดของปู่บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีอันดับที่ 3 ของโลก ว่าสอนลูกตัวเองยังไงกันครับ ปัจจุบันปู่บัฟเฟตต์ มีสินทรัพย์ 8.6 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 2.7 ล้านล้านบาท และเป็นต้นแบบนักลงทุนหุ้นคุณค่าที่คนทั้งโลกชื่นชม ยาวหน่อย แต่อยากให้จบครับ….. ============ เริ่มจาก…. ปู่บัฟเฟตต์เป็นพ่อแบบไหน? 1.คุณ Peter Buffett ลูกชายคนเล็ก ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ที่เป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงมือรางวัลระดับประเทศ บอกว่า “เชื่อไหมว่า ตอนผมเด็กๆ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อทำงานอะไรกันแน่” “ตอนพี่สาว (Susan Buffett) เขียนเอกสารตอนเด็กๆในโรงเรียนว่า คุณพ่อทำงานอะไร” “พี่สาว มักจะเขียนว่า Security analysis พวกเราก็เข้าใจว่าคุณพ่อ คือ พี่ยาม” คุณปู่บัฟเฟตต์ คงบอกลูกว่า ทำงาน securities แต่ภาษาอังกฤษ คำว่า securities แปลว่า พี่ยาม ก็ได้ หรือ หลักทรัพย์ ก็ได้ แล้วตอนเด็กๆปู่ก็คงไม่ได้อธิบายว่า ตลาดหุ้นคืออะไรกันแน่ แหม… ลูกก็งงสิครับ 5555 2. “คุณพ่อเป็นคนที่รู้เยอะมากๆ” คุณ Peter เสริมครับ คุณพ่อ (ปู่บัฟเฟตต์) มีความรู้รอบตัวเยอะมากๆ รู้ทุกสิ่ง ลูกชาย เล่าต่อว่า ”คุณพ่อเป็นคนที่ มีวินัยสุดๆ ซึ่งก็เหมือนกับเวลาที่เค้าลงทุนนั่นแหละครับ” “คุณพ่อจะกลับบ้านตรงเวลามากๆ 5 โมงเย็นจะกลับบ้านแล้ว ไม่งั้นก็ 5 โมงครึ่ง” และส่วนมากมักจะชอบมานั่งที่โต๊ะอาหารเย็น ไม่ใช่แค่นี้ครับ คุณปู่บัฟเฟตต์ยังอ่านหนังสือวันนึงหลายชั่วโมง และชอบคุยกับคนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ “ตั้งแต่โตมา ไม่ค่อยเห็นคุณพ่ออารมณ์เหวี่ยงใส่ใคร ไม่ค่อยโมโห” ลูกชายพูดพร้อมบอกว่า นี่คือสิ่งที่วิเศษมากๆ ============ ตกลงแล้ว….คุณปู่สอนลูกยังไงกันน๊า? 1.สอนลูกเรื่องการใช้จ่ายเงิน ตั้งแต่ยังเด็ก “ผมคิดว่า คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกเรื่อง คุณค่าของเงินตั้งแต่ลูกยังเด็ก” ปู่บัฟเฟตต์บอกครับ คนส่วนใหญ่มักจะมาสอนลูกใช้เงินตอนโต หรือบางคนก็ไม่ได้สอนด้วยซ้ำไป ทั้งๆที่ทักษะการใช้จ่ายเงินเป็นทักษะพื้นฐานของทุกคน อย่างที่เราทราบกันแหละครับว่า ปู่รวยสุดๆ แต่ก็ยังใช้รถคันเดิม บ้านหลังเดิม “เชื่อไหมว่าตอนเราเด็กๆ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณพ่อ เป็นคนที่รวยมากๆ” คุณ Peter บอกว่า “เพราะตอนเด็กๆ คุณพ่อขับรถ Volkswagen และบางครั้งก็แก๊สหมด” สิ่งที่คุณ Peter อยากจะบอกคือ ปู่ใช้ชีวิตเหมือนคนชั้นกลางธรรมดา ส่งลูกเข้าโรงเรียนรัฐบาล ไม่ได้ไฮโซอะไร “แต่นั่นคือสิ่งที่ดีมากๆ เพราะทำให้พวกลูกๆ รู้คุณค่าของเงินครับ” ============ 2.ให้โอกาสลูก แต่ไม่ใช่ให้ทั้งหมด “คุณพ่อ ช่วยเรื่องเงินทุนและเป็นที่ปรึกษาในช่วงเริ่มต้น แต่ไม่ได้ให้เงินมากขนาดนั้น” คุณ peter เล่าให้ฟัง จำนวนเงินที่คุณพ่อให้ลูก จะมากแค่ไหนคงตอบยาก “แต่ควรจะมากพอให้สามารถเริ่มทำอะไรได้ แต่ไม่ควรให้ตังมากเกินไป จนลูกไม่ทำอะไรเลย” ============ 3.สอนให้ทำในสิ่งที่ลูกรัก ปู่บัฟเฟตต์ ไม่เคยบังคับให้ลูกทำอะไร หรือห้ามไม่ให้ทำอะไร “คุณพ่อ มักจะพูดเสมอว่า ให้ลูกๆทำในสิ่งที่ตัวเองรัก” “อย่าเพิ่งปักหลักกับอะไร นอกจากให้ปักหลักและยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเรารัก” “สิ่งที่ยากที่สุด คือการตามหาสิ่งที่เรารัก” ปู่บัฟเฟตต์จะสนับสนุนทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกๆค้นพบสิ่งที่ตัวเองรัก และส่งเสริมอย่างเต็มที่ ============ 4.เน้นลงทุนในสิ่งที่มีศักยภาพ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือการใช้ชีวิต คุณปู่จะสอนลูกเสมอๆว่า ให้เข้าใจคุณค่าของสิ่งนั้นให้ได้ และเข้าใจศักยภาพของสิ่งนั้น “สิ่งที่ลูกๆจะซื้อหรือลงทุนอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ดีที่สุด และไม่จำเป็นต้องเป็นม้าที่วิ่งเร็วที่สุด” คุณปู่เปรียบเทียบครับ คุณ Peter บอกว่า นี่เป็นคำสอนที่ล้ำค่ามากที่สุด เพราะทำให้มุมมองการใช้ชีวิตทั้งชีวิตของเค้าเปลี่ยนไป มองหาคุณค่าเนื้อใน แทนที่จะมองที่ราคา หรือภาพลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ============ 5.ขอให้คบเพื่อน ที่มีความซื่อสัตย์ คุณปู่เน้นย้ำเสมอว่า ความซื่อสัตย์ คือสิ่งที่สำคัญแบบสุดๆ เป็นสิ่งที่จะตัดสินว่าคนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่ครับ “ก่อนที่จะจ้างใครควร ดูสามอย่าง คือความฉลาด, พลังงาน ความ Active, และความซื่อสัตย์” แต่ถ้าคนๆนั้นไม่มีความซื่อสัตย์ คุณไม่ต้องสนใจ 2 อย่างแรกแล้ว เสียเวลาครับ ความซื่อสัตย์จึงเป็นสิ่งที่ปู่บัฟเฟตต์สอนลูกเสมอมาครับ ============ สุขสันต์วันพ่อครับ ถ้าข้อคิดไหนที่เอาไปใช้ได้ พิมพ์มาบอกในคอมเม๊นท์กันหน่อยนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ  ============ ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ  Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE […]

6 ความเชื่อที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับ LTF RMF

“จริงๆแล้วผมอยากให้พวกเราทุกคน คิดว่า LTF-RMF เป็นการลงทุนระยะยาว ส่วนภาษีเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่ม” เป็นคำแนะนำที่กลั่นจากประสบการณ์ของ พี่วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ที่พอฟังดูผิวเผินแล้วอาจจะรู้สึกขัดกับความเชื่อเดิมๆของใครหลายๆคนครับ =========== เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือนก็จะผ่านพ้นปี 2561 ไปแล้วครับ เวลาช่างผ่านไปไวมาก โค้งสุดท้ายแบบนี้มีท่านไหนที่ยังไม่ได้ซื้อ LTF-RMF เพื่อลงทุนระยะยาวและลดหย่อนภาษี ยกมือขึ้น! ไม่ผิดครับ ที่หลายคนยังไม่ซื้อ LTF-RMF ไม่ผิดครับ ที่หลายคนเลือกที่จะซื้อครั้งเดียวช่วงปลายปีเลย แต่อาจจะพลาดโอกาส เพราะหลายคนพอมาซื้อช่วงปลายปีทีเดียวเลย ก็อาจจะไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุน ทำให้มีบางส่วนที่เข้าใจผิดและอาจจะทำให้พลาดไปอย่างน่าเสียดายครับ วันนี้เลยเอา 6 ความเชื่อที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับ LTF RMF ที่ได้จากการพูดคุยกับ พี่วิน พรหมแพทย์ มาฝากกัน ซื้อช้าได้ แต่อย่าซื้อเพราะความเชื่อที่ผิดๆนะครับ =========== มาเริ่มกันเลย 1. ความเชื่อที่บอกว่าLTF ดีกว่าRMF เพราะตามกฏเกณฑ์ต้องถือกองทุน RMF ในระยะเวลาที่นานกว่ามาก ตามหลักต้องลงทุน RMF ไม่ต่ำกว่า 5 ปี และพวกเราจะไม่สามารถขายได้ จนกว่าจะอายุ 55 ปี นี่แหละครับคือสิ่งที่หลายคนกลัวไม่อยากซื้อ (เพราะส่วนใหญ่พวกเราน่าจะยังวัยรุ่นอยู่ใช่ไหมครับบบบบ ) “จริงๆแล้ว การลงทุนระยะยาว มันดีกว่าระยะสั้นอยู่แล้ว”พี่วินอธิบายเสริมว่า ตามสถิติยิ่งเราลงทุนนานเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์อะไร ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้นครับ (ดังนั้น กฏเกณฑ์ที่บังคับให้เราถือยาว จึงเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ไม่งั้นกำไรนิดหน่อย เราก็ขายไปแล้ว จริงไหมครับ) RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund ชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้วครับว่าอยากให้ลงทุนเพื่อให้มีเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณ “RMF ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราถือได้ระยะยาว และตักตวงผลประโยชน์จากการลงทุนระยะยาวได้มากกว่า LTF” เป็นข้อสรุปสั้นๆข้อดีของกองทุนประเภทนี้   อีกจุดหนึ่งที่ RMF มีความได้เปรียบมากกว่า คือ มีทางเลือกในการลงทุนได้หลายอย่างครับ เลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศ, ตราสารหนี้, อสังหาฯต่างประเทศ หรือ ทองคำ ไม่ได้จำกัดให้ลงทุนแต่ในหุ้นและตราสารหนี้เหมือน LTF ข้อนี้ถือว่าเป็นข้อดีครับ เพราะเราจะสามารถจัดพอร์ตในระยะยาวได้ และระหว่างทาง ถ้าใครอยากจะปรับพอร์ตเปลี่ยนกองก็ได้ด้วย เป็นจุดที่หลายท่านยังไม่ทราบครับ แต่อ่านมาแบบนี้อาจจะคิดว่า LTF ไม่ควรลงทุนหรือป่าว จริงๆก็ไม่ใช่นะครับ ข้อดี LTF คือ ระยะเวลาการลงทุนไม่นาน เพราะเมื่อครบ 7 ปีปฏิทินก็สามารถขายได้แล้วครับ ทุกอย่างมันมีข้อดี ข้อเสีย ของมันครับขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ความต้องการใช้เงินของแต่ละคนด้วย แต่ถ้าจะให้แนะนำ ถ้าเป็นไปได้ ก็ถือไปยาวแหละครับ ให้เงินมันทำงานแทนเรากันครับ เราจะได้มีชีวิตที่สบายยามเกษียณ (ถ้าจะซื้อก็ต้องรีบซื้อนะครับ ได้ยินข่าวว่า อาจจะยกเลิกในอีก 2 ปี) =========== 2. ความเชื่อว่ารอจังหวะหุ้นตก แล้วค่อยซื้อ ผมว่าเป็นธรรมชาติของคนครับ ที่เราอยากซื้อของราคาถูก แต่แหม… พอเอาเข้าจริงๆตลาดตกหนักจริง เราก็จะรู้สึกกลัว และรู้สึกว่า เอาน่า……รออีกนิดนึง ตลาดน่าจะร่วงมากกว่านี้ แต่รอไป รอมา ตลาดก็เด้งขึ้น ไม่กล้าซื้ออีก สุดท้าย รู้ตัวอีกทีก็ปลายปีแล้ว ยอด LTF RMF ยังเป็น 0 (ใครเป็นบ้าง สารภาพมาซะดีๆ) “ถ้าเป็นผม ผมจะใช้วิธี hybrid ครับ” “ผมจะคำนวณก่อนว่าปีนี้จะต้องซื้อ LTF RMF เต็มโควตาได้เท่าไหร่” พี่วิน ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราต้องซื้อ 120,000 บาทต่อปี “ผมจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งประมาณ 60-70% มาซื้อกองทุนทุกๆเดือน เดือนละ 5 พันบาท” ส่วนที่เหลือก็จะซื้อตอนที่หุ้นตกหนักๆ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเทคนิคที่ดีครับ เพราะจะช่วยเฉลี่ยต้นทุนของกองทุนที่เราซื้อได้ครับ แล้วก็ยังช่วยจิตวิทยาภายใน ไม่ต้องกังวลกับภาวะตลาดทั้งหมดครับ =========== 3. ความเชื่อว่ากองทุนของหลายๆ บลจ. ลงทุนในหุ้นด้วยหลักการเหมือนๆกัน “ปกติแล้ว LTF เราดูผลตอบแทนผู้จัดการกองทุนได้ประมาณหนึ่ง” ส่วนใหญ่เวลาจัดอันดับกองทุน ก็คงต้องมองกันยาวๆ 3-5 ปี เพื่อรอดูว่าวิธีคิดของผู้จัดการกองทุนนั้นๆ มาถูกทางหรือไม่ครับ “คงต้องดูว่าคนบริหารกองทุนเป็นใคร เป็นทีมเดิมไหม” “ถ้าไม่ใช่…ก็ต้องดูว่า บลจ.นั้นๆเค้ารักษาหลักคิด หลักลงทุนไว้เหมือนเดิมไหม” แล้วจะเลือกยังไงละ? ผมรีบถามพี่วิน ต่อเลยครับ แล้วถ้าเป็นสไตล์ของ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ละลงทุนแบบไหน “ของเราเน้น company visit พูดคุยกับผู้บริหารเพื่อให้เข้าใจกิจการ” “เลือกหุ้นดีๆ ไม่อิงกับดัชนี” พี่วินอธิบายคร่าวๆ ถึงหลักการ 3 ข้อในการเลือกหุ้นที่ดีตามสไตล์กองทุนของเค้า “ข้อแรก ต้องเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโต กำไรดี” “ข้อสอง ราคาต้องเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องราคาถูก แต่ต้องไม่ได้แพงเว่อร์เกินไป” และจุดที่สามที่สำคัญคือ พี่วินจะดูความคาดหวังของคนด้วยครับ “หุ้นหลายตัวที่เราเลือกเข้าพอร์ตที่ทำผลงานได้ดี คือหุ้นที่หลายคนมองข้าม” “กลุ่มค้าปลีก” คือตัวอย่างกลุ่มที่หลายคนมองข้ามครับ เพราะเจอสารพัดปัญหาก่อนหน้านี้ ทั้งหนี้ครัวเรือน และราคาพลังงานสูง แต่ทีมงานพี่วิน มองเห็นศักยภาพและเห็นตัวเลขว่าคนไทยใช้จ่ายมากขึ้น รายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น เมื่อทำการบ้านก็เจอหุ้นที่ดีมีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม (อย่าเพิ่งหยิบมือถือขึ้นมาซื้อตามนะค้าบ พี่วิน ยกตัวอย่างวิธีคิด เป็นกรณีศึกษาในอดีตเฉยๆครับ) ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ก็ถูกนำมาใช้เพื่อสินทรัพย์ที่ดี ใน LTF และ RMF และก็คงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ได้รับการจัดอันดับกองทุนรวมหุ้นระยะยาวยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 จาก Morningstar (กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ไลฟ์ หุ้นระยะยาว CIMB-Principal LIFE Long Term Equity Fund) ในขณะที่กองทุนตราสารทางเลือก อย่าง กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม เพื่อการเลี้ยงชีพ (CIMB-PRINCIPAL iPROPRMF) ได้รับการจัด Morningstar 5 ดาว และได้รับรางวัลกองทุนระยะยาวจากการจัดอันดับโดย Morningstar Thailand Fund Awards 2018 4. ความเชื่อว่า น่าจะใกล้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ซื้อ LTF-RMF ตอนนี้เดี๋ยวติดดอยนะ “เป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวได้ตลอดเวลา เรากลัวมานานมาก แต่มันก็ไม่เกิดสักที”พี่วินตอบคำถามนี้อย่างมั่นใจครับ “สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ราคาหุ้นที่ระดับดัชนี 1600-1700 จุดเนี่ยถือว่าราคาไม่ถูกนะ แต่ยังไม่ถึงกับเป็นฟองสบู่แตก วิกฤติคงไม่เกิดง่ายๆครับ” พี่วินแนะนำให้ ดูตัวเลขพื้นฐานเศรษฐกิจของไทย โห… ทั้งตัวเลข GDP, ตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศ และตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทุกอย่างดีหมด “แม้จะไม่โตเร็วเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็พอไปได้”  แม้ว่าทุกอย่างจะยังคงแข็งแรง แต่! ระยะสั้นก็ต้องเจอความผันผวนบ้าง เจอปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบบ้าง ราคาหุ้น ราคากองทุนก็ต้องทำให้เราหวั่นไหวบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรายึดหลักพี่วินตั้งแต่ต้นว่า เน้นลงทุนระยะยาว เราก็ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนระยะสั้นเหล่านี้ จริงไหมครับ? =========== 5. ความเชื่อว่า ถ้ากองทุนให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี ต้องนอนกอดกองนี้ไว้ตลอด จนกว่าจะครบกำหนด ความเชื่อนี้ไม่จริงๆครับ เพราะตามหลักเราสามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้  เช่น การสับเปลี่ยน LTF กองเดิมไปยัง LTF อีกกองหนึ่ง  หรือการสับเปลี่ยนกองทุน RMF ไปยังกองทุน RMF ด้วยกัน แต่! เราไม่สามารถสับเปลี่ยนจากกองทุน LTF ไปยังกองทุน RMF หรือกองทุนรวมทั่วไปได้นะครับ “หลายคนมีพฤติกรรม chase the winner” พี่วินบอกครับ คือ กองทุนไหนช่วงไหนที่ทำผลงานดี พวกเราต้องรีบกระโดดเข้าไปซื้อทันที แล้วพอผลงานเริ่มไม่ดี เราก็ไปซื้อกองใหม่ที่ให้ผลตอบแทน ณ เวลานั้นดีที่สุด (ทั้งๆที่กองที่ไม่ดี ผลงานเริ่มดีขึ้นแล้ว) “บางครั้งหุ้นใหญ่มา บางช่วงหุ้นกลางดีกว่า บางครั้ง sector นี้มา แต่บางครั้งอีกกลุ่มก็ดีกว่า” ตรงนี้เป็นกับดักครับ เพราะอย่าลืมสัจธรรมที่ว่า ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน วันนี้กองทุนนี้อาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าก็จริง แต่ถ้าสภาพตลาดเปลี่ยนไปกองทุนนี้ก็อาจจะไม่ดีก็ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าเรามัวแต่ไล่ซื้อกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดี แล้วเปลี่ยนตลอดทุก 3-6 เดือน เราก็มีโอกาสติดดอยกองทุนได้ และยังเสียค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนกองอีก (เสียสองเด้ง) “ระยะสั้นบางกองทุนอาจจะให้ผลตอบแทน แพ้เพื่อนบ้างก็อย่าไปตกใจขาย เปลี่ยน ถ้าเชื่อว่าเค้าดี ก็ถือไปก่อน” “เพราะบางครั้งไม่ใช่ว่าเค้าไม่เก่ง แต่แค่ตลาด อาจจะเป็นจังหวะที่ตรงข้ามกับสไตล์เค้า ตรงข้ามในระยะสั้น แต่ระยะยาวน่าจะดี” =========== 6. ความเชื่อที่ว่า LTF ที่จ่ายเงินปันผล ดีกว่า ไม่จ่ายเงินปันผล “อย่างผมก็มีทั้งสองแบบนะครับ” พี่วินบอกครับ สรุปสั้นๆครับ กองที่มีปันผล ข้อดีคือเราได้เงินเข้ากระเป๋าบ้าง แต่ข้อเสียคือ ต้องเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผล “เหตุผลที่ผมชอบกองที่มีเงินปันผล คือเนื่องจากเราไม่ได้ตั้งใจจะขายกองทุนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่หุ้นขึ้น เราก็ได้เงินเข้ากระเป๋าบ้างก็ดีเหมือนกัน” ส่วนข้อดีของกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล ก็ชัดเจนครับ เงินปันผลที่เราควรจะได้ ทางผู้จัดการกองทุนเค้าจะเก็บไว้ในกองทุน แล้วไปลงทุนให้เรา เป็นเงินต่อเงินครับ แต่จริงๆก็แล้วแต่สไตล์ ไม่ได้ฟันธงว่าอันไหนดีกว่า แล้วแต่คนชอบมากกว่าแหละครับ ทุกอย่างก็มีข้อดี ข้อเสียในตัวของมัน =========== สรุปความเห็นของถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน ผมชอบไอเดียของพี่วินที่ให้เราปรับวิธีคิดว่า “LTF-RMF เป็นการลงทุนระยะยาว ส่วนภาษีเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่ม”  สังเกตไหมครับว่าทำไม หลายคนมีเงินเดือนเยอะขึ้นก็จริง แต่กลับเก็บเงินไม่ได้ แล้วพอเราแก่จะอยู่ยังไงจริงไหมครับ? ดังนั้นเราควรกันเงินมาซื้อ LTF-RMF โดยมองว่านี่คือการลงทุนระยะยาว ดีที่สุดคือไม่ควรขาย แม้ว่าจะครบกำหนดแล้ว ถือ ไปจนถึงเกษียณเลยครับ เราจะได้เกษียณสุขใจ (ถ้ามองว่า ภาษีเป็นเพียงผลพลอยได้ วิธีการลงทุนของเราจะเปลี่ยนไปครับ) วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินเก็บไว้ใช้ตอนแก่ ตอนที่ไม่มีรายได้จากงานประจำแล้ว และยังเป็นการหลีกเลี่ยงผลกระทบ จากความผันผวนระยะสั้นครับ (ไม่มีใครทราบว่า วิกฤติจะเกิดเมื่อไหร่ สิ่งที่เราทำได้คือ ลงมือศึกษาและเริ่มลงทุนครับ) แต่ผมย้ำเสมอว่า ความไม่รู้คือความเสี่ยง นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่รวบรวมมาไขข้อข้องใจกับความเชื่อ ที่อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้ายังมีข้อสงสัย ก็สามารถปรึกษาทีมผู้จัดการกองทุน ได้เลยครับ เบอร์ :  0 2686 9595 ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขในโค้งสุดท้าย ปี 2561 ครับ 🙂      

ตอนที่ 1: เสวนาที่มีคุณค่าอย่างมาก

ตอนที่ 1: เสวนาที่มีคุณค่าอย่างมาก เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้คุยกับ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สุดยอดปรมจารย์นักลงทุน VI ของไทยในงานเสวนาของกรุงศรี ที่ The Advisory ที่สยามพารากอนครับ 1)“ตั้งแต่ลงทุนมา 20 กว่าปี… ปีนี้อาจจะเป็นที่ 3 ที่ผมขาดทุน” “แต่จริงๆแล้วก็เป็นปีปกติ เพียงแต่เราคาดหวังมากไป” ดร.นิเวศน์ พูดไปยิ้มไป บอกผมว่า “ต่อไปนี้นักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนเยอะไม่ได้แล้ว หวัง 8% ต่อปีรวมเงินปันผล ก็ถือว่าเยอะมากแล้ว” เหตุผลคือ โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน, คนแก่เยอะขึ้น, คนเกิดน้อยลง เราก็มองหาบริษัทที่น่าลงทุนยากขึ้น สังเกตจาก คนรอบข้าง หรือไปดูร้านหนังสือก็จะเห็นหนังสือ ดูแลสุขภาพมากขึ้น (หนังสือหุ้นช่วงนี้หายไปหมด ตามภาวะตลาด) ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่เห็นหนังสือเลี้ยงเด็กยังไง, เสริมสร้างศักยภาพลูกยังไงให้เก่งขึ้น ต้องทำยังไง และอีกหนึ่งเหตุผลคือตอนนี้เป็นภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งตามสถิติ 100 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมักจะไม่ค่อยดี ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ก็ไม่ได้มองว่าแย่ จนต้องถือเงินสด 100% เต็มนะครับ แค่ต้องระวังมากขึ้น ============== 2.“การลงทุนในไทย ใช้กลยุทธ์แบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว” ดร. นิเวศน์ ปรมจารย์ VI ของไทยบอกว่าเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อสุดๆ เพราะหลายธุรกิจกำลัง disrupt เจ้าตลาดเดิม “Google Amazon Alibaba เค้าก็ขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ อีกไม่นานก็คงมาไทย” “พอฐานข้อมูลเค้าเยอะขึ้น เงินเยอะขึ้น ก็ขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ” “ผมเป็นคน low tech แต่เข้าใจศักยภาพของบริษัทเหล่านี้ดี” ดร. บอกชัดเจนมาก แต่ถ้าจะให้ไปลงทุนในหุ้นเหล่านั้นตรงๆเลย ก็คงไม่กล้า เพราะยังติดตามข้อมูลยากมาก ห่างไกลจากไทย และต่อให้เรากล้าลงทุนในหุ้นเหล่านั้น สุดท้ายคนที่เป็นผู้นำเทคโนโลยีในตอนนี้ ก็เสี่ยงที่จะโดน คนใหม่มา disrupt ได้ตลอดเวลา ในเวลาไม่กี่ปี (nokia, blackberry เป็นตัวอย่างชัดเจน) อันนี้คือสิ่งที่มองยากมาก ว่ามครจะมา ใครจะไป จนกว่ามันจะเกิด ============== 3.ไม่ควรวางใจกับธุรกิจที่เคยรุ่งเรือง อย่างค้าปลีก ที่เคยเป็นเสือนอนกิน เหตุผลคือตลาด e-commerce ดุมากจริงๆ… เค้าลด แลก แจก แถมทุกอย่าง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมเรา ทำทุกอย่างให้เราติดใจ ซื้อง่ายขึ้น ของถูกลง สะดวกขึ้น พอเราเริ่มไว้ใจ เราก็ซื้อออนไลน์มากขึ้น ผมแย้งว่า คนเอเชียส่วนใหญ่ยังเดินห้างเยอะ เพราะเป็นไลฟ์สไตล์ ดร. ตอบทันทีว่า ตอนนี้ยังเป็นแบบนั้น แต่สังเกตดีๆ คนเดินห้างเยอะ แต่เวลาจะซื้อของ หลายคนเริ่มซื้อออนไลน์มากขึ้นแล้ว “สังเกตห้างต่างจังหวัดอันนี้ชัดกว่ากรุงเทพฯ คนซื้อของในห้างน้อยลงจริงๆ” “หลายห้างแทบจะเป็นห้างร้าง” อีกแปบ เดี๋ยวก็จะเหมือนเมืองนอก ที่ห้างทยอยปิดตัวไป ============== 4.แล้วธุรกิจแบบไหนถึงจะรอด? ดร. นิเวศน์ บอกเทคนิคทันทีเลยครับ ว่า ให้ไปดูเมกาได้เลย เมกาจะเป็นประเทศนำเทรนด์ อะไรที่เกิดขึ้นที่นู่น อีกไม่นานก็จะเกิดขึ้นในบ้านเรา ค้าปลีกพวกร้านสะดวกซื้อ ก็ยังพออยู่ได้ ณ ตอนนี้ (ไม่ได้หมายถึงหุ้นไหน) เพราะเวลาคนซื้อของร้านสะดวกซื้อก็อยากซื้อกินเลย , อยากซื้อของแลวใช้เลย ไม่ได้อยากสั่งออนไลน์แล้ว นั่งรออีกหลายวันถึงได้กิน “แต่ก็ไม่แน่ เพราะ Amazon ก็พัฒนาเร็วมาก มี Amazon Go ที่คนแค่เข้าไปหยิบสินค้า แลวเดินออกมาเลย” หรือสั่งของแล้วก็จะได้ของเร็วขึ้นในเวลาไม่ กี่ชม. “ถ้าเริ่มขยายบริการแบบนี้มาไทยบ้าง ก็คงต้องดูว่า เจ้าของธุรกิจจะปรับตัวยังไง” (เชื่อว่า ผู้บริหารคงไม่ปล่อย ไปเฉยๆ คงได้เห็นการปรับโฉมครั้งใหญ่) ธุรกิจอีกประเภทที่น่าจะอยู่รอดคือ สิ่งของที่คนยังอยากเห็นของจริง เช่น ขายเพชร พลอย, ร้านอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่เจ้าของยังอยากไปวัด ไปดูของจริงว่าเข้ากับบ้านได้ไหม ทำออกมาแล้วสวยไหม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่แน่ครับ ถ้าเทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก บริษัทเหล่านี้ก็ต้องปรับตัวให้ไวเหมือนกัน ประมาทไม่ได้เลย ============== 5.แล้วจะลงทุนให้รอด ต้องทำไง? อย่างแรก ดร. บอกว่า ต้องทำใจครับ ทำใจยอมรับว่า นี่เป็นการลงทุนยุคใหม่ ที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ธุรกิจที่เราคิดว่าดีในวันนี้… วันพรุ่งนี้อาจจะไม่รอดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องศึกษาข้อมูลตลอด ชิวๆ […]

สรุป Opp Day โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (WPH) สำหรับ Q2 2561

สรุป Opp Day โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง (WPH) สำหรับ Q2 2561 Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm =========== WPH ทำธุรกิจอะไรครับ? ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดตรัง โดยมีลูกค้าหลัก 2 ประเภท คือ ผู้ป่วยเงินสด และผู้ป่วยบริษัทคู่สัญญาและบริษัทประกัน ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2534 แต่เริ่มทำธุรกิจในรูปแบบคลินิกตั้งแต่ปี 2500 ปัจจุบันมี 120 เตียง มีจำนวนห้องตรวจ 34 ห้อง โดยมี 2 บริษัทย่อย: โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ อ่าวนาง ที่จังหวัดกระบี่ , รพ.วัฒนแพทย์ สมุย ตอนนี้วางแผนก่อสร้างที่ เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี=========== มาดูประวัติ WPH ครับ เริ่มจากคลินิกเล็กๆ ที่จังหวัดตรัง นับตั้งแต่ปี 2500 2505: ให้บริการในรูปแบบสถานพยาบาลขนาด 10 เตียง ในชื่อ “โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ตรัง” 2518: ขยายเป็น 25 เตียง 2559: จัดตั้ง บริษัท รพ.วัฒนแพทย์ อ่าวนาง 2562: มีโครงการเปิด รพ.วัฒนแพทย์ สมุย ในช่วงไตรมาสที่ 4 2563: โครงการขยาย รพ.วัฒนแพทย์ ตรัง =========== รายได้มาจากไหนเอ่ย? ผู้ป่วยใน: 66% ผู้ป่วยนอก: 34% หากพิจารณาข้อมูลใช้บริการแล้วจะพบว่า รายได้จากผู้ป่วยในสูงกว่าเยอะครับ โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยในอยู่ที่คนละ: 35942 บาท (เพิ่มขึ้น 8.5%) ผู้ปวยนอก: 2007 บาท ต่อคน (เพิ่มขึ้น 10.7%)   =========== รายได้จากการให้บริการ ชาวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 20.5% =========== แต่ถ้าหากแยกเป็นสัดส่วนกลุ่มลูกค้า จะเห็นว่ามีหลายแบบครับ กลุ่มลูกค้าเงินสดคิดเป็น 44%, กลุ่มลูกค้าสินเชื่อ 56% (บริษัทคู่สัญญา, ประกันชีวิต (75-80%), พรบ., กยท.) =========== ผลการดำเนินงานของ WPH เติบโตหนักมาก มีสินทรัพย์ 951 ล้านบาท หนี้สิน 85 ล้านบาท D/E: 0.1 เท่า รายได้ครึ่งปีแรกเติบโต 13.3% แต่กำไรโตหนักมาก 78.7% ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น แต่ยังคุมได้ดีทำให้ Gross Profit เพิ่มเล็กน้อย เหลือ 32.3% “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลักๆแล้วมาจากการเตรียมตัว เปิดโรงพยาบาลใหม่ที่อ่าวนาง โดยตอนนี้ได้จ้างแพทย์มาทำงานที่ตรังก่อน” “เมื่อรพ.อ่าวนางเสร็จในไตรมาสที่ 4 ก็จะย้ายแพทย์ไปที่ใหม่เลย” ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงบอกครับ คุณ เชน เหล่าสุนทร =========== โรงพยาบาล WPH มีชื่อเสียงหลายด้าน โรคหัวใจ, อายุรกรรมสมองและประสาท, ทางเดินอาหารและตับ, แผนกอุบัติเหตุ (แต่ถ้า) WPH ไม่ได้จับตลาดลูกค้าประกันสังคม =========== โครงการอนาคต: โครงการก่อสร้าง รพ. วัฒนแพทย์อ่าวนาง จ.กระบี่ : มีแพทย์เฉพาะทางครบ “ตั้งเป้าอยากจะดูแลคนไทย และนักท่องเที่ยว” มองว่าเป็นโอกาสเพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเยอะขึ้นมาก แต่มีรพ.ในตัวเมืองแค่ รพ.เดียว เลยอยากสร้างรพ.ที่นี่เลย คาดการณ์ว่า ธ.ค. น่าจะสร้างเสร็จ ตอนนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตจากทางภาครัฐด้วย แต่มองว่า จะคืนทุนมากกว่า รพ.อื่น (payback period 10 ปี และมี IRR 16%) เพราะนักท่องเที่ยวมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่า และอาจจะทานอาหารแล้ว ไม่ถูกปาก ท้องเสียได้ รพ.สวยมาก เพราะอยู่ใกล้ […]

16 นิสัยของมหาเศรษฐีที่คนธรรมดาอย่างเราสามารถทำตามได้

16 นิสัยของมหาเศรษฐีที่คนธรรมดาอย่างเราสามารถทำตามได้ “เคล็ดลับสำคัญคือ การค่อยๆฝึกฝน ค่อยๆทำวันละนิด วันละหน่อย” “เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีแบบไม่รู้ตัว” Tom Corley นักเขียน นักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดังได้ข้อสรุปแบบสั้นๆ หลังจากที่ทำวิจัยสัมภาษณ์ คนรวยกว่า 233 คน เป็นเวลานานกว่า 5 ปี (คนที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 ล้านเหรียญ) คำถามง่ายๆที่เค้าถามคือ “เคล็ดลับความสำเร็จของคุณคืออะไร” และนี่… คือคำตอบของมหาเศรษฐีครับ ============= 1. อ่านหนังสือทุกวัน วันละ 30 นาทีขึ้นไป 2. รักษาความสัมพันธ์กับ influencers (บล็อคเกอร์, ดารา, คนที่มีชื่อเสียง) และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีมานานกว่า 10 ปี 3. ฝึกฝนทักษะต่างๆในชีวิตในทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย และถามหา feedback จากคนใกล้ตัวและช่วยประเมินผลงานว่าทำได้ดีแค่ไหน 4. รับฟังคำปรึกษาจากที่ปรึกษาเสมอๆ (แต่อย่าเชื่อทั้งหมด) 5. ออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพราะการที่รักษาร่างกายแข็งแรงจะช่วยให้ทำงานได้นานหลายช่วงโมง ไม่ล้า ไม่เหนื่อยง่าย และต้องรักษาจิตใจให้แข็งแรง เพราะจะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์ 6. ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ในทุกๆวัน ซึ่งช่วยให้ร่างกายและสมองทำงานได้อย่างเต็มที่ 7. เวลาที่เจอปัญหา จะไม่หนีปัญหา แต่จะพยายามหาวิธีในการแก้ไขปัญหาเหลานั้นให้ได้ 8. ทำงานหนักในทุกๆวัน ไม่บ่น สำหรับเหตุผลที่เค้าสามารถทำได้ เพราะเศรษฐีเหล่านั้นเค้ามีเป้าหมายในชีวิต ทำให้มีแรงผลักดันในทุกๆวัน 9. ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ และลงทุนด้วยความระมัดระวัง และด้วยเหตุผลที่เศรษฐีเหล่านี้มีเงินเก็บ มีเงินออม เนี่ยละครับ ทำให้เค้ารวยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าโอกาสมาถึง เราก็มีเงินในการลงทุนต่อยอดความรวยได้ครับ (เช่น ถ้าช่วงหุ้นตก แล้วไม่มีเงินสด เราก็จะเสียโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นดีๆในราคาที่ถูก จริงไหมครับ) 10. ทำการบ้านก่อนทึ่จะเสี่ยงลงมือทำอะไรบางอย่าง โดยเศรษฐีจะรู้ผลลัพธ์และรู้ความเสี่ยงในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เพื่อประเมินว่าควรลุยทำโปรเจคนั้นหรือไม่ 11. ในแต่ละวันจะมีเป้าหมาย โดยเศรษฐีจะพยายามทำตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในแต่ละวัน เมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็จะตั้งเป้าหมายใหม่ที่มีความท้าทายมากกว่าเดิม 12. พยายามทำทุกอย่างให้มากกว่าความคาดหวังของคนที่เราทำธุรกิจด้วย (แม้ว่าจะได้เงินไม่มาก) ตรงนี้สำคัญมากเพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และเชื่อใจ ซึ่งในระยะยาวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจได้อีกเยอะ อย่าหวังผลระยะสั้น 13. พยายามควบคุมอารมณ์เวลาติดต่องานกับทุกคน เพราะทุกคนอยากทำงานกับคนที่อารมณ์ไม่เหวี่ยง 14. เศรษฐีจะระมัดระวังคำพูดเวลาที่คุยกับคนอื่น จะพยายามไม่ว่า ไม่ด่า ไม่ใช้คำพูดที่ดูถูกคนอื่น เพราะคำพูดนิดเดียวอาจจะทำลายความสัมพันธ์ที่มีค่าที่เราสร้างมาตลอดทั้งชีวิต 15. ปฏิบัติกับทุกคนด้วยความเคารพ 16. อย่าคบหาสมาคม อย่าคุยกับกับที่มีทัศนคติคิดลบ เพราะมีแต่จะฉุดให้เราลงมา แล้วจะทำให้เราเป็นคนคิดลบไปด้วย อย่าดูถูกพลังคิดลบ เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถใช้ศักยภาพของเราได้เต็มที่ และทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปํญหาที่ถ่าโถมเข้ามาในแต่ละวันได้ ============= อ่านดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหมครับ บทวิจัยบอกชัดเจนว่า เศรษฐีเหล่านี้เค้าไม่ได้มีนิสัย หรือไม่ได้ทำแบบนี้รวดเดียว แต่ ค่อยๆฝึกฝนทำวันละนิด วันละหน่อย  ลองดูครับ เราอาจจะเป็นเศรษฐีอย่างบทวิจัยบอกแบบไม่รู้ตัวนะครับ ปล.โดนใจข้อไหน พิมมาในคอมเม๊นท์ได้เลยครับ 🙂 ============= ไม่อยากพลาด! Add line@ไว้นะครับ  . https://line.me/ti/p/%40Tam-eig . ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและภาพจาก Tom Corley , Kiplinger

ทำไมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถึงมองว่าปี 2020 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจมีโอกาสถดถอย ??

ทำไมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถึงมองว่าปี 2020 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจมีโอกาสถดถอย ?? เริ่มจาก JPMorgan ก่อนครับ “โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมีสูงถึง 80% ในอีก 3 ปีข้างหน้า” นักวิเคราะห์ค่าย JPMorgan ฟันธงครับ วิเคราะห์จากอะไร? ใช้โมเดลคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์รอบด้านเลยครับ ทั้งบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ของคน , ทั้งความมั่นใจในการทำธุรกิจของภาคเอกชน, ตลาดแรงงาน, และ GDP ไปจนถึงเรื่องปัจจัยพื้นฐาน ข่าวดีนิดนึงก็คือ สำหรับปีหน้านั้น เค้ามองว่ามีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติเพียง 28% ====== ใกล้เคียงกับ การวิเคราะห์ของคุณ เบนเบอร์นาเก้ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐที่มองว่า ปี 2020 จะเป็นปีที่อันตรายเหตุผล มาจากนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล และการเพิ่ม งบประมาณของทางภาครัฐ “เรากำลังกระตุ้นเศรษฐกิจผิดจังหวะเวลา เพราะตอนนี้อัตราการจ้างงานก็เต็มที่อยู่แล้ว (ไม่มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ)” ====== ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสถดถอยในปี 2020 เช่นกัน “อัตราการว่างงาน 3.7% เป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกต่อไปแล้ว” ทำไมเค้าถึงพูดแบบนั้น? เพราะถ้าอัตราการว่างงานต่ำมากเกินไป อีกนัยยะหนึ่งคือ การจะหาคนมาทำงานก็ยากหรือถ้าหาได้ ก็ต้องจ่ายค่าแรงราคาแพง ตรงจุดนี้แหละคือสิ่งที่สำคัญครับ เพราะจะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง และอาจจะต้องบีบให้บริษัทต้องขึ้นราคาสินค้าและบริการ เมื่อราคาสินค้าและบริการแพงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ อัตราเงินเฟ้อ และนั่นจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น เมื่อขึ้นดอกเบี้ยก็ทำให้ต้นทุนบริษัทที่เป็นหนี้เยอะๆก็เพิ่มขึ้นอีก วนลูปไป เรื่อยๆ ============= เจตนาไม่ได้บอกว่าเรากำลังจะเจอวิกฤตินะครับ แต่อยากนำเสนอมุมมองว่าต่างชาติเค้ามองอะไรบ้าง แล้วถ้าเกิดวิกฤติจริง เราจะได้ตั้งรับกันถูก ไม่ตกใจเกินเหตุครับ สู้ๆค้าบบบบ ============= ไม่อยากพลาด! Add line@ไว้นะครับ https://line.me/ti/p/%40Tam-eig ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและภาพจาก JPMorgan, Moody’s, Fed, Quartz

สรุป Opp Day เอกชัยการแพทย์ (EKH) สำหรับ Q2 2561

สรุป Opp Day เอกชัยการแพทย์ (EKH) สำหรับ Q2 2561 Facebook page: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm =========== EKH ทำธุรกิจอะไรครับ? จัดตั้งนับตั้งแต่ปี 2546 แต่เริ่มดำเนินการธุรกิจโรงพยาบาลในปี 2550 ปัจจุบันมีจำนวนเตียงที่เปิดให้บริการ 82 เตียง และมีห้องตรวจทั้งหมด 38 ห้อง สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้ถึง 716 คนต่อวัน โดยเน้นให้บริการทางการแพทย์บริเวณจังหวัด สมุทรสาคร ช่วงแรก EKH เข้าร่วมโครงการประกันสังคมกับสำนักงานประกันสังคม แต่การแข่งขันสูง เลยยกเลิกการเข้าร่วมโครงการประกันสังคมในปี 2554   และเปิดศูนย์สำหรับผู้มีบุตรยากในปี 2561 นี้ =========== มาดูโครงสร้างรายได้ของ EKH กันครับ เป็นรายได้ผู้ป่วยนอก 53% (มองว่าโอกาสเติบโตยังมี), รายได้จากผู้ป่วยใน 47% แต่โดยปกติแล้วจะเป็นสัดส่วนไม่ต่างกัน แต่เมื่อแยกตามศูนย์จะพบว่า 1.ศูนย์ฉุกเฉิน ทำเงินมากที่สุด ถึง 30% (รพ.ตั้งอยู่บริเวณถนนเอกชัย โดยมีโรงงานบริเวณนั้นเป็นจำนวนมากทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง) 2.กุมารเวช: 19.6% 3.อายุรกรรม: 14% 4.สูติ นรีเวช: 6.27% =========== ธุรกิจโรงพยาบาลยังมีโอกาสเติบโตจากหลายปัจจัย 1.ผู้บริโภคมีความเข้าใจด้านสุขภาพมากขึ้น 2.ผู้บริโภคมีอายุยืนขึ้น 3.ความต้องการเพิ่มเติมด้านศัลยกรรมความงาม 4.นโยบายส่งเสริมประเทศไทยให้เป็น medical hub 5.ความต้องการทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น =========== ผลการดำเนินงาน Q2 ปกติจะเป็นช่วง Low season ของโรงพยาบาล เหตุผลหลักๆคือ มีวันหยุดเยอะ, ช่วงเด็กปิดเทอมเป็นต้น แต่ปีนี้ EKH ทำผลงานได้ดี “Q2 ปีนี้ทำรายได้ไป 146 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 20%”  “แต่กำไรเติบโตมากถึง 90%” ผู้บริหารเอกชัยการแพทย์บอกครับ ในขณะที่ตอนนี้บริษัทไม่มีหนี้ ทำให้สถานะการเงินแข็งแรงมาก  D/E: 0.1x ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ทางการค้า สำหรับ Groos Profit Margin: 36.67% เพิ่มขึ้นจากสถิติในอดีตที่ผ่านมาจะอยู่ที่ประมาณ 30-32% แม้ว่ารายได้และกำไรโตดีขึ้น แต่ SG&A กลับคงที่ประมาณ 18-19% Net Profit Margin: 15.35% เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตจะอยู่ที่ประมาณ 13-15% ส่วน ROE: 5.62% ในขณะที่จำนวนคนไข้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 4.38% =========== เป้ารายได้เป็นยังไงครับ? “เป้ารายได้ใหม่ปีนี้เติบโต 15% จากเดิมคาดว่าเติบโต 10% ทำสถิติสูงสุดใหม่” ถามว่าหลักๆจะเติบโตจากอะไร? คำตอบคือ 1.การรับรู้รายได้มาจากศูนย์ผู้มีบุตรยาก หรือศูนย์เด็กหลอดแก้ว (IVF) ที่ให้บริการตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดยเน้นกลุ่มลูกค้าจีน คาดว่าทั้งปีจะมีลูกค้า IVF ประมาณ 150 ราย จากเดิมที่คาดว่า 120 ราย 2.ครึ่งปีหลังเป็นไฮซีซั่นทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เพราะเป็นช่วงฤดูฝนส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มเด็ก โดยเฉพาะโรคระบาดอย่างไวรัส RSV มีเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้เตียงเพิ่มขึ้นเกือบ 100% จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 85% =========== โครงการอนาคตที่นักลงทุนต้องติดตาม 1.การขยายศูนย์ผู้มีบุตรยากสาขาพระราม 9 อยู่ในระหว่างการตกแต่งอาคาร ใช้งบ 15 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ในช่วงแรกจะรองรับลูกค้าและส่งไปที่โรงพยาบาลเอกชัย แต่ในระหว่างนั้นจะทำการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อพร้อมผ่าตัด และสามารถดำเนินการได้เต็มที่ช่วงสงกรานต์ปีหน้า ทั้งนี้สามารถรองรับลูกค้าได้ 40-50 ราย/เดือน และคาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งสิ้นรวม 50 ล้านบาท “เบื้องต้นเราอยากให้คนจีนลองมาใช้บริการที่รพ. ก่อน โดยจะเน้น Agency จากประเทศจีน” ผู้บริหารมีความมุ่งมั่นพัฒนาด้านนี้อย่างมากครับ (ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ 10%   ของทั้งบริษัท) “โดยมีจุดแข็งที่ประสบการณ์ของแพทย์ ที่มีประสบการณ์สูงมาก และราคาไม่แพงเกินไป” 2.ส่วนอาคารศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่ 5 ชั้น คาดใช้เงินลงทุนเพิ่มเป็น 280 ล้านบาท (ใช้เงินจาก IPO) […]

Subscribe & Follow