สรุป Opp Day COL (บมจ. ซีโอแอล ) สำหรับ Q4-2560

2114

สรุป Opp Day COL (บมจ. ซีโอแอล ) สำหรับ Q4-2560

Facebook: ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน

by บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT TM

=========================

COL ทำอะไรบ้างครับ?

COL ทำหลักๆอยู่ 4 อย่างด้วยกัน มีจำนวนสาขาทั้งหมด 173 แห่ง (หลายคนน่าจะเป็นลูกค้าของเค้าอยู่แล้วครับ)

1.ออฟฟิศเมท: ผู้นำอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน มีสาขา 68 แห่ง (ปีที่แล้วขยายสาขา 5 แห่ง)

2.บีทูเอส: ผู้นำด้านตลาดเครื่องเขียน และสินค้า lifestyle, edutainment, หนังสือ มี 104 สาขา (ขยายสาขาเพิ่ม 6 แห่ง, ปรับปรุงสาขา 5 แห่ง)

3.เมพ คอร์ปอเรชั่น (MEB): ทำแอพพลิเคชั่นและเป็นผู้นำขายหนังสือออนไลน์ โดย B2S ได้เข้าไปซื้อหุ้น 75% ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว (market share 60%)

4.บีทูเอส เวียดนาม: มี 1 สาขา ในโฮจิมินห์ เวียดนาม โดย COL ถือหุ้น 51%

ทั้งเครือมีสินค้ามากกว่า 15,000 รายการ โดยความเจ๋งของ COL คือการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น การใช้กลยุทธ์ Omni channel, ใช้กลยุทธ์ click and collect นึกง่ายๆคือ การที่ให้ลูกค้าคลิกเพื่อเลือกสินค้าแล้วไปรับที่ไหนก็ได้

=========================

กว่าจะเป็น COL ต้องผ่านอะไรมาบ้างครับ?

แรกเริ่มเดิมที คือ บริษัท officemate ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1994 (เผลอแปบเดียว ก่อตั้งมา 24 ปี แล้วนะครับ)

ต่อมาเจอจุดที่ทำให้เติบโตก้าวกระโดดคือ การควบรวมกับกลุ่ม เซ็นทรัลในปี 2012 โดยพัฒนาจากการขายเครื่องเขียน เครื่องใช้อุปกรณ์สำนักงาน ผ่านระบบ call center และแคตาลอค เปลี่ยนเป็นการมีหน้าร้านเป็นของตัวเองด้วย

หลังจากนั้นในปี 2015 บริษัทก็เปลี่ยนชื่อเป็น COL

ส่วนปีที่แล้ว 2017 ทำหลายอย่างเลยครับ: COL กลับมาเน้นตลาดธุรกิจ B2B , เริ่มขยายธุรกิจไปเวียดนาม, จับมือกับ Kerry หนึ่งในผู้นำที่จัดส่งพัสดุทั่วประเทศ และยกเลิกธุรกิจออนไลน์แบบ B2C

2018: จะเน้น omni channel ทั้งหน้าร้านและออนไลน์

=========================

ใครถือหุ้น COL บ้างเอ่ย?

Strategic shareholders: ถือหุ้น 47% เช่น กลุ่มเซนทรัลและครอบครัวอุ่นใจ ของพี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ

=========================

รายได้ของ COL มาจากไหนบ้างครับ?

OFM เป็นตัวเด่นสุด 62%

B2S มีสัดส่วนรายได้ 36%

online: 2%

=========================

ผลประกอบการโตหมดเลยนะครับ

1. เริ่มจาก Officemate ก่อนครับ:

ยอดขาย โต: 7%

ออนไลน์เติบโต: 46%

Gross Profit Growth: 11% (เติบโตมากกว่ายอดขาย)

 

2. ธุรกิจ B2S

ยอดขายโต: 1.5%

ยอขาย play and learn เสริมทักษะการัพฒนาการเรียนรู้เช่น board game, ตัวต่อ เติบโต 60%

Gross Profit Growth: 2.7% (เติบโตมากกว่ายอดขาย)

เปิดสาขาใหม่ใน 4 แห่ง

 

3. MEB:

ยอดดาวโหลด: เพิ่มขึ้น 32%

E-book marketshare: 63% ของตลาด Ebook

จำนวนหนังสือ มากกว่า 5 หมื่นเล่ม

 

4. เวียดนาม:

เป็นความร่วมมือกับ เหงียนคิม ซึ่งคือผู้นำของตลาดอิเลคทรอนิกส์ที่เวียดนาม

=========================

ดูผลประกอบการภาพรวมบ้างครับ

ยอดขายล่าสุดอยู่ที่ 11,240 ล้านบาทเติบโต 3% เหตุผลคือ มีการหยุดธุรกิจออนไลน์แบบ B2C ตั้งแต่เดือน ส.ค. ของปี 2017

Gross profit: 25.8% มากกว่าปีที่แล้ว 24.8% เพราะเน้นสินค้าในเครือตัวเองมากขึ้นที่มีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าของแบรนด์อื่นประมาณ 10-15%

Net profit: ถ้าไม่รับรู้ ขาดทุนจากการทำออนไลน์แบบ B2C ที่มีกว่า 238 ล้านบาท จะทำให้ COL มีกำไร 741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4%

NPM: อยู่ที่ 4.5% มากกว่าปี 2016 ที่มี NPM 3.5%

=========================

COL ตั้งเป้าหมายยังไง?

เป้ายอดขายปีนี้โดยภาพรวม อยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 10%

MEB: เป้ายอดขายในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะมียอดขายแตะ 1 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10% ของ COL จากปีนี้ที่ตั้งเป้า 400 ล้านบาท

(มูลค่าตลาดหนังสือโดยรวมอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดย E-book คิดเป็นสัดส่วน 5% แต่ผู้บริหารคาดว่าจะเพิ่มเป็นสัดส่วน 10% ในปีนี้)

=========================

แล้วจะทำได้อย่างไร? มีหลายกลยุทธ์เลยครับ

1.เน้นการเป็น Omni Channel เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยจะเปิดขายทางหน้าร้าน พร้อมๆกับขยายช่องทางออนไลน์ ที่เป็นการรุกตลาด E-marketplace

2.ปรับเปลี่ยนสินค้า เพื่อเปลี่ยนจุดยืนธุรกิจให้เป็น Total Business solution provider

3.นอกจากนี้ยังแผนที่จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาลงทุนร้านในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งจะทำให้สามารถขยายการลงทุนได้เร็วขึ้น และช่วยให้การเติบโตของภาพรวมธุรกิจเติบโคขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด

โดยมีการเปิดไปแล้วในประเทศเวียดนามตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาทั้งหมด 1 แห่ง โดยเป็นการลงทุนของบริษัทเอง และมีแผนที่จะขยายเป็น 10 แห่งใน 61 ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เป็นต้น ก่อนที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นในรูปแบบของแฟรนไชส์ เพื่อให้เข้าถึงทุกพื้นที่ทั้งในไทยและต่างประเทศ

4.มองหาโอกาสลงทุนและการยกระดับศักยภาพของระบบ เช่น คลังสินค้าอัจฉริยะที่ใช้หุ่นยนต์ช่วยในการบริหารจัดการ

=========================

สำหรับการขยาย MEB เป็นแบบเอาจริงเอาจังมากครับ

คาดว่าสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 70,000 เล่ม และมีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนเป็น 100,000 เล่ม ในอีก 2 ปีข้างหน้า

แต่เนื่องจากธุรกิจเติบโตเร็ว และมีโอกาสบุกตลาดเวียดนามได้ ทำให้ MEB corporation วางแผนเข้าตลาดหุ้น ในอนาคต

ไม่ใช่แค่นี้ COL ยังพัฒนาช่องทางการขายแบบใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เป็น E-Marketplace จากบริการ PIXIPE เพื่อนำสินค้าที่มาจากการสร้างสรรค์ผลงานของครีเอทเตอร์-ดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบผลงาน

โดยมีสินค้าวางจำหน่ายทั้งหมด 200 ราย และมีสินค้ากว่า 5,000 ชิ้น เลยตั้งเป้าว่าในปีนี้จะมีครีเอทเตอร์-ดีไซน์เนอร์ เข้ามาร่วมงานกว่า 1,000 ราย และมีสินค้าจัดจำหน่ายกว่า 20,000 ขนิดสินค้า และเตรียมโซน PIXIPE ในร้าน B2S กว่า 30 สาขาทั่วประเทศไทย

และยังขายอุปกรณ์การอ่าน e-book

=========================

สรุปโครงการอนาคตกันหน่อยครับ

1.Franchise : อาจจะมีขนาดเล็กกว่าร้านปกติ COLมองว่ามีโอกาสอีกมากที่จะขยายไปในต่างจังหวัด

2.Total business solution provider: จะมีการออกสินค้าใหม่ๆครอบคลุม 3 อุตสาหกรรม เช่น สินค้าความปลอดภัยในโรงงาน, ธุรกิจ Horeca: โรงแรม ร้านอาหาร จัดส่งอาหาร , ธุรกิจโรงพยาบาลและคลินิค

3.Logistics service provider: สร้างคลังสินค้าอัจฉริยะ ที่ใหญ่กว่าคลังเดิมถึง 2-3 เท่า ด้วยงบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท น่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีนี้, รองรับ 2 แสน SKUs และรองรับยอดขายได้ 2 หมื่นล้านบาท

4.B2B marketplace platform

=========================

สรุปแผนการขยายอาณาจักร COL ปีนี้กันครับ

officemate: เปิดสาขาใหม่ = 8 สาขา, ปรับปรุงสาขาเดิม = 10 แห่ง

B2S: เปิดสาขาใหม่ = 12 แห่ง, ปรับปรุงสาขาเดิม = 8 แห่ง

รวมเม็ดเงินลงทุน ก็ประมาณ 400 – 500 ล้านบาท ใกล้เคียงกับทุกปีที่ผ่านมา

=========================

Q&A:

คำถาม: ทำไม SG&A ในช่วง Q4

คำตอบ: เตรียมคนในการรองรับธุรกิจใหม่ๆ เช่น การแพทย์, Horeca, โรงงาน และงบการตลาดออนไลน์ ซึ่ง COL บอกว่าต้องการเติบโตอย่างรวดเร็ว มากกว่าโฟกัสที่กำไรระยะสั้น ณ ตอนนี้

คำถาม: ค่าเสื่อมจากคลังสินค้าใหม่ มีมูลค่าเท่าไหร่

คำตอบ: 40 ล้านบาท แต่เป็นการชดเชยค่าแรงงานได้ , และบางส่วนของคลังสินค้าจะไปขยายธุรกิจ logistics ให้กับลูกค้ารายอื่นได้ด้วย

คำถาม: แผนสาขาใหม่มีสถานที่พร้อมหรือยัง

คำตอบ: เกือบครบแล้วครับ โดยจะเกาะไปกับ CPN, Robinson โดยแฟรนไชส์จะเน้นให้ผู้ประกอบการรายใหม่ 70% ที่มีเงิน มีความเชี่ยวชาญในแต่ละพื้นที่

คำถาม: ลงทุนแฟรนไชส์เท่าไหร่

คำตอบ: ถ้าขนาดตึกแถว 50 ตรม. แฟรนไชส์มีราคาประมาณ 2 ล้านบาท, ถ้า ตึกแถว 2 ห้อง 100 ตรม. มีราคา 4 ล้านบาท

คำถาม: กำไรของ MEB เท่าไหร่

คำตอบ: ปีที่แล้วประมาณ 30 ล้านบาท น่่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 2-3 ปี , มองว่า ตอนก่อนเข้าตลาดฯ จะมีรายได้ประมาณ​1 พันล้านบาท, เป็นบริษัทที่ทำได้เกินเป้าหมายมาโดยตลอด

คำถาม: การที่ COL จะมาทำบริหารจัดการ logistics ให้ลูกค้า จะเป็นการแข่งกับ kerry หรือไม่

คำตอบ: มองว่าเป็นการร่วมมือกัน โดย COL เก่งงานหน้าบ้าน ด้านการบริหารสาขา แต่ kerry เก่งงานหลังงาน

คำถาม: อธิบายโมเดลธุรกิจสำหรับ 3 อุตสาหกรรมใหม่ๆ

คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องมี stock สินค้าก่อน อาจจะเป็นการฝากขาย, supplier ชอบมากๆ เพราะไม่ต้องวิ่งขายเองทั่วประเทศ, ข้อดีคือ COL มีระบบคำนวนอายุสินค้้า ช่วยบริหาร demand ของลูกค้า

=========================

ไม่อยากพลาด! กดติดดาวเพจหรือ Add line ไว้นะครับ
คลิก https://line.me/ti/p/%40Eig_Banphot

[metaslider id=”2384″]

TAM-EIG

TAM-EIG

#ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้

2114
error: Content is protected !!