Subscribe & Follow:

Category :

谈亿

ธุรกิจใหม่สุดแปลกในจีน “จ่ายเงินเพื่อให้คนยกย่อง !!” 夸夸群

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   หลัง ๆ มานี้ ไม่ว่าคุยกับใคร หนึ่งในลักษณะของคนจีนที่คนมักจะยกย่อง คือ ความขยัน และอดทนครับ เหตุผลหลัก ๆ ก็แน่นอนว่ามาจากการแข่งขัน เรียกได้ว่าดิ้นรนกันเต็มที่    สิ่งที่ตามมาในประเทศที่ต้องแข่งขันกันหนัก ๆ ก็คือ ความเครียด หรือถ้าศัพท์บ้านเราก็คงต้องบอกว่า ต๊อแต๊ …   แต่ในประเทศจีน มีคนเห็นโอกาสนี้ และพลิกมุมคิดทำให้เกิดธุรกิจใหม่สุดแปลกขึ้น นั่นคือธุรกิจที่คนยอม “จ่ายเงินเพื่อให้คนยกย่อง !!” สงสัยมั๊ยครับว่าไอเดียนี้มาได้ยังไง?   ==================   ในมหาวิทยาลัยจีน ก็เหมือนกับบ้านเราครับ มีการตั้งกลุ่มในแอปพลิเคชันแชท แล้วลากเพื่อน ๆ เข้าไปในกลุ่ม เพื่อเอาไว้ติดต่อสื่อสารกัน ในไทยเราใช้ “ไลน์” กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ในประเทศจีนใช้แอปพลิเคชัน “Wechat (微信)” ครับ   และเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ในกลุ่ม Wechat ของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (浙江大学)  มีนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง ระบายความโชคไม่ดีที่เกิดกับตัวเองตั้งแต่เช้าจรดเย็นเข้าไปในกรุ๊ปแชท ที่มีคนอยู่กว่า 500 คน   “ขึ้นรถเมล์ก็ผิดสาย แถมร่มดันมาหายอีก ใครก็ได้ช่วยยกย่องผมหน่อยเถอะ !”   ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อนคนอื่น ๆ ในกรุ๊ปต่างก็ส่งข้อความตอบมามากมาย ยกย่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาคนนั้น   “สุดยอด !!! ที่มือถือไม่หายด้วย ไม่งั้นคงส่งข้อความหาพวกเราไม่ได้เลย” “ถ้าไม่นั่งรถผิดสาย ก็คงอดชมวิวทิวทัดใหม่ ๆ…

เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทร หาใช่แอ่งน้ำไม่

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทร หาใช่แอ่งน้ำเล็กๆไม่ มหาสมุทร ย่อมมีช่วงเวลาที่คลื่นลมสงบนิ่ง และย่อมมีช่วงเวลาที่เจอพายุกระหน่ำ ถ้าไม่มีพายุฝน แล้วมหาสมุทรจะเป็นมหาสมุทรได้อย่างไร   แม้ว่าพายุลมฝน จะสามารถคว่ำแอ่งน้ำเล็ก ๆ ได้ แต่ไม่มีทางคว่ำมหาสมุทรได้ ผ่านพายุลมฝนมานับครั้งไม่ถ้วน มหาสมุทรก็ยังคงอยู่ ประเทศจีนผ่านความลำบากมามากกว่า 5,000 ปี ประเทศจีนก็ยังคงอยู่ตรงนี้   เตรียมพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะมา เพราะประเทศจีนจะยังคงอยู่ต่อไป !    นี่เป็นประโยคที่คุณ สี จิ้น ผิง (习近平) กล่าวเปิดงาน China International Import Expo เมื่อปลายปีที่แล้วครับ   แม้ว่าจะเป็นเพียงการกล่าวเปิดงานงานแสดงสินค้า แต่ประโยคนี้ถูกนำมาส่งต่อ และกล่าวถึงอย่างมาก   ถ้าใครที่ได้มีโอกาสฟังท่อนเด็ดท่อนนี้ที่คุณสี จิ้น ผิง พูด คงรู้สึกได้ถึงความสงบ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของผู้นำ    ———————————   ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งกับพี่ทรัมป์ครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง หนึ่งในการเตรียมความพร้อมที่ทางจีนทำคือ “เตรียมคนให้พร้อม”   ไม่เพียงแค่คำพูดของผู้นำประเทศที่กำลังจะนำพาคนทั้งประเทศเปลี่ยนผ่าน แบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ใต้เส้นความยากจน แต่ยังมีการใช้สื่อภาพยนตร์มาช่วยอีกด้วย   รัฐบาลใช้ช่วงเวลาพีคที่คนดูทีวีอยู่บ้านตอน 20.15 น. นำเอาหนังเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับการสู้รบของจีนกับสหรัฐกลับมาฉายอีกครั้ง เช่น   Battle on Shangganling Mountain (上甘岭, ปี 1954), Heroic Sons and…

สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับ…ทหาร

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “ผมรู้สึกมึความสุขมาก เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามการค้าตอนนี้“ “และมั่นใจว่า ยังไงจีนก็จะยังไม่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจภายใต้การบริหารของผมแน่ๆ” คงไม่ต้องบอกว่าใครพูดแบบนี้นะครับ   ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐให้สัมภาษณ์ในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐหลายรายประกาศแบน ไม่ทำธุรกิจร่วมกับหัวเว่ย    ยักษ์ใหญ่ที่ว่าก็รวมถึง Google (谷歌), Qualcomm (高通) และ Intel (英特尔)  ที่พร้อมใจกันประกาศว่าจะไม่ให้หัวเว่ยอัพเดทระบบ Andriod และไม่ส่งชิพ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ให้หัวเว่ยแล้ว ช็อคไปทั้งโลกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา   เหตุผลคือ ก็แค่ทำตามประกาศรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ห้ามไม่ให้ทำธุรกิจร่วมกับหัวเว่ย จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐครับ   ========   จาก Trade War สู่ Tech War   ผมมีโอกาสได้คุยกับอ.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ผู้เชี่ยวขาญด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ อาจารย์บอกว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการลดขาดดุลการค้าแล้ว แต่เป็นเกมเพื่อความอยู่รอดของมหาอำนาจต่างหาก   “ทรัมป์เค้ารู้หนิว่า หัวเว่ย คือหัวใจ คือสัญลักษณ์ของการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยของจีน เพราะฉะนั้นถ้าหยุดการเติบโตของหัวเว่ยได้ ก็เท่ากับว่าหยุดการเป็นมหาอำนาจของจีนได้” อาจารย์สมชายบอกว่าไม่แปลกใจที่ทรัมป์เริ่มใช้ไม้แข็งมากขึ้นเรื่อยๆ   ผมรีบไปเชคเลยครับ ปรากฏว่า โอ้โห…. หัวเว่ย ยิ่งใหญ่จริงๆครับ ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่หัวเว่ย ติดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับที่ 88  จากนิตยาสาร forbes     แต่ปีนี้พุ่งทะยานมาที่อันดับ 79 โดยมีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 8.4 พันล้านเหรียญหรือ 2.5 แสนล้านบาท!! (เป็นแบรนด์จีนเพียงแบรนด์เดียวที่ติดอันดับ)   มีจำนวนพนักงาน 1.8 แสนคน มียอดขายเกือบ 9 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 2.7 แสนล้านบาท (ทั้งที่โดนเตะขัดขามากมาย)    และมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลกแซงหน้าซัมซุงเร็วๆนี้ (ตอนนี้อันดับ 2)   และเป็นบริษัทที่ล้ำสมัยเรื่องเทคโนโลยี 5G มากที่สุดในโลก ตอนนี้ (ถ้าแต่ละประเทศเริ่มใช้ 5G เมื่อไหร่ เราน่าจะได้เห็นความย่ิงใหญ่ของหัวเว่ยมากขึ้น และนั่นคือเหตุผลของการเกิด Tech war สงครามเทคโนโลยีครับ)   ========   ภาพในอดีตผลักดันความฝันที่ยิ่งใหญ่ นำมาสู่การท้าทายมหาอำนาจ   ความฝันจีน (中国梦) เป็นแนวคิดที่ท่านผู้นำจีน สี จิ้น ผิง (习近平) ประกาศไว้ตอนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปี เมื่อ 7 ปีที่แล้ว    “ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างความมั่งคั่ง สรรค์สร้างสังคมที่ดีขึ้น ปราบคอรัปชั่น และแก้ไขมลพิษ” คือตัวอย่างความฝันของจีน (中国梦) ครับ   พร้อมกับได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ “กล้าที่จะฝัน ทำงานหนักเพื่อที่จะบรรลุฝัน ไปพร้อมๆกับอุทิศให้แก่ประเทศชาติ”    อาจารย์สมชาย เล่าย้อนความหลังให้ผมฟังว่าในอดีต จีนเคยเป็นมหาอำนาจมาก่อนแล้ว แต่เคยเจอมรสุมหลายอย่าง ทั้งสงครามฝิ่น (ที่ทำให้คนจีนจำนวนมากติด จนไม่เป็นอันทำงาน), สงครามนานกิง    “นี่คือเหตุผลว่าทำไมจีนยุคใหม่ ถึงน่ากลัวในสายตาตะวันตก เพราะผู้นำจีนต้องการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ และต้องการลบคำสบประมาททที่เคยเจอในอดีต” อาจารย์อธิบายเสริมครับ   เวลาจีนจะทำอะไร จีนจะวางเป้าหมายและลงมือทำอย่างเป็นระบบและที่สำคัญลงมือทำได้เร็วมากๆ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทุกก้าวย่างของจีนดูน่าเกรงขามมากครับ   “ปี 2021 ประเทศจะหมดความยากจน”  “ปี 2030 จีนจะเป็นผู้นำเทคโนโลยี หุ่นยนต์ และ AI”  “ปี 2049 จีนจะกลายเป็นประเทศที่พัมนาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ”    เท่าที่ผมเทียบเคียงตัวเลขคาดการณ์ของ IMF  จะเห็นว่าถ้าจีนทำสำเร็จ นั่นเท่ากับว่าเศรษฐกิจจีนจะใหญ่กว่าสหรัฐมากถึง 3 เท่า ภายในอีก 30 ปี   ชัดเจนนะครับว่าทำไมสหรัฐถึงทำทุกวิถีทางเพื่อเตะขัดขา   ========   เกมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนเจรจาต่อรอง   อาจารย์สมชายเล่าให้ฟังว่า กรณีหัวเว่ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเกมในการบีบจีนให้ยอมทำตามข้อตกลงให้เร็วขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาจีนเจรจา จีนจะคิดรอบด้าน ไม่ผลีผลาม ซึ่งไม่ใช่สไตล์ของทรัมป์ที่ต้องการทำอะไรเร็วๆ เพราะอย่าลืมว่าปีหน้าสหรัฐจะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง   “ปีที่แล้วสหรัฐก็เคยใช้ไม้แข็งมาแล้วรอบนึงกับบริษัท ZTE ที่สุดท้ายต้องยอมจ่ายเงินชดเชยหลายหมื่นล้านบาท และครั้งนั้นสี จิ้น ผิง เองต้องยกหูโทรศัพท์มาเจรจาเอง” แต่รอบนี้อาจารย์ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นกับกรณีของหัวเว่ยหรือไม่   แต่ที่แน่ๆน่าจะเป็นเกมต่อรองก่อนที่ผู้นำทั้งสองคนจะพบกันในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ช่วงปลายเดือนมิถุนายน   ท้ายที่สุดอาจารย์มองว่า ในที่ประชุมเดือนหน้าทรัมป์จะยอมถอยบ้าง แต่สหรัฐจะต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบจากดีลเจรจาครั้งประวัติศาสตร์    สมมติว่าในใจทรัมป์อยากได้ 60% เค้าจะพูดไปก่อนว่าเค้าอยากได้ 80% แล้วพอฝ่ายตรงกันข้ามเริ่มมีท่าทีแข็งกร้าว ก็จะยอมถอยมาเหลือแค่ 60% เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการและฝ่ายตรงข้ามเองก็พอใจครับ   ========   ทางจีนว่ายังไงครับ?  …

Editor’s pick

error: Content is protected !!