สรุป Opp Day JKN (บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย) สำหรับ Q4/2560

1324

สรุป Opp Day JKN (บมจ. เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย) สำหรับ Q4/2560

Facebook: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน

By บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT TM

=========================

Company Overview:

ธุรกิจหลักของ JKN: เป็นผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ content ระดับสากล

1) ให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์ content: โดยบริษัทฯ ซื้อและนำเข้าจากต่างประเทศ แล้วนำมาแปล พากย์ ตัดต่อ รวมถึงการนำ content ของไทยไปขายทั่วโลก (เป็นแบบ B2B)

แบ่งเป็น 8 กลุ่ม 1) JKN originals, 2) Asian Fantasy, 3) Hollywood Hit, 4)  I Magic the Project, 5) Kids Inspired, 6) Music Star Parade, 7) News, 8) Super Show

2) ให้บริการเวลาเพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าและผลิตภัณฑ์ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและระบบดิจิทัล:  JKN มีช่องเป็นของตัวเอง คือ JKN Dramax ในระบบเคเบิล ดาวเทียม และซื้อเวลาจากสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ซึ่งการให้บริการเวลาโฆษณาก็มีอยู่หลายแบบ เช่น (1) TVC และ Spot (2) สกู๊ป (3) รายการแนะนำสินค้าและบริการ (Direct sale)

3) จำหน่ายผลิตภัณฑ์ประเภทโฮม เอ็นเตอร์เทนต์เม้นท์ และอื่นๆ เช่น DVD, Blu-ray, Box set premium, เสื้อโครงการต่างๆ ที่ได้รับพระบรมราชาอนุญาต

JKN มีพันธมิตรที่เป็นสตูดิโอในอินเดีย 4 รายระดับโลก: FOX, Sony, ZEE และ VIACOM

นอกจากนี้ JKN ยังมีธุรกิจบริหารจัดการและดูแลศิลปิน ซึ่งคาดว่าจะมีนักแสดงจากอินเดีย 10 ราย และฟิลิปปินส์ 30 ราย ที่เตรียมมาเข้าร่วมสังกัด อีกทั้งเตรียมขยายตลาดต่างประเทศในกลุ่มประเทศ CLMV มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย

=========================

บริษัทในเครือ JKN Global Media:

1) JKN Channel: สถานีโทรทัศน์ในระบบเคเบิล ดาวเทียม ชื่อ JKN Dramax

2) JKN IMC: ตัวแทนจัดจำหน่ายเวลาโฆษณาให้กับช่องสถานี

3) JKN News: ทำเกี่ยวกับช่องข่าว คือ CNBC Thailand

4) JKN Knowledge: จัดสัมมนา อบรมด้านการเงินการลงทุน

=========================

ประวัติ JKN:

จัดตั้งขึ้นในปี 2013 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท  ได้รับรางวัล Best Packaging Award จาก MIPCOM ประเทศฝรั่งเศส

2014: ลงทุนใน JKN Channel, JKN News, JKN Knowledge และบริหารช่อง JKN Dramax

2015: ลงทุนใน JKN IMC (เดิมคือ JKN Broadcast) ซึ่งเป็นปีที่ทีวีดิจิทัลได้เกิดขึ้นในไทย

2016: JKN Global ได้ซื้อลิขสิทธิของช่อง CNBC

2017: JKN ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai วันที่ 30 พ.ย. 2560 โดยมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านบาท

2018: ขยายธุรกิจการขายซีรีส์และละครไทยไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ปัจจุบัน มี Market Cap: เกือบ 8 พันล้านบาท

=========================

 ความโดดเด่น:  

1) ด้านลิขสิทธิ์ content ที่จำหน่ายหลายรายการเป็นสิทธิ์แบบ Output Deal จากเจ้าของสิทธิ์ ทำให้ JKN มีสิทธิ์ในการเลือก content จากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อนเป็นบริษัทแรก และเป็นแบบ exclusive

2) มีโอกาสขยายธุรกิจไปในประเทศใกล้เคียง เช่น เมียนมา และ สปป. ลาว

3) ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ เพราะ JKN คือคนขาย content ต่อให้เทคโนโลยีเปลี่ยนก็ยังมีโอกาสทางธุรกิจเสมอ

4) สินค้ามีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของสื่อแต่ละช่องทาง

5) มี know-how ในการเลือก content และรู้วิธีในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตรงจุดกับผู้บริโภค

6) การสร้างสัมพันธ์กับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ

7) สถานะการเงินแข็งแกร่ง จ่ายเงินตรงเวลา

=========================

ผลประกอบการ:

รายได้ 2017: 1,156 ล้านบาท เติบโต 37% (เพิ่มขึ้นจากปี 2014 ซึ่งเคยมีรายได้ 304 ล้านบาท CAGR: 56% )

โครงสร้างรายได้: 1) มาจากการขาย content 93% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 85%, 2) การขายโฆษณา มีสัดส่วนรายได้ 3% น้อยลงจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 9%, 3) การขายผลิตภัณฑ์ (น้อยกว่า 1%)

การลงทุนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ content : บริษัทฯ ลงทุนในปี 2017 อยู่ที่ 777ล้านบาท น้อยกว่าปี 2016 ซึ่งเคยอยู่ที่ระดับ 965 ล้านบาท เพราะเห็นโอกาสทีวีดิจิทัลในช่วงปี 2015-2016 และเห็นโอกาสของซีรีส์อินเดียที่เป็นเทรนด์ใหม่

ค่าใช้จ่ายบริษัทฯ: 830 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่เคยมีค่าใช้จ่าย 558ล้านบาท

โครงสร้างรายจ่าย: ต้นทุน content คิดเป็นสัดส่วน 76% มากขึ้นจากปี 2016 ที่อยู่ระดับ 70%, SG&A = 20% (ขยายพนักงานมากขึ้น)

การตัดค่าใช้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่ซื้อมา: Amortization แบบเฉลี่ยเท่ากันทุกปีตามสิทธิที่ JKN ได้รับ เช่น JKN เซ็นสัญญากับ CNBC 10 ปี ค่าใช้จ่ายก็หาร 10 ปี เป็นต้น

=========================

อัตราส่วนทางการเงิน:

Gross profit: 488 ล้านบาท

GPM: 42.3%

Net profit: 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ประมาณ 14.6%

NPM: 16.2%

ไตรมาสที่ 4 ไม่ใช่ low season แต่เนื่องจากเดือนตุลาคมในปีก่อนหน้านี้เป็นช่วงงานพระราชพิธี

ROE: 15.8% ลดลงจากปี 2016 ที่อยู่ระดับ 35% เพราะส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก IPO

ROA: 7.8% ลดลงจากปี 2016 ที่อยู่ระดับ 12%

Current Ratio: 1.34x

Interest Coverage ratio: 5.7x

D/E ratio: 0.7x ลดลงจากปี 2016 ที่เคยอยู่ที่ 2.1x

สำหรับลูกหนี้การค้า: ถ้าเกิน 9 เดือน ตั้งหนี้สูญ 50%, ถ้าเกิน 12 เดือน ต้องตั้งหนี้สูญ 100%

เงินสด ณ ธ.ค. 2560: 1 พันล้านบาท (ที่มีเงินสดมากขนาดนี้เพราะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะลงทุนโครงการอะไรก็ตาม)

=========================

กลุ่ม Content platform ที่ JKN จะสามารถขาย content ได้:

1) Digital TV

2) เคเบิลและทีวีดาวเทียม

3) Home Entertainment: DVD, box set

4) Video on demand ฉายผ่านทางอินเทอร์เน็ต

5) การขายสินค้า: เสื้อผ้า

6) สื่อสิ่งพิมพ์: นิตยสาร หรือหนังสือ

7) Ancillary: ฉายบนเครื่องบินหรือยานพาหนะต่างๆ

โดยการขายลิขสิทธิ์ของ JKN จะขายทีละลิขสิทธิ์ตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น ถ้าลูกค้าต้องการนำไปฉายที่ช่องดิจิทัลทีวีก็สามารถซื้อลิขสิทธิ์จาก JKN ได้ แต่ JKN จะสามารถขายลิขสิทธิ์ในช่องทางอื่นได้อีก เช่น ขายลิขสิทธิ์ในเคเบิล DVD หรือ Video on demand

=========================

กลุ่มลูกค้าของ JKN เป็นทีวีดิจิทัล :

เช่น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC): ไทยทีวีสีช่อง 3 ช่อง 33 HD, ช่อง 28SD และช่อง 13 Family ที่เซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ จำนวน 14 เรื่อง จำนวน 800 ล้านบาท รับรู้รายได้ปีนี้ 500 ล้านบาท และอีก 300 ล้านบาทรับรู้ในปีหน้า

บมจ.อาร์เอส (RS): ผู้บริหารช่อง 8 เซ็นสัญญาปีนี้ 10 เรื่องจำนวน 500 ล้านบาท

ช่องไบรท์ทีวี: เซ็นสัญญาซีรีส์จากฟิลิปปินส์ 40 เรื่อง จำนวน 150 ล้านบาท

ทั้งนี้ สิ้นเดือน ธ.ค. 2560: มี backlog 501 ล้านบาท ระยะเวลาการส่งมอบภายใน 6 เดือน ( ไม่นับไตรมาสแรกของปีนี้ )

ปัจจุบัน มีลูกค้าเกือบ 20 ราย นอกจากนี้ยังมีงานรอเซ็นสัญญาราว 1 พันล้านบาท กับทีวีดิจิทัลรายใหม่ 7 ช่อง คาดเซ็นสัญญาในไตรมาส 3 และจะรับรู้ในครึ่งหลังปี 2561-ปี 2563

=========================

กลยุทธ์การตลาด:

1) วันที่ 1 ส.ค. 2561 JKN จัด Mega Showcase จะแสดงให้เห็น content ใหม่ๆ ของทุกๆ ปีที่จะนำมาฉายในไทย และเริ่มขยายธุรกิจไปยังประเทศใน CLMV

2) ระหว่างปีจะมีการทำ Superstar marketing อย่างต่อเนื่อง: โดยมีการดึงศิลปินระดับซุปเปอร์สตาร์ ทั้งจากอินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย มาเป็นแม่เหล็กในการสร้างความน่าสนใจและมีความเชื่อมโยงกับคอนเทนต์ พร้อมทั้งดึงศิลปินนักร้องระดับแนวหน้าของไทย เช่น ใหม่ เจริญปุระ, เบน ชลาทิศ และแคทรียา อิงลิช มาขับร้องเพลงประกอบซีรีส์อินเดียและฟิลิปปินส์

เพราะผู้บริหารมองว่า JKN ไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป แต่เป็นการลงทุนสร้างแบรนด์ และทำการตลาดให้กับลูกค้า ซึ่งในท้ายที่สุด JKN ก็จะได้ประโยชน์ จากการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ

โดยผู้บริหารได้พูดว่า สิ่งที่ JKN ทำคือ “การขายยาเสพติดทางสายตา” โดย JKN ได้สร้างปรากฏการณ์มากมายให้เกิดกระแสใหม่ๆ ทั้งสารคดีเกาหลี Hollywood และซีรีส์อินเดีย ฟิลิปปินส์

และ event ทั้งหมดในไทยจะเป็นรูปแบบที่ผู้บริหารจะนำไปใช้ในประเทศกลุ่ม CLMV ด้วยเช่นกัน

=========================

โครงการอนาคต :

1) สร้างและพัฒนาสตูดิโอสำหรับสิทธิ CNBC:

Phase 1: 2017 – 2027 ปัจจุบันมีรายการที่ทำสำเร็จออกอากาศ 3 ช่อง อยู่แล้ว คือ ที่ ช่อง 3, bright, money channel

Phase 2: 2019 – 2027 ผลิต Content ภายใต้แบรนด์ CNBC เพื่อออกอากาศทางช่อง JKN CNBC ในปี 2562 (เซ็นสัญญากับสหรัฐฯ ระยะเวลา 10 ปี คาดว่าจะเปิดตัวภายในไตรมาส3 2561) สามารถต่อยอด เป็นงานสัมมนา และ จัด Expo

2) การเดินหน้าขาย content ต่างประเทศ เข้าร่วมออกบูธงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ 4 งาน ทั้งในจีน ฝรั่งเศส ฮ่องกง เพื่อแนะนำและจำหน่ายลิขสิทธิ์ content ที่มีในมือ เพื่อเปิดตลาดและสร้างโอกาสใหม่

เช่นเรื่อง Porus, Alexander, พิฆเนศ ของอินเดีย , และยังได้สิทธิจากช่อง 8 ในการไปขาย content ต่างประเทศ กว่า 47 เรื่อง, การขาย JKN original: My King, King’s mom

=========================

โครงการลงทุนปี 2018: งบลงทุน 975 ล้านบาท

1) ลงทุนธุรกิจการจัดซื้อและจัดหา Content จากต่างประเทศ 800 ล้านบาท: ซึ่งปัจจุบันบริษัทต่างประเทศส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจบริษัทให้มีสิทธิจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจาก JKN มีฐานะทางการเงินที่แข็งแรง

2) สร้างและพัฒนาสตูดิโอสำหรับสิทธิ CNBC: 125 ล้านบาท

3) Content & Broadcast system: 50 ล้านบาท

=========================

แหล่งเงินทุน:

1) ออกหุ้นกู้

มีแผนจำนวน 250 ล้านบาทภายในเดือน ก.ค.นี้เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนดไถ่ถอน จำนวน 400 ล้านบาท และในเดือน ธ.ค. 2561 อีกจำนวน 210 ล้านบาท

2) ออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญรุ่นแรก (JKN-W1) จำนวน 108 ล้านหน่วย อายุ 2 ปี

คาดระดมทุนได้ประมาณ 1,600 ล้านบาทใช้ลงทุนContent และเพื่อรองรับโครงการใหญ่อีก 1 โครงการ ในอีก 2-3ปีข้างหน้า

ตั้งเป้าว่า JKNจะลดภาระหนี้ลงจากปัจจุบันมีอยู่ 1,100-1,200 ล้านบาท ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยราว 6.5%

=========================

เป้าหมาย:

1) ตั้งเป้ารายได้ 2561 เติบโต 20-25% จากปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นเป็น 1,400 -1,500 ล้านบาท (รายได้ปี 2560: 1,200 ล้านบาท)

2) JKN ตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดต่างประเทศใน 3-5 ปี ที่ระดับ 40% จากปี 2561 คาดว่าอยู่ที่ 15% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 8% ของรายได้ทั้งหมด

ตลาดเป้าหมาย: กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา, เวียดนาม, บรูไน และมาเลเซีย (มีความนิยมประเภทลิขสิทธิ์Content คล้ายกับคนไทย)

เป้าหมายรายได้จากแผนงานรุกจำหน่ายลิขสิทธิ์ content ไปยังต่างประเทศ: 120 ล้านบาท (ไม่รวมส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายลิขสิทธิ์ content ให้แก่สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล)

=========================

ไม่อยากพลาด! กดติดดาวเพจหรือ Add line ไว้นะครับ
คลิก https://line.me/ti/p/%40Eig_Banphot

[metaslider id=”2186″]

TAM-EIG

TAM-EIG

#ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้

1324
error: Content is protected !!