ทำไม Tiktok คือจิ๊กซอว์ที่ Microsoft ต้องการมากที่สุดในเวลานี้? .

1609

#ลงทุนนอกโลก โดยเพจ #ถามอีกกับอิก

 

กลายเป็น talk of the town ไปทั้งโลกเมื่อคุณทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ จัดหนักแบน Tiktok โดยให้เลือกว่าจะขายกิจการให้สหรัฐ หรือจะปิดกิจการไปเลย

 

บริษัทที่ออกตัวแรงมาก ว่าพร้อมที่จะเข้าไปซื้อกิจการ คือ “Microsoft” ครับ

 

==========

 

#ทำไม Microsoft ถึงรุกหนักอยากซื้อ Tiktok?

 

เป็นคำถามที่ผมสงสัยมาตลอดหลายวันที่ผ่านมาครับ เพราะ คุณสัตยา นาเดลลา CEO คนเก่งของค่าย Microsoft ถึงขั้นต่อสายตรงคุยกับคุณทรัมป์ เพื่อขอเวลาเจรจาซื้อกิจการของ Tiktok ในสหรัฐ

 

แต่ไม่กี่วันถัดมา…ก็ขอเจรจาซื้อทั้งโลกครับ แต่ไม่รู้ว่าบริษัทแม่อย่าง ByteDance และรัฐบาลจีน จะยอมให้ขายไหม

 

=========

 

#ชวนมาดูรายได้ของ MIcrosoft กันก่อนครับ รายได้ 100 บาทของ Microsoft แบ่งเป็นหลายส่วนด้วยกันครับ (โดยประมาณ)

 

1.Microoft Office มีรายได้ 25 บาท (ตอนนี้มีคนสมัครสมาชิก Office 365 มากถึง 42.7 ล้านคน)

 

2.ระบบปฏิบัติการณ์ Windows 17 บาท

 

3.Azure ระบบ cloud ไว้จัดเก็บข้อมูลคิดเป็นรายได้ 23 บาท เป็นธุรกิจที่เติบโตสูงสุด โตหนักมากเฉลี่ย 47%-97% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยิ่งมีโควิดยิ่งโตขึ้นอีกครับ เพราะคนทำงานที่บ้านมากขึ้น และเล่นเกมที่บ้านมากขึ้น)

 

4.เกม Xbox 9 บาท (ไตรมาสล่าสุดโตมากถึง 65% สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพราะคนกักตัวอยู่ที่บ้าน ทำให้มีเวลาเล่นเกมมากขึ้น)

 

5.โฆษณาในระบบค้นหาข้อมูลอย่าง Bing 6 บาท (มีรายได้ลดลงในไตรมาสนี้ 18% เพราะบริษัทลดงบโฆษณา และประชาชนมีกำลังซื้อลดลง)

 

6.บริการลูกค้าองค์กร Enterprise services 5 บาท

 

7.ผลิตภัณฑ์ surface และอุปกรณ์อื่นๆ 4 บาท เติบโตเพราะความต้องการทำงานที่บ้านมากขึ้น

 

8.Linkedin 4 บาท แพลตฟอร์มช่วยหางานทำ (แต่ไตรมาสล่าสุดเติบโตเพียง 10% ต่ำที่สุดนับในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ที่ Microsoft เพิ่งซื้อกิจการ ในปี 2016 เพราะตลาดแรงงานหดตัวลง และยอดโฆษณาลดลงจากโควิด)

 

9.อื่นๆ

 

ข้อสังเกตก็คือ จะเห็นว่า Microsoft ครองตลาดการทำงานเกือบทั้งหมดเลยครับ รายได้ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งสิ้น ตั้งแต่การทำงานเอกสาร word, excel, แพลตฟอร์มหางาน และเก็บข้อมูลบน cloud ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

จิ๊กซอว์ ที่ขาดไป คือตลาด social media และกลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นครับ! (แม้ว่าเริ่มเจาะตลาดเกมได้ แต่ยังถือว่าสัดส่วนน้อยไปเมื่อเทียบกับตลาดการทำงาน)

==========

 

#Tiktok คือ จิ๊กซอว์ที่จะมาเติมเต็มธุรกิจให้ Microsoft

 

1.Tiktok คือแอปสัญชาติจีน ที่เน้นวีดีโอสั้นๆ ที่คนดูเพลินๆ สนุกสนานอย่างมาก ทำให้ติดกันงอมแงมเลยครับ (คนที่สร้างสรรค์วีดีโอขึ้นมา ถ้ามีคน follow เยอะๆ ก็สามารถสร้างรายได้จากโฆษณา ได้เป็นกอบเป็นกำ)

 

2.Tiktok มีฟีเจอร์เจ๋งๆ หลายอย่างที่ใครเห็น ใครก็ทึ่งว่าคิดได้ยังไง เช่น สามารถใส่ effect เข้าไปได้ , สามารถร้องเพลง หรือเต้นตาม หรือจะพูดแบบตลกๆ ก็ได้

 

3.ไม่ใช่แค่นี้ครับ Tiktok เค้ายังมีระบบ AI ที่คอยคัดเลือกคลิปวิดีโอที่เหมาะกับเรา (ว่ากันว่า ระบบพัฒนาไปไกลถึงขั้นทำให้รู้ใจพวกเรา มากกว่าที่เรารู้ใจของตัวเราเองเสียอีกนะครับ) เพราะฉะนั้นไม่แปลกครับว่า ทำไม Tiktok ที่เพิ่งก่อตั้งในปี 2016 นี้เองครับ

 

กลับมีคน download และเล่น มากถึง 2 พันล้านคนทั่วโลก (ณ เดือน เมษายน 2563 เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้า) และมีคนเล่นเป็นประจำมากถึง 800 ล้านคน

 

4.และยิ่งช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ยิ่งทำให้ Tiktok ได้รับความนิยมพุ่งกระฉูดแบบสุดๆเลยครับ เพราะหลายคนถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน ทำให้มีเวลาที่จะเล่นแอปนี้มากขึ้น

 

5.ถึงขั้นที่เตรียมจ้างงานเพิ่มในสหรัฐมากถึง 1 หมื่นตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเกือบ 10 เท่า สวนกระแสคนตกงานทั้งโลกจากพิษโควิดอย่างมากครับ

 

==========

 

#นับตั้งแต่ สัตยา นาเดลลา มาเป็นหัวเรือใหญ่ของ Microsoft ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า (ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดกว่า 1.1 ล้านล้านเหรียญ หรือ 32 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า ปตท. 32 เท่า โอว…. แม่เจ้า)

 

1.ช่วงก่อนที่สัตยา นาเดลลา จะขึ้นมาเป็น CEO Microsoft ต้องบอกว่าเกือบจะหมดยุคของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีนี้เลยทีเดียวครับ ผลประกอบการย่ำแย่, เล่นการเมืองภายใน จนมูลค่าตลาดบริษัทเหลือเพียง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3 ล้านล้านบาท

 

2.หลังจากที่คุณนาเดลลา รื้อโครงสร้างบริษัท และหันมาเน้นธุรกิจ cloud มากขึ้นทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 4 แสนล้านบาทในปี 2014 กลายเป็น 1.2 ล้านล้านบาทในปี 2019 ที่ผ่านมาครับ คิดเป็นอัตราการเติบโตมากถึง 24% ต่อปี โหดสุดๆครับ

 

3.ไม่ใช่แค่นี้ครับ เฮียนาเดลลา ยังเดินหน้าจัดหนักซื้อกิจการไปแล้วกว่า 37.3 หมื่นล้านเหรียญหรือ 1.2 ล้านล้านบาท (และดูเหมือนจะปิดดีลใหญ่ๆได้ ทุกๆ 2 ปีครับ)

 

4.ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2014: ซื้อ Mojang (ผู้พัฒนาเกม สัญชาติสวีเดน ผู้สร้างเกมยอดฮิตอย่าง Minecraft) Microsoft ซื้อไป มูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญ หรือ 7.5 หมื่นล้านบาท

 

5.ถัดมาในปี 2016 : ซื้อ LinkedIn (แพลตฟอร์มช่วยหางาน สำหรับคนทำงาน) ด้วยมูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 7.8 แสนล้านบาท

 

6.ส่วนปี 2018 ก็เดินหน้าซื้อ GitHub (แพลตฟอร์มเก็บข้อมูล Code สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมยอดนิยม ทั้งโลก) มูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญ หรือ 2.2 แสนล้านบาท

 

7.และล่าสุด 2020 ปีนี้ได้ซื้อ Affirmed Networks (ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบ 5G สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม) คิดเป็นมูลค่า 1.35 พันล้านเหรียญ หรือ 4 หมื่นล้านบาท

==========

 

#ดูเหมือนนักลงทุนจะเห็นด้วย กับไอเดียในการเข้าซื้อกิจการของ Tiktok ทั้งๆที่รู้ว่าราคาแพงหูฉี่

 

นับตั้งแต่ Microsoft ประกาศว่าจะเข้าไปซื้อกิจการ ราคาหุ้นก็กระดึบๆ ขึ้นมาประมาณ 3% ก่อนจะย่อลงมาปลายสัปดาห์

 

ทั้งๆที่มูลค่าของการซื้อกิจการเฉพาะในสหรัฐก็อาจจะสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญ มากกว่า ทุกดีลที่คุณนาเดลลา เคยซื้อมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมารวมกัน

 

==========

 

#Tiktok คือคำตอบที่ใช่ ในการต่อ S-curve ใหม่ให้กับ Microsoft

 

1.ถ้าไปดูจำนวนผู้เล่นหลักๆที่โหลด Tiktok จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นประเทศมหาอำนาจ และมีจำนวนประชากรเยอะทั้งสิ้นครับ เช่น อินเดีย 611 ล้านคน, จีน 173 ล้านคน, สหรัฐ 123 ล้านคน

 

ดังนั้นถ้า Microsoft สามารถปิดดีลนี้ได้จริงก็เท่ากับว่า ได้ฐานผู้ใช้งาน ใน social media เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทันทีครับ (ดีลล่าสุด เค้าอยากซื้อกิจการทั้งหมดของ Tiktok ซึ่งมีโอกาสที่ประเทศอื่นๆที่เริ่มทยอยแบน Tiktok อาจจะยอมปลดล็อกการแบนก็ได้)

 

2.สำคัญยังไง? สำคัญมากครับ ชวนมาดูในมุมรายได้ก่อนครับ ตลาดที่ Microsoft ยังไม่มีรายได้เลย คือการโฆษณาทางออนไลน์ social media เป็นกอบเป็นกำ (มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 1.5%)

 

ตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 2.2 แสนล้านเหรียญ หรือเกือบ 7 ล้านล้านบาทและเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเจ้าตลาดหลัก คือเฟสบุค และ youtube ที่กินส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่ง

 

3.ซึ่งหาก Microsoft ได้ครอบครอง Tiktok ก็จะเพิ่มสัดส่วนรายได้โฆษณาอย่างมีนัยยสำคัญ

 

แม้ไม่มีการเปิดเผยรายได้ของ Tiktok อย่างเป็นทางการแต่ ตามสถิติที่มีผู้ใช้งาน มากกว่า 90% เปิดแอปมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน และใช้เวลาต่อวันในแอปมากถึง 52 นาที สถิติแบบนี้คงไม่พลาดสายตานักการตลาดออนไลน์แน่ๆครับ

 

4.แต่ที่สำคัญคือ Tiktok มีฐานผู้ใช้งาน 41% เป็นวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 16-24 ปี (เด็กที่สุดในบรรดา social media ที่ได้รับความนิยม) นั่นจะช่วย Microsoft 2 ด้านครับ เช่น เรื่องภาพลักษณ์ ตอนนี้สิ่งที่ Microsoft ทำได้ดีมาก คือเจาะตลาดคนทำงานครับ แต่นั่นก็ทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน ค่อนไปทางอายุเยอะแล้ว

 

เพราะฉะนั้นการที่ได้ Tiktok มาก็จะช่วยปรับภาพลักษณ์ให้ดูเด็กลง และทันสมัยขึ้นด้วยครับ

 

5.แต่ที่ถือว่าเป็นทีเด็ดคือ ข้อมูลของกลุ่มฐานผู้ใช้วัยรุ่นเนี่ยแหละครับ เพราะ Tiktok เจ๋งมาก เข้าใจความต้องการของวัยรุ่นทุกอย่าง รู้ว่าต้องเพิ่มฟีเจอร์อะไรที่จะทำให้คนติดหนึบ ทำให้วัยรุ่นชอบ และพร้อมจะแชร์ในโลก social

 

แต่อีกนัยยะนึงก็จะช่วยทำให้ Microsoft เข้าใจความต้องการของวัยรุ่น และสามารถต่อยอดธุรกิจในเครือ และปรับเปลี่ยนตามความต้องการของกลุ่มวัยรุ่นได้ครับ

 

6.ไม่ใช่แค่นี้ครับ ที่เป็นทีเด็ดเลยคือ ระบบ AI ของ Tiktok เพราะมีความแม่นยำ และรู้ได้เลยว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ซึ่ง Microsoft จะสามารถนำพลัง AI ไปพัฒนาระบบในเครือทั้งหมดครับ

 

==========

 

ความเห็นของ #ลงทุนนอกโลก โดยเพจ #ถามอีกกับอิก

 

1.ตอนนี้ยังไม่มีใครทราบว่า Microsoft จะปิดดีลได้หรือไม่ (เพราะเหลือเวลาไม่กี่วันแล้ว มีเวลาถึงวันที่ 15 กันยายน 2563 นี้เท่านั้น) และได้ที่ราคาเท่าไหร่ (อาจจะส่งผลต่อผลประกอบการในระยะสั้นได้)

 

2.แต่จริงๆแล้วก็ไม่ใช่งานง่ายเลยครับ ทั้งในแง่ของการเจรจา และการแข่งขันหลังปิดดีลได้สำเร็จ แม้แต่เฮีย Bill Gates เองก็ยังยอมรับว่า เกมธุรกิจ Social media ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งตลาดที่มีผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่างเฟสบุค ครองตลาดอยู่แล้ว

 

3.แต่ถ้าหากว่าทำได้ ก็คงจะเป็นการต่อจิ๊กซอว์ใหม่ให้ภาพธุรกิจมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเป็นการต่อ S-curve ใหม่ให้กับกลุ่ม Microsoft สร้างโอกาสเติบโตในอนาคตที่น่าตื่นเต้นมาก (ถ้าราคาไม่แพงจนเกินไป)

 

4.และถ้า Microsoft เดินเกมเข้าตลาด social media ช้ากว่านี้ ก็อาจจะตกรถขบวนใหญ่ และอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับเจ้าอื่นๆได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าภาพอนาคต เฟสบุคจะมาลุยตลาดการทำงานที่เป็นจุดไข่แดงของ Microsoft หรือไม่

 

5.แม้ว่าลึกๆ คงไม่มีใครคิดว่า Bytedance บริษัทแม่หรือแม้แต่ประเทศจีนจะยอมให้ขาย แต่นาทีนี้ที่ผู้นำสหรัฐใช้กฏเหล็กบีบบังคับแบบนี้ บางทีการยอมขายแล้วได้เงินก้อนโต ก็อาจจะดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

 

6.แต่อย่างว่าแหละครับ หลายครั้ง การยอมแพ้ศึก ก็ไม่ได้แปลว่าจะแพ้สงครามซะหน่อย จริงไหมครับ

 

มีความคิดเห็นยังไง พิมมาในคอมเม๊นท์ได้นะครับ 🙂

 

#อย่าลืมครับว่า เริ่มต้นวันนี้ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต

#ถ้าไม่อยากพลาดแนวคิดการลงทุนและไอเดียการลงทุนดีๆ

อย่าลืมกด subscribe และ กดกระดิ่งนะครับ 🙂

http://bit.ly/2DlIK4m

TAM-EIG

TAM-EIG

#ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้

1609
error: Content is protected !!