Subscribe & Follow:

Stock

มาดูกัน ว่าตอนนี้ปู่บัฟเฟตต์ถือหุ้นอะไรบ้าง?

ปู่บัฟเฟตต์ จัดหุ้นอะไรบ้างในไตรมาสนี้? แล้วทำไมปู่ถึงจัดหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์!   ส่วนใหญ่ 10 อันดับแรกของพอร์ตยังเหมือนๆเดิมครับไม่มีไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ครับ แต่ตัวที่ปู่จัดหนักเข้าพอร์ตในไตรมาส ที่ 2 ของปีนี้ (สิ้นสุด เดือน มิย 2562) คือ Amazon ยักษ์ใหญ่ E commerce ครับ   “รอบนี้ Berkshire Hathaway จัด Amazon เพิ่ม 11% ทำให้ทั้งหมดตอนนี้ปู่ถือหุ้น Amazon แล้วมูลค่ากว่า 954 ล้านเหรียญ เกือบ 3 หมื่นล้านบาท”     ตอนนี้อารมณ์คล้ายๆ กับตอนสมัยตอนที่ปู่จัดหุ้น Apple ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอะครับ ค่อยๆเก็บเรื่อยๆจนมีมากที่สุดในพอร์ตในตอนนี้ครับ   “ผมเคยเจอ Jeff bezos เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เค้าเป็นคนเก่ง แต่ไม่คิดว่าจะทำสิ่งที่เรียกว่ามหัศจรรย์ได้มากขนาดนี้” ปู่พูดถึงธุรกิจของ Amazon และความเป็นอัจฉริยะของเฮีย Bezos ครับ    แต่ที่น่าสนใจคือเป็นช่วงเดียวกับที่พี่เฮีย Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Amazon ขายหุ้นตัวเองออกมา 2.8 พันล้านเหรียญ    และเพิ่งขาย 1.8 พันล้านเหรียญในเดือน กค ที่ผ่านมา ทำให้เป็นการขายมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา (ปกติทุกปี เฮียแก จะขายปีละ 1 พันล้านเหรียญเพื่อเอาไปลงทุนในบริษัท Blue origin บริษัทท่องเที่ยวอวกาศ อยู่แล้ว)   ==========   ปู่ซื้อตัวไหนอีก?   นอกจากนี้ปู่ก็ยัง ปู่จัดหุ้นธนาคาร US Bancorp “ปูจัดเพิ่ม 2.4% ทำให้ตอนนี้มีมูลค่าที่ถืออยู่ทั้งหมดกว่า 6.9 พันล้านเหรียญ”      โดย US Bancorp เป็นธนาคารใหญ่อันดับที่ 7 ของ สหรัฐ มีสินทรัพย์มากกว่า 12 ล้านล้านบาทครับ   และก็จัดหนัก Bank of America ในเดือน กค.เพิ่มเติมอีก 950 ล้านหุ้น ทำให้ตอนนี้มีหุ้นมูลค่า เกือบ 8 แสนล้านบาท   ปล.ปีที่แล้วก็เพิ่งซื้อ PNC Financial Services, Travelers Cos. และ JPMorgan   ==========   มีตัวไหนที่ขายไหม?   มีนะครับ ปู่ขาย Charter Communications ประมาณ 5% ครับทำให้ตอนนี้เหลือมูลค่าที่ยังถืออยู่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท   ตัวนี้เป็นบริษัทที่ทำ สายเคเบิลรายใหญ่ของสหรัฐครับ   ==========   ดูกราฟฟิคแผ่นต่อไปว่า ปู่ ถือหุ้นมากที่สุด 10 อันแรกคือตัวไหนบ้าง พร้อมเหตุผลที่ปู่จัดหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์   =========== ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details…   สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807

เฮีย Ray Dalio ฟันธงว่าถึงเวลาลงทุนในจีนแล้ว!

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “ทุกคนกลัวว่าจีนจะโดนพิษได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า” “แต่นี่คือโอกาสในการเข้าไปลงทุนในจีน”    เฮีย Ray Dalio Hedgefund สุดเท่ (Hedgefund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก) บอก ด้วยท่าทีชิลๆ สบายๆ   ผมมีโอกาสได้ฟังคลิปสัมภาษณ์ของแก ที่ Bridgewater Associates และคิดว่ามีหลายอย่างที่คนไทยสามารถเรียนรู้จากผู้ชายคนนี้ครับเลยจะมาเล่าให้ฟังครับ   มาลุยกันครับ   ==============   จีนเติบโตก้าวกระโดดมากๆในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา   1. เฮีย Ray Dalio เคยไปที่เมืองจีนช่วง 1984 ครับ (35 ปีที่แล้ว) แกเล่าให้ฟังว่านับตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ ตัวเค้าเองได้เห็นและสัมผัสได้เลยว่าเมืองจีนโตอย่างก้าวกระโดดมากๆ    “ผมได้รับคำเชิญจากบริษัทแห่งหนึ่ง ที่เป็นบริษัทเดียวที่รับการอนุญาตให้ทำธุรกรรมกับต่างประเทศในเวลานั้น”   แกเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นค่าแรงของคนจีนกับต่างประเทศต่างกันมากๆ “แต่ผมฟังธงกับคนจีนเลยว่า อีกไม่นานประเทศจีนจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้า”    “บุคลิกลักษณะ (ความขยันและคุณค่าความสัมพันธ์ที่คนจีนให้ความสำคัญอย่างมาก) และพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของคนจีนทำให้ จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตก้าวกระโดดได้อย่างมหัศจรรย์”   2. ตัวเลขที่เติบโตก้าวกระโดดดที่ว่า มีหลายมุมครับ เช่นรายได้ต่อประชากรเพิ่มมากขึ้น 26 เท่า   สัดส่วนเศรษฐกิจจีน เพิ่มขึ้นจาก 2% ของ GDP ทั้งโลก จนตอนนี้คิดเป็นสัดส่วน 22% เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแข่งกับสหรัฐได้สบายๆ   อัตราความยากจนก็ลดลงหนักมาก จาก 88% เหลือเพียงไม่ถึง 1%   อายุขัยของคนจีนก็เพิ่มขึ้น 10 ปี   มูลค่าตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้น 4 เท่าในช่วง 10 ปีล่าสุด, ส่วนตลาดพันธบัตรเองก็โต 7 เท่า โตหนักมากๆครับ   3. ไม่ใช่แค่นี้ครับ… จีน มีจำนวน startup ที่เป็นระดับ unicorn (มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 34% ของทั้งโลก    แม้ว่าจะยังน้อยกว่าสหรัฐที่มี unicorn ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วน 47% แต่จีนกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มที่ “แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ถ้าวัดกันที่มูลค่าของบริษัทของ unicorn ประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 43% น้อยกว่าสหรัฐที่อยู่ระดับ 45%” ห่างกันนิดเดียวครับ   4. “จีน กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก” แม้ว่าสงครามการค้าจะตึงเครียดฝุดๆ! “เป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในโลก” และเป็นประเทศที่มีตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้   5. “ผมไปๆมาๆ เมืองจีนกว่า 20 ปี ทำให้ผมชอบจีนมากๆ”   เฮีย Ray Dalio ชอบเมืองจีนและคนจีนมากๆ ถึงขั้นให้ลูกชายสุดที่รัก ไปเรียนที่นู้นตอนอายุ 11 ปี ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจในจีนอีก 20 ปีถัดมา   (ช่วงแรกไปจีนเพราะความชอบ ก่อนที่จะสายสัมพันธ์นานกว่า 20 ปี ถึงทำธุรกิจกับคนจีน)   ==============   สงครามการค้าในมุมมองใหม่   1.  “มองว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้วมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน เป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ” เหตุผลที่เฮีย Ray Dalio มองคือ จีนเติบโตและขยายตัวเร็วมากๆ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีปัญหากับมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก   “แต่อย่าลืมว่าตามประวัติศาสตร์ของจีน มักจะเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกอยู่เรื่อยฟอยู่แล้ว รอบนี้ก็เพียงแค่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่เท่านั้น”   2. ในอดีต ก็เคยเจอเหตุการณ์การช่วงชิงเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจระดับโลก ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆ ทั้ง เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, และมหาอำนาจล่าสุดคือสหรัฐ   3. เฮีย Ray Dalio เท้าความหลังและชวนคิดว่า “สมัยนั้น คุณจะไม่ลงทุนกับ เนเธอร์แลนด์ตอนที่เป็นยุคทองของเค้าในช่วง คศ.ที่ 17 เหรอ?    หลังจากที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้วทำให้สหราชอาณาจักร เป็นมหาอำนาจ คุณจะไม่ลงทุนกับเค้าเหรอ?  […]

% ผลตอบแทน ก.ค. vs ส.ค.

ด่วน! ตลาดหุ้นหลุด 1700 จุดครั้งแรกในรอบ 1.5 เดือน   ตลาดหุ้นไทยต้อนรับวันแรกของเดือน สค.ได้อย่างฝุ่นตลบพอสมควรครับ มีแรงขายทั้งวัน แต่ช่วงบ่ายนะสิครับถูกเทหลุด 1700 จุด (มีบางช่วงร่วงไปโซน 1694 ก่อนดีดกลับท้ายตลาด)   “หลังจากที่ตลาดหุ้นขึ้นรวดเดียว 150 จุดจากโซน 1600 ในช่วงปลายเดือน พ.ค.” “แต่ 5 วันนี้ถูกเทหนัก เกือบ 40 จุด” นี่ไงที่มาของคำพูดที่บอกว่า ตอนขาขึ้นเนี่ย เหมือนค่อยๆขึ้นบันได แต่ขาลงอย่างกับลงลิฟท์   ผลคืออะไรครับ? กรุปไลน์ที่เคยคึกคักก็เงียบฉี่เลยครับ   ==========   ต้องบอกว่า วันนี้มีศึกทั้งในประเทศและนอกประเทศมาเป็นชุดเลยครับ    เริ่มตั้งแต่เช้ามืดที่ “ธนาคารกลางสหรัฐที่ลดดอกเบี้ยตามคาดแต่ดันไปย้ำว่าตอนนี้ดอกเบี้ยยังไม่ใช่ขาลงนะ” เลยทำให้นักลงทุนทั้งโลกเทขายหุ้นออกมาก่อน    แต่ถ้าฟังดีๆจริงๆแล้ว พี่เจอโรม พาวเวล เองก็ยังแทงกั๊กประมาณว่า เดี๋ยวต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจก่อนตามสไตล์เฟด (แต่ก็ถูกต้องแล้วที่ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป)   ในขณะเดียวกันก็ประกาศหยุดลดขนาดงบดุลเร็วกว่ากำหนด 2 เดือน (กำหนดการเดิมคือ ต.ค.)   ส่วนในประเทศเองก็มีประเด็นสำหรับหุ้นรายตัวครับ เช่น หุ้นปั๊มน้ำมันชื่อดังที่ร่วงหนักเกือบ 15% ระหว่างวัน   ==========   ความเห็นของ พี่ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ ในด้านปัจจัยพื้นฐาน   “พี่ว่า… ต่อให้ตลาดหุ้นลงมา level ไหนก็เป็นจังหวะที่ควรจัดหุ้นเข้าพอร์ตทั้งนั้นแหละ” โอ้โห…. ออกตัวแรงมากครับพี่ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์จำกัด   เหตุผลคือ ตอนนี้นักวิเคราะห์ทั่วหล้าอาณาจักรมอง แต่ประเด็นเรื่องเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% และมองว่ายังไม่ใช่ดอกเบี้ยขาลง แล้วก็มองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงขายในวันนี้ จนลืมเรื่องการที่เฟดจะหยุดลดขนาดงบดุลเร็วขึ้นกว่า 2 เดือน   แม้จะไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงของเฟดที่ทำแบบนี้ แต่พี่ปิงให้ความเห็นว่า เฟดคงอยากจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง และไม่อยากให้สภาพคล่องหายไปจากตลาดครับ   “วันนี้มันเป็นการหาเหตุผลมาขายหุ้นมากกว่า” พี่ปิงขยายความว่า การที่ Fed ยุติการลดขนาดงบดุล เร็วกว่ากำหนด นอกจากจะเป็นการบอกว่า Fed ไม่ต้องการให้เศรษฐกิจมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องแล้ว   ยังทำให้บรรดาสถาบันการเงินและวาณิชธนกิจต่างๆที่ขายสินทรัพย์เตรียมเงินสด เพื่อรอการไถ่ถอนจาก เฟดสามารถเอาเงินสดที่เตียมไว้นี้กลับไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆได้อีกครั้ง   และการที่เฟดลดดอกเบี้ยแค่ 0.25% และบอกว่ามันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง พี่ปิงก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ก็แปลว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้แย่   “ซึ่งคุณพาวเวล ประธานเฟด ก็พูดชัดว่าเค้าไม่เห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ และที่สำคัญเมื่อย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง มันมักจะตามาด้วยการเกิดเศรษฐกิจถดถอย”   การที่ เฟดลดดอกเบี้ยและยุติการลดขนาดงบดุล มันสะท้อนว่า เฟดต้องการดักทางก่อนที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆกันไว้ที่ดีกว่าแก้ครับ   ล่าสุดมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจคือ IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) โลกลง แต่ยังมอง ตลาดเกิดใหม่โตดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว และมองปีหน้ายังโตมากกว่าปีนี้   พี่ปิงมองว่า สถิติในอดีต เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ยังดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว ก็มีโอกาสสูงมากที่ เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาในแถบตลาดเกิดใหม่มากกว่า   และยิ่งตลาดหุ้นไทยเองก็ยังมีสภาพคล่องดี และ ได้รับการเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก credit rating agency ก็จะช่วยเสริมด้วย และยังไม่นับกรณีที่รัฐบาลไทยเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารเป็นรัฐบาลพลเรือนก็น่าจะมีส่วนช่วยทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจ (กว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ)   ส่วนกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจคือ กลุ่มสื่อสาร รับเหมา นิคมอุตสาหกรรมและ อาหาร ครับ (TRUE WHA STEC TU)   ขอบคุณครับพี่ปิง   ==========   ความเห็นทางผู้เชี่ยวชาญกราฟเทคนิคว่าอย่างไร?   “รอบนี้มีโอกาสลงมาทดสอบ 1692 จุด แต่น่าจะมีเด้ง” พี่แมน อัครพงศ์ ขวงธนะชัย กูรูจากเพจ StockManday พูดแบบชิลๆ   พี่แมนบอกแฟนคลับไปตั้งแต่ต้นสัปดาห์ละว่า ถ้าเล่นกำไรระยะสั้นๆเนี่ย ถือว่าเป็นขาลงแล้วละ (แม่นเว่อร์) แต่ถ้ามองกรอบ Timeframe Day มันยังเป็นขาขึ้นอยู่นะ   “แต่ถ้ามีหลุดลงมา พี่มองว่า 1676 […]

Ray Dalio มองวงจรเศรษฐกิจและการลงทุนรอบต่อไปจะเป็นยังไง?

ก่อนที่จะตอบคำถาม… คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้มีปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่กำลังกระทบต่อการลงทุน   ยาวหน่อยนะค้าบ แต่อ่านแล้วนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราจะเก่งขึ้น และเข้าใจโลกการลงทุนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ 🙂   (ถ้าอยากอ่านย้อนหลังว่า ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจย้อนหลัง 100 ปีเป็นยังไง คลิกเลย …)   =======   1. ธนาคารกลางหลายแห่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันจัดหนัก จัดเต็ม   “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากมายครับ ก็อย่างที่เราได้ยินตามข่าวอะครับ เช่น ลดดอกเบี้ย, พิมพ์เงินแล้วซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (QE)”   เฮีย Ray Dalio นักลงทุน Hedgefund ที่กำลังฮอตที่สุดในยุคนี้บอกว่า ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืนครับ แต่ก็ทำให้สินทรัพย์การเงินทั่วโลกวิ่งกระจุยทั้งทางตรงและทางอ้อมนับตั้งแต่ปี 2009   “ทางตรงคือการที่เงินไหลเข้าไปซื้อสินทรัพย์ ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น” “ส่วนทางอ้อมคือ การที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น ค่า P/E ก็จะสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีบางบริษัทที่กู้เงินด้วยดอกเบี้ยต่ำ แล้วไปซื้อหุ้นคืน หรือนำไปซื้อกิจการหรือซื้ออสังหาา” แหม… พูดซะเห็นภาพเลยครับ   แต่ที่บอกว่ามาตรการแบบนี้ไม่ยั่งยืน เป็นเพราะว่าอัตราดอกเบี้ยก็คงจะไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามาตรการ QE เริ่มได้ผล (ต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้น) น้อยลงเรื่อยๆ จริงไหมครับ?   อีกอย่าง เงินที่ถูกปั๊มเข้าสู่ระบบ ตอนนี้อยู่กับนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่ซื้อและถือสินทรัพย์อยู่ (ตอนนี้ราคาขึ้นก็จริง แต่ตอนนี้ความคาดหวังว่าผลตอบแทน ก็เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับการถือเงินสด)   “ทำให้มีแรงจูงใจในการลงทุนน้อยลง ทำให้ยากที่ราคาของสินทรัพย์จะขึ้นไปต่อได้อีก” ในขณะเดียวกันธนาคารกลางหลายแห่งก็จัดหนัก ใช้มาตรการผ่อนคลายมากมาย ซึ่งนั่นจะทำให้ นักลงทุนหันไปมองการลงทุนทางเลือกเช่น ทองคำ เป็นต้น เพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถรักษาความมั่งคั่งได้   =======   2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มได้ผลน้อยลง   มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ว่านี้ก็คือการลดดอกเบี้ยหลักการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) การพิมพ์เงินเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน   “มาตรการเหล่านี้เริ่มได้ผลน้อยลงและมีปัญหาคือภาระหนี้สินที่มากเกินไป” เฮียอธิบายเพิ่มเติมว่ายังมีภาระที่ไม่ได้เป็นหนี้สินสักทีเดียว เช่นเงินบำนาญและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ที่จะเป็นค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลในอนาคต     แต่ยังไม่รวมถึงมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบอื่นๆอีกเช่นการลดค่าเงินและมาตรการการขาดดุลการคลังที่กำลังกลายเป็นเงินก้อนโตที่ไหนท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นภาระที่ต้องจ่ายคืน   =======   3. รัฐบาลจะช่วยใครระหว่างเจ้าหนี้หรือลูกหนี้?   หลักการที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ภาระหนี้สินของคนคนหนึ่งก็คือสินทรัพย์ของอีกคน อ้าวแล้วมันสำคัญยังไงล่ะ?   เล่าให้ฟังง่ายๆอย่างนี้ครับ ถ้าสังเกตุให้ดี…นโยบายการเงินนั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา   อย่างแรกคือการช่วยเหลือลูกหนี้ซึ่งนั่นก็หมายความว่าภาระจะตกอยู่ที่เจ้าหนี้ แปลว่าอะไรครับ? ยกตัวอย่างเช่นการลดอัตราดอกเบี้ยลงก็จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับผลตอบแทนที่น้อยลง แต่ลูกหนี้ก็จ่ายดอกเบี้ยน้อยลงด้วย   ในขณะที่อีกกรณีหนึ่งคือการใช้ในโยบายทางการเงินช่วยเหลือเจ้าหนี้แต่คนที่รับภาระก็คือลูกหนี้   “เช่นการใช้นโยบายเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนั่นก็จะช่วยทำให้เจ้าหนี้ได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ลูกหนี้ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน”   เห็นภาพเลยนะครับ… เฮีย Ray Dalio ชวนตั้งคำถามว่าถ้าเราเป็นธนาคารกลางเราจะช่วยใครระหว่างเจ้าหนี้หรือลูกหนี้   เรายังไม่ทันตอบ.. แกอธิบายต่อเลยครับว่าในความเห็นของแกนั้น ชัดเจนมากว่าธนาคารกลางจะช่วยลูกหนี้มากกว่าเจ้าหนี้ครับ   แล้วก็ชัดเจนด้วยว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นจะเป็นการลดค่าของเงินแล้วทำให้ผลตอบแทนของเจ้าหนี้ลดลงเช่นกัน   “ตอนนี้เหมือนเป็นการวัดใจว่าเจ้าหนี้ (ผู้ถือพันธบัตร) จะปล่อยให้ธนาคารกลางใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบไปอีกนานแค่ไหน ถ้านานมากไปก็พร้อมที่จะขายแล้วไปลงทุนสินทรัพย์อื่น”   =======   4. ใกล้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการลงทุนหรือยัง?   เฮียบอกว่า “จริงๆแล้วผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่าการเปลี่ยนแปลงรอบนี้ (วิกฤติการเงิน) จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ รู้แค่ว่ามันใกล้มากๆ แล้วมันก็จะมีผลต่อวงจรเศรษฐกิจรอบถัดไปด้วย”   และถ้าดูข้อมูลสถิติย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 1960 ก็จะเห็นว่าทุกๆครั้งที่อัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% สิ่งที่เกิดขึ้นคือธนาคารกลางต่างๆ (เช่นสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น) ก็จะใช้มาตรการพิมพ์เงินออกมา   “แม้ว่าตอนนี้ธนาคารกลางยุโรปจะยุติการพิมพ์เงินในปี 2018 แล้ว แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ยังไม่หยุดทำให้เงินที่หมุนเวียนในระบบยังเยอะมาก”   แต่ตอนนี้หลายๆธนาคารกลางก็เริ่มที่จะเปลี่ยนท่าทีหันกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง เหตุผลคือตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงและอัตราเงินเฟ้อก็อยู่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก   =======   5. ช่วงที่ผ่านมามีการซื้อหุ้นคืน ควบรวมกิจการ และซื้อกิจการเป็นจำนวนมาก   นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนที่เรียกว่า private equity และ venture capital ที่มองหาโอกาสลงทุน (ในกิจการ startup หรือบริษัทนอกตลาดฯ)   เฮีย Ray Dalio อธิบายว่าช่วงก่อนหน้านี้ต้นทุนทางการเงินต่ำมาก และมีเงินจำนวนมากในระบบการเงิน (แต่ละธนาคารกลางต่างก็พิมพ์เงินออกมา) ทำให้ราคาหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆพุ่งสูงขึ้น (เงินที่พิมพ์ออกมาก็ไหลไปซื้อสินทรัพย์เหล่านี้) และทำให้เงินสดแทบจะไร้ค่าเลยครับ   “การที่ราคาของสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้น ก็เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับใครก็ตามที่มีสินทรัพย์เยอะ และได้ประโยชน์มากกว่าคนไม่มี” พูดง่ายๆคือคนรวย ยิ่งรวยขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมขึ้น และส่งผลทำให้เกิดปัญหาการเมืองตามมา   =======   6. อัตราทำกำไรของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นแบบสุดๆ   อัตราทำกำไรของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากครับ เพราะมีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ และโลกาภิวัฒน์ก็ทำให้ต้นทุนแรงงานถูกลง (ในระยะยาว) แต่เฮียมองว่า น่าจะไม่เสมอไป ในอนาคตอัตราทำกำไรน่าจะลดลง   “เหตุผลคือ การที่นายทุนได้ประโยชน์ นั่นหมายความว่าแรงงานเสียประโยชน์” และนี่จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และทำให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มแรงงานและอาจจะเริ่มต่อต้าน (เจ้าของบริษัท)   =======   7. การลดภาษีเป็นเรื่องที่ดีชั่วคราวเท่านั้น   ทันทีที่พี่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แกก็ประกาศลดภาษีนิติบุคคลทันทีครับ ซึ่งนั่นเป็นข้อดีที่ทำให้ตลาดหุ้นวิ่งฉิว […]

Ray Dalio พาทัวร์โลกการลงทุนในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา!!

เป็นอีกครั้งที่เฮียแกจัดหนักมากครับ คุณ Ray Dalio คือ hedgefund ที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ครับ บริหารกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 5 ล้านล้านบาท   อาจจะยาวหน่อยแต่บอกเลยอ่านจบ นักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราจะเข้าใจ “การลงทุน” มากขึ้นเยอะครับ 🙂 เห็นด้วยไม่เห็นด้วยตรงไหนเข้ามาแชร์กันได้ครับ ========   1.”หนึ่งในหลักการลงทุนของผม คือ การบอกให้ได้ว่าตอนนี้เราในช่วงการลงทุนแบบไหน” คุณ Ray Dalio จั่วหัวมาซะน่าสนใจเลยครับ   เราต้องประเมินให้ได้ว่า การลงทุนตอนนี้เป็นแบบไหน และต้องนึกภาพให้ออกว่าภาพการลงทุนจะเปลียนไปยังไง และเมื่อไหร่ที่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนั้นจะหยุดลง   เฮียเล่าให้ฟังว่า ตลอดระยะเวลาการลงทุน 50 ปีที่แกเป็นนักลงทุนแนวที่มองภาพ Macro (มองเศรษฐกิจในภาพใหญ่ให้ออก)   “สิ่งที่ผมเห็นคือ ทุกๆช่วงเวลาประมาณ 10 ปี วงจรการลงทุนจะเปลี่ยนทีนึงครับ” เฮียฟันธงว่าการที่สามารถประเมินวงจรและภาพการลงทุนให้ได้ และจัดพอร์ตให้ดี มีส่วนสำคัญของการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จครับ   เหตุผลคือทุกสินทรัพย์การลงทุน รวมถึงหุ้น พันธบัตร เงินสด จะต้องเจอช่วงที่ตลาดไม่ดี นั่นเลยเป็นเหตุผลที่เราต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ========   2. มีหลายปัจจัยที่ทำให้ภาพการลงทุนเกิดความไม่แน่นอน   วงจรการลงทุนแต่ละช่วงเกิดขึ้นกินระยะเวลานานมากจนหลายคนอาจจะลืมไปว่า สุดท้ายมันจะต้องถึงจุดจบลงสักวันหนึ่ง   “ยกตัวอย่างสุดจะคลาสสิค คือการเติบโตของการกู้ยืมเงินในอดีต ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์การลงทุน” “นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สินทรัพย์ทั่วโลก ราคาเพิ่มขึ้น” ประเด็นนี้คือสิ่งที่ทำให้คนเชื่อว่าการกู้ยืมเงินเพื่อไปลงทุน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง (เพราะทำตังได้)   แต่อย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีจุดจบเสมอครับ เพราะใครก็ตามที่ยืมตัง เพื่อไปซื้อสินทรัพย์ หรือไปลงทุน พอถึงจุดหนึ่งตังก็จะหมด หรือวงเงินในการกู้ก็จะเต็ม ไม่สามารถกู้ยืมเพิ่มเติมได้   ซ้ำร้าย ต้นทุนในการกู้ยืมเงินสักวันนึง ก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้ที่มี (ดอกเบี้ย) ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ถ้าถึงตอนนั้นงานเข้าแน่นอนครับ) และจะส่งผลต่อกำลังซื้อสินค้าและบริการของคนๆนั้น   เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันจะเกิดการเปลียนแปลงของวงจรการลงทุนในช่วงนั้นครับ และในท้ายที่สุดราคาของสินทรัพย์การลงทุนก็จะร่วงหนัก   “วงจรแบบนี้มันจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไป จนกว่ามันจะถึงจุดจบครับ” (แล้วก็เกิดวงจรใหม่)   ========   3. ความผันผวนต่ำเป็นระยะเวลานานในท้ายที่สุดก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการลงทุน   “ความผันผวนต่ำเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน มักจะนำไปสู่ความผันผวนสูง” ฟังตอนแรกก็งงๆนะครับ   เฮีย Ray Dalio อธิบายว่าพอเจอช่วงที่ผันผวนต่ำ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำคือ ยืมตังมากขึ้น (มากกว่าตอนช่วงที่เจอตลาดผันผวน) ทำให้ตลาดในท้ายที่สุดจะมีความผันผวนมากขึ้นครับ   ========   4. ราคาตลาดเป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุน   “อย่างที่เราทราบกันครับว่า ราคาตลาดบนกระดานเป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนในอนาคต” โดยตลาดมักจะเคลื่อนไหวไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความคาดหวังของนักลงทุน   นี่คือเกมการลงทุน เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต จะช่วยทำให้เราเข้าใจตลาดได้มากขึ้น   เดี๋ยวแกจะค่อยๆเล่าให้ฟัง แต่ละช่วงเวลาว่าเป็นยังไง พร้อมลุยยังครับ ลุยอ่านต่อเลยค้าบบ   ========   5. วงจรเศรษฐกิจ วงจรการลงทุนเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี   “เอาให้เห็นภาพง่ายๆ ช่วงทศวรรษ 1920 เป็นช่วงที่รุ่งเรื่อง” “ช่วงทศวรรษที่ 1930 เป็นช่วงที่ตลาดแย่”   ส่วนช่วง 1970 เป็นช่วงภาวะเงินเฟ้อ ส่วน 1980 คือช่วงภาวะเงินเฟ้อลดลง (ยังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด)   ข้อสังเกตคือ ทุกๆ 10 ปีจะมีคาแรคเตอร์ ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากช่วงอื่นๆ และทุกครั้งที่จบรอบเศรษฐกิจรอบใดรอบหนึ่ง นักลงทุนเองก็มักจะคาดหวังว่าเศรษฐกิจรอบถัดไปคงจะคล้ายๆกับรอบที่แล้ว (แต่นั่นคือสิ่งที่คิดผิด)   “วิธีการเอาชนะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา คือ คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะเข้า เมื่อไหร่ควรจะออก หรือเมื่อไหร่ควรจะอยู่เฉยๆ” (เข้าซื้อตอนที่ราคาร่วง และทยอยขายตอนที่ราคาพุ่งขึ้นขึ้น)   อีกวิธีคือการจัดพอร์ตให้มีความสมดุล ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอแม้ว่าจะเจอตลาดขาขึ้น หรือ ขาลง   ========   6. ช่วงทศวรรษที่ 1920 เป็นช่วงที่ตลาดพุ่งกระฉูด   เฮีย Ray Dalio ขยายความเพิ่มเติมครับว่า ช่วงต้นๆทศวรรษเป็นช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาหมาดๆ “นักลงทุนหลายคนเองก็กู้ยืมเงินมากขึ้น เพื่อมาซื้อหุ้น เพราะให้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตร”   นั่นเลยเป็นเหตุผลให้ตลาดหุ้นวิ่งเป็นกระทิงเลยครับ และพอเรารู้สึกเพลินๆไปเรื่อยๆ เผลอแปบเดียวก็ช่วงปลายทศวรรษ แล้วก็จบลงด้วยฟองสบู่แตกในปี 1929   ========   7. ส่วนช่วงทศวรรษที่ […]

ทำไมพี่ต้นถึงชอบหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์

4 เหตุผล ทำไมหุ้นธนาคารพาณิชย์ถึงน่าลงทุนตอนนี้?   “หยวนต้าคาดว่า หุ้นกลุ่มธนาคารจะมีกำไรไตรมาส 2 ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว” พี่ต้นเกริ่นตอนแรกซะตกใจเชียวครับ   สัปดาห์นี้เป็นช่วงประกาศผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยครับ ผมเลยชวนคุยกับพี่ต้น เผดิมภพ สงเคราะห์ สุดยอดนักวิเคราะห์และผู้บริหารระดับสูงของ บล. หยวนต้า ครับ   “ผลประกอบการไตรมาสนี้อาจจะไม่ดี” “แต่ผมมองว่า เป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วง 6 เดือนนี้” แหม… พี่ต้นพูดเว้นช่วงไปหน่อยนะครับ เอาซะใจหายเลย   มาดูกันว่าทำไมพี่ต้นเห็นโอกาสในกลุ่มนี้   =========   1. ผลประกอบการธนาคารมีโอกาสฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง   “ผมมองว่ายอดสินเชื่อจะเติบโตสูงขึ้น และกำไรของหุ้นกลุ่มแบงค์จะฟื้นช่วงครึ่งปีหลัง” พี่ต้นฟันธง แม้ว่าจะมองว่า ไตรมาสนี้ผลประกอบการคงจะไม่สวยเท่าไหร่ครับ   เหตุผลหลักๆ ที่พี่ต้นมองว่าผลประกอบการจะพลิกกลับมาได้ คือ รัฐบาลชุดใหม่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแน่ๆ ทำให้การบริโภค การท่องเที่ยว การลงทุน ดีขึ้น   “กลุ่มธนาคารก็จะได้ประโยชน์ทั้งหมดเพราะมีโอกาสปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ตามขยายตัวของเศรษฐกิจครับ”   =========   2. ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารตอนนี้ถูกสุดๆ   กลุ่มนี้จะดูว่าถูกหรือไม่ ดูง่ายๆจากค่า P/BV ครับ   “ตอนนี้มีแค่ธนาคารกลางและเล็ก ที่ เทรด อยู่ประมาณ 1SD เมื่อเทียบกับในอดีต เช่น KKP, TISCO, TCAP”   “แต่ธนาคารใหญ่ๆเช่น SCB, KBANK, BBL ตอนนี้ valuation ถูกมาก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง 1SD”    นี่ยังไม่นับผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง ทำให้กลุ่มนี้ดูน่าสนใจมากขึ้นครับ   “แล้วยิ่งตอนนี้ธนาคารยุโรป เริ่มฟื้นแล้ว สังเกตจากค่า CDS spread ที่สะท้อนเรื่องความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนเริ่มเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น” “มีโอกาสทำให้บรรยากาศการลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกสดใสขึ้นครับ”   =========   3. มาตรฐานบัญชีจะเป็นเรื่องที่ความ surprise ให้กับตลาดฯ   “การบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9) จะเริ่มใช้ในต้นปีหน้า” เท่าที่ผมฟัง พี่ต้นดูจะตื่นเต้นกับประเด็นนี้มากครับ ผมเลยถามว่าทำไม   แกตอบทันทีว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่รู้ประเด็นนี้ครับ   IFRS9 จะบังคับให้ธนาคารตั้งอัตราสำรองหนี้สงสัยจะสูญในอัตราที่สูง แต่ไม่ต้องห่วง เพราะตอนนี้อัตราสำรองของธนาคารพาณิชย์ตั้งไว้เกินอยู่แล้ว (เกินเกณฑ์ไปเยอะมาก)   นั่นหมายความว่ามีโอกาสสูงมาก ที่ธนาคารจะลดอัตราสำรองฯ ทำให้จะมีกำไรส่วนเกิน (ในทางบัญชี) จะทำให้ตัวเลขดูสวยงามขึ้นและบางบริษัทอาจจะจ่ายเงินปันผลพิเศษได้   =========   4.  อัตราทำกำไรของกลุ่มธนาคาร (NIM) มีโอกาสสูงขึ้น   ชัดแล้วว่า แนวโน้มของเฟด ธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน กค. นี้ แต่คิดว่าคงจะไม่มีผลต่ออัตรากำไรของกลุ่มธนาคารไทย   “เหตุผลคือ พันธบัตรสหรัฐรับข่าวลดดอกเบี้ยไปแล้ว” “และกว่าดอกเบี้ยในไทยจะมีโอกาสลด ก็ต้องนู้นแหละครับ ปีหน้า”   นอกจากนี้ยังมองว่ากลุ่มธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่อ ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นจึงมองว่า อัตรากำไรของกลุ่มธนาคารมีโอกาสที่จะสูงขึ้นในอนาคต   =========   มาสรุปกันหน่อยครับ   “หลายคนกังวลตัวเลข NPL ตัวเลขหนี้เสีย ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ถูกขายมาเยอะก่อนหน้านี้” พี่ต้นมองว่า NPL เพิ่มขึ้นจริง แต่ยังไม่อันตรายครับ   ในขณะที่มีโอกาสที่ตัวเลขสินเชื่อจะเติบโตขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้น และยังเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ (ยังมี valuation ราคาถูก)   พี่ต้นฟันธงว่า ธนาคารที่น่าสนใจ คือตัวใหญ่ๆครับ เช่น    1.SCB (มีประเด็นการขาย SCBLIFE อาจจะมีการจ่ายปันผลพิเศษ), 2.BBL (มีตัวเลข coverage ratio สูงสุดทำให้มีความปลอดภัย), 3.KBANK    อย่าลืมศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ก่อนการลงทุนครับ    ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ นี่คือ ถามอีก กับอิก ครับ 🙂

9 สิ่งที่คนเวียดนามจะเล่าให้

วันก่อนเจอเพื่อนเวียดนาม คุณ Hai Yen Ho เป็น ผู้ช่วยบก.นิตยสารหัวดังในเวียดนามฉบับนึง และแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณหมอ กล้า ชเนษฎ์ ศรีสุโข   ทำให้ผมมีมุมมองที่มองเวียดนามเปลี่ยนไป และค่อนข้างน่าแปลกใจในหลายเรื่องครับ   =========   1. ตอนนี้คนเวียดนามที่รวยแบบสุด ๆมีมากขึ้นอย่างน่าตกใจ (หลายคนสามารถซื้อของหรูหราได้สบายๆ แต่อาจจะยังไม่ซื้อรถสปอร์ตเพราะถนนอาจจะยังไม่เอื้อกับการขับรถเร็ว ๆ) คนที่รวยก็ส่วนใหญ่จะทำหลายธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรเลยแหละครับ   2. คนเวียดนามมีนิสัยสู้คน เค้าเลยบอกว่าสมัยก่อนเลยรบกับประเทศมหาอำนาจบ่อย ๆ (เค้าบอกว่าไม่เหมือนคนไทยที่ ชอบเจรจา มากกว่าสู้รบ ทำให้เราไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร อันนี้จริงไหมครับ ?)   3. อดีตเวียดนามเคยรบชนะ มหาอำนาจเยอะเสียด้วยเช่น สหรัฐฝรั่งเศส ญี่ปุ่น “ผู้ใหญ่จะยกตัวอย่างเรื่องนี้ด้วยการปลุกใจคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่าเราสามารถทำได้” คุณ Ho บอกว่าอันนี้สอนกันมานานละครับ และได้ผลซะด้วย เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่ดูแวบ แรกอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่คนเวียดนามเป็นคนใจถึง สู้ยิบตา ทำให้ประสบความสำเร็จมากมาย   4. นิสัยนักสู้ของเวียดนามเนี่ยแหละครับที่ทำให้เด็กวัยรุ่นยุคนี้สู้ยิบตา ไม่ slow life ดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น (อาจจะมีการโกงบ้าง แต่เพราะเค้าเพิ่งผ่านสงครามมา เลยยังมีบ้างที่มองว่าเอา สิ่งที่เห็นตรงหน้าดีกว่า การมองยาวๆ)   “แต่ถ้าจะทำธุรกิจกับคนเวียดนามยังต้องเจรจาดี ๆ นะครับ เข้าใจตรงกันนะ” มีหลายคนเข็ดขยาดกลับมาก็เยอะเหมือนกัน (แต่ส่วนตัวมองว่า น่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ครับ)   5. เมื่อก่อนคนเวียดนามชอบสินค้าคนไทยนะครับแต่ตอนนี้เค้าบอกว่า ถ้าสินค้าอะไรก็ตามที่เวียดนามผลิตได้ ใกล้เคียงกับของไทย เค้าจะซื้อของเวียดนาม   ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะตอนนี้โรงงานของคนเวียดนามเก่งขึ้นมาก ๆ   และตอนนี้ก็เริ่มทำสินค้าของตัวเองมากขึ้นละครับ เช่น รถ vinfast สัญชาติเวียดนาม (คนเวียดนามภูมิใจมาก ๆ)   6. คนเวียดนามมีความชาตินิยมสูงมาก ๆ ครับผมเองก็เห็นมากับตาตอนไปโฮจิมินท์ กับฮานอย จะเห็นเลยว่าร้าน fast food แบรนด์ดัง ๆ เองก็ยังเจาะตลาดเวียดนามไม่ค่อยได้ (ยกเว้น Starbucks พอจะได้ แต่ก็ไม่สู้กาแฟท้องถิ่น)   7. ตอนนี้หลาย ๆ แบรนด์ที่เป็นสินค้าระดับหรู เช่น นาฬิกาแบรนด์ดัง ๆ เริ่มไปเปิดตลาดเวียดนามมากขึ้น รุ่นที่ขายดี ส่วนใหญ่จะเป็น limited edition ที่ออกแบบมาเพื่อคนเวียดนามเท่านั้น (ยอมจ่ายแพง ถ้าเป็นรุ่น limited edition)   8. หลายสถานที่ของเวียดนาม จะถูกซ่อนตัวอยู่ตามเมือง ไม่สามารถค้นหาในเนตได้ เช่น ร้านอาหารเจ๋ง ๆ ร้านขายของดี ๆ จะอยู่ตามซอกหลืบ มองจากภายนอกอาจจะไม่ทราบว่า มีร้านเจ๋ง ๆ อยู่ข้างใน   คุณ Ho และ คุณกล้าตั้งสมมติฐานกันว่า อาจจะเป็นเพราะเพิ่งผ่านสงครามมาทำให้เคยชินกับการทำร้านซ่อนตัวอยู่ตามตึก หรือตามซอยต่าง ๆ เพื่อหลบหนีจากศัตรู   9. เวียดนามยังมีธรรมชาติที่สวยงามอีกมาก คุณ Ho ภูมิใจนำสถานที่ท่องเที่ยว ที่สวยอย่างกับหนัง Avatar มีสัตว์ชนิดแปลก ๆ + พืชเขียวขจี + มีอากาศดี ๆ เยอะมาก ๆ   แต่บางพื้นที่ต้องตรวจเช็คสุขภาพ และจ่ายตังแพง ๆ เท่าที่เห็นภาพที่คุณ Ho เปิดให้ดู ผมฟันธงเลยครับว่าถ้าเวียดนามเปิดประเทศอีกหน่อย เวียดนามอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกในราคาย่อมเยาได้เลยครับ   =========   ความเห็นของ #ลงทุนนอกโลก #ถามอีก กับอิก   “ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อีกไม่กี่ปีเวียดนามก็คงจะแซงเรา” เป็นคำพูดล้อเล่นกันเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว แต่พอเวลาผ่านไปมาถึงทุกวันนี้ อืม … เริ่มจะไม่ขำละครับ   ก่อนหน้านี้เรามีหลายอย่างที่วิ่งไปได้ไกลกว่าเค้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบ้านเมืองเราสงบ ไม่เคยเจอเหตุการณ์สงครามเหมือนที่เวียดนามเจอ   แต่เวียดนามก็กลับใช้เหตุการณ์เลวร้ายในอดีต มาเป็นแรงฮึด วิ่งสู้ฟัด จนตอนนี้เริ่มแซงเราในหลาย ๆ ด้านทั้งการเติบโต GDP, ตัวเลขการส่งออก   ยังไม่นับว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย โครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ กฏหมายก็ยังมีส่วนที่ซับซ้อนอยู่   ถ้าเค้าปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ได้ เวียดนามน่าจะติดปีกบินไปได้อีกไกลในภาพใหญ่   ไม่ใช่แค่นี้ ผมเคยคุยกับผู้บริหารระดับสูงหลายอุตสาหกรรมในเวียดนาม ทุกคนพูดเหมือนกันว่า ทุกวันนี้ โรงงานเวียดนามและคนเวียดนามเก่งขึ้นเยอะ และถ้าเชื่อมโยงความเห็นของเพื่อนผมคนนี้จะเห็นว่า เวียดนามมีนิสัยชาตินิยม ภาคภูมิใจในชาติตัวเอง และไม่ slow life ทำมาหากินอย่างเต็มที่   ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าเราต้องมองเค้าว่าเป็นคู่แข่งครับ   เพียงแต่จะบอกว่า ถ้าเรายังวิ่งอยู่กับที่ (หรือวิ่งถอยหลัง) สิ่งที่เราเคยคิดเสมอ ติดภาพเดิม ๆ ว่า ยังไงเสีย สินค้าไทยก็ยังมีคุณภาพที่ดีในสายตาของชาวเวียดนาม มันอาจจะเป็นแค่ในอดีตครับ

สรุปยาแรงมาตรการแบงค์ชาติ

ด่วน! แบงค์ชาติอัดยาแรง ตลาดหุ้นร่วงและค่าเงินบาทอ่อนค่าทันที   เช้านี้มีเรื่องตื่นเต้นเยอะจริงๆครับ อยู่ๆค่าเงินบาทก็ดีดกลับ อ่อนค่ารวดเดียวเกือบ 1% ขึ้นมาอยู่โซน 31 บาท    ในขณะที่ตลาดหุ้นเองก็เช่นกันบวกเพลินๆ ประมาณ 5 จุดเศษๆ สุดท้ายก็ถูกทุบลงมาเกือบ 10 จุดในช่วงเช้านี้   สิ่งที่อธิบายได้คือ การออกมาตรการของแบงค์ชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ   “มาตรการนี้ถือว่าเป็นยาแรงมากๆครับ นักลงทุนต่างชาติที่เป็นนักเก็งกำไรน่าจะต้องคิดหนักเลยครับ” นี่เป็นความเห็นของ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัททรีนีตี้ ที่ให้สัมภาษณ์ exclusive กับทีม “ถามอีก กับอิก” ครับ   ============   มาตรการที่ว่านี้คืออะไร?   1. ปรับลดยอดคงค้างสิ้นวันของบัญชีนักลงทุนต่างชาติที่จะเอาเงินมาพักไว้ ก่อนจะเข้าซื้อหุ้น ตราสารหนี้ และการชำระค่าสินค้าและบริการ จาก 300 ล้านบาทเหลือ 200 ล้านบาท (มีผล ตั้งแต่ 22 ก.ค. นี้เป็นต้นไป)   2. ต้องรายงานข้อมูลว่า นักลงทุนต่างชาติที่มาซื้อตราสารหนี้ จริงๆแล้วใครคือคนที่ได้รับประโยชน์ ใครคือคนที่เป็นนักลงทุนตัวจริง (บางคนอาจจะซื้อผ่านกองทุน) โดยจะเริ่มให้รายงานตั้งแต่เดือน กค.นี้เลย   “ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด” “และมีความกังวลกับค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งค่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค จนอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม” ผู้บริหารของแบงค์ชาติอธิบายสั้นๆครับ   ============   คุณวิศิษฐ์ นักวิเคราะห์ขวัญใจมหาชนชวนคิดว่า ทำไมแบงค์ชาติต้องใช้มาตรการนี้?   “นับตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อตราสารหนี้ไทยมากถึง 1.2-1.4 แสนล้านบาท”   คุณวิศิษฐ์ สุดยอดนักวิเคราะห์ของไทย อธิบายว่าตอนนี้อัตราดอกเบี้ยโลกเริ่มมีแนวโน้มเป็นขาลง ค่าเงินดอลลาร์เองก็อ่อน เพราะเจอปัญหาชะลอตัวเศรษฐกิจและสงครามการค้า   ในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แย่ขนาดนั้น และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก “เงินทุนต่างชาติเลยไหลเข้ามา และมองว่าประเทศไทยเป็น safe haven”   แต่ต้องยอมรับว่ากระแสเงินทุนจากต่างชาตินี้ส่วนหนึ่งเป็นการเก็งกำไรและเป็นแหล่งพักเงินชั่วคราวครับ นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมค่าเงินบาทถึงแข็งโป๊ก และแข็งอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา    แล้วพอหันไปดูตัวเลขการส่งออก 5 เดือนแรกของปีนี้ก็ร่วง 4.9% ค่าเงินบาทแข็งโป๊กแบบนี้ ผู้ส่งออกของไทยเองก็จุกสิครัช   ============   มุมมองคุณวิศิษฐ์ ต่อมาตรการของแบงค์ชาติ   “ผมคิดว่าเป็นยาแรงนะครับ แต่คิดว่าเป็นมาตรการที่ดี เพราะจะช่วยลดการเก็งกำไรได้อยู่หมัด” ดร.วิศิษฐ์ ฟันธงครับ   คุณวิศิษฐ์ยอมรับว่า การให้ต่างชาติเปิดเผยชื่อของคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ อาจจะทำให้มีคนไม่พอใจบ้าง “แต่เจตนาของแบงค์ชาติ คือการจะไปติตตามพฤติกรรมการซื้อ–ขาย ของคนนั้นๆ หรือกองทุนนั้นๆ”    พูดง่ายๆคือ ถ้าไม่ได้มีการเก็งกำไร ซื้อๆขายๆ ก็น่าจะยินดีเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใส   “มาตรการเหล่านี้จะช่วยทำให้ตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นไทย เคลื่อนไหวในแบบที่มันควรจะเป็น” “ค่าเงินบาทก็น่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น” ดร.วิศิษฐ์ มองในแง่บวกครับ   แต่จริงๆแล้วตั้งแต่เมื่อวานเองก็มีแรงขายของต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ออกมาก่อนแล้ว ประมาณ 3,400 ล้านบาท “ผมมองว่ามีนัยยสำคัญเหมือนกัน”   แหะๆ… ไม่รู้มีใครเป็นม้าเร็ว ถึงได้กลิ่นเร็วขนาดนี้   ============   ผลกระทบรุนแรงไหม?   ถ้าจำกันได้ในอดีต แบงค์ชาติก็เคยใช้มาตรการที่แรงๆมาแล้ว เช่นการควบคุมเงินทุน capital control ทำให้ตลาดลงเละเทะ   “ผมไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เพราะถ้าเป็นกองทุนหรือเงินลงทุนที่ตั้งใจลงทุนระยะยาวก็จะยังไม่ขายหุ้นไทย และตลาดตราสารหนี้ไทย” “มองว่าตลาดไม่น่าจะช็อค ตกใจกับมาตรการเหล่านี้”   คุณวิศิษฐ์มองว่า ผลกระทบน่าะจะเพียงระยะสั้น ตลาดหุ้นที่ร่วงลงเช้านี้ ก็น่าจะปรับฐานรับข่าวชั่วคราว เป็นโอกาสในการสะสมหุ้นกลุ่มพื้นฐานดี   “อีกอย่างนักลงทุนต่างชาติเพิ่งซื้อหุ้นไทยไปแค่ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ยังถือว่าไม่เยอะเมื่อเทียบกับที่เค้าขายไปในปีที่แล้ว” “มองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน”   ============   แนะนำส่งท้าย และอวยพรนักลงทุน 🙂   “หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ก่อนหน้านี้มีการเก็งกำไรขึ้นมามาก แนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุน”    ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจคุณวิศิษฐ์มองว่ากลุ่มที่เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่ม REITs เป็นกลุ่มที่น่าสนใจครับ    ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุข นี่คือ ถามอีก กับอิก ครับ 🙂   ============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG

ปรับกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3 กับเสี่ยป๋อง เซียนหุ้นพันล้าน

“ตลาดหุ้นไทยลงทุนยากกว่าเมื่อก่อนมาก” “อยากได้กำไรต้องทำการบ้านให้มาก”   นี่เป็นข้อคิดและมุมมองการลงทุนไตรมาสที่ 3 ของพี่ป๋อง คุณวัชระ แก้วสว่าง นักลงทุนพันล้านขวัญใจมหาชน   ในงานสัมมนาของ The Advisory โดยธนาคารกรุงศรี สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า Krungsri Prime และ Krungsri Exclusive ของธนาคารกรุงศรี   เลยอยากสรุปให้พี่ๆน้องๆนักลงทุนได้ฟังกันครับ   ============   1. ”ตลาดหุ้นไทยช่วง 1-2 ปีนี้ลงทุนยากมากปีที่แล้วติดลบไปประมาณ 10% พอๆกับตลาด”    “ส่วนปีนี้ผลตอบแทนของผมก็เบาๆ บวก 1.5% แทบจะเท่ากับเงินฝากเลย” “หลายคนบอกว่าตกรถ แต่ตอนนี้รถผมไม่วิ่งไปไหนเลย” พี่ป๋องแซวตัวเอง คนหัวเราะทั้งห้องเลยครับ   พี่ป๋องเล่าเหตุผลให้ฟังว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพอร์ตใหญ่ขึ้น ทำให้การเข้า-ออก หุ้นแต่ละตัวยากกว่าตอนพอร์ตเล็ก “พี่แค่ซื้อนิดเดียว หุ้นตัวนั้นก็อาจจะขึ้นไปแล้ว 10%” “แวบนึงเราอาจจะหลอกตัวเองได้ว่า โห… หุ้นวิ่งแล้ว แต่จริงๆแล้วไม่ใช่… มันคือเราเนี่ยแหละที่ซื้อเอง ราคาเลยขึ้น”   ปัญหามันไม่ได้เกิดแค่ตอนซื้อครับ เพราะบางครั้งพอมีสัญญานขายแล้ว พี่ป๋องเองก็อยากขายใจจะขาด แต่มันขายไม่ได้เพราะไม่มี bid ทำให้หลายครั้งก็ติดหุ้นเหมือนกัน   ============   2. หุ่นยนต์ทำให้การทำกำไรรายวันยากขึ้น   และอีกเหตุผลที่ทำให้การลงทุนยากขึ้น คือตอนนี้เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์มาช่วยในการเทรด “บางทีเราเห็นโอกาสในการเทรดแล้ว แต่แค่คิดว่าอยากจะซื้อ” “เราแค่คิด…. แต่หุ่นยนต์ส่งคำสั่งซื้อก่อนหน้าเราเสียอีก” ทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไป   “มันเหมือนเรามีมีด แต่คู่แข่งมีมีดด้ามยาว หรือปืนกล” ทำให้เราลงทุนยากขึ้นกว่าเมื่อก่อน “ผมยอมรับเลยว่าตอนนี้ตัวที่ซื้อแล้วถือยาว ทำกำไรได้มากกว่าตัวที่ day trade เสียอีก”   ตอนนี้สไตล์การลงทุนของเสี่ยป๋องเริ่มเน้นถือยาวมากขึ้น เน้นตัวที่มีสภาพคล่องสูง แล้วเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ถ้าบริษัทน่าเชื่อถือ ราคาไม่แพงจนเกินไป แล้วกราฟสวยก็สามารถทยอยเก็บได้   “ตอนที่พอร์ตเล็กๆก็เล่นได้ทุกตัวแต่เดี๋ยวนี้พอร์ตใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็เล่นตัวที่ใหญ่หน่อย เพื่อความคล่องตัวในการซื้อขาย” ปัจจุบันพี่ป๋องเน้นหุ้นใหญ่ 90% และหุ้นเล็กเพียง 10% ของพอร์ต (มีเล่นหุ้นต่างประเทศบ้างแต่ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก)   ============   3. blocktrade ทำให้ตลาดหุ้นไม่เหมือนเดิม   blocktrade มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากอดีต มีความผันผวนรุนแรง เพราะเป็นการ leverage เงินที่เรามีอยู่ (มีเงิน 1 บาท แต่การใช้ blocktrade อาจจะเท่ากับมีเงิน 20 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงมากๆ)   “คนไหนเล่น blocktrade ต้องระวัง แทบจะลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ได้เลย” “หลายคนที่เล่น block trade สามารถปั้นพอร์ตจากหลักแสน ใช้เวลาใน 5-6 ปี พอร์ตเพิ่มขึ้นกลายเป็น 30 ล้าน แต่พอพลาดเชื่อไหมว่า ภายใน 2 อาทิตย์ พอร์ตกลับมาติดลบ” “รวยเร็วก็ไปเร็วได้เช่นกัน”    ถ้าจะลงทุนสินค้าที่มีความเสี่ยงขนาดนี้คงต้องทำการบ้านให้มากๆ   ============   4. ลงทุนยุคนี้ต้องดูกระแสโลกด้วย   “สังเกตง่ายๆ ตอนนี้กระแสการใช้หลอดพลาสติกน้อยลง” “เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ กองทุนนอร์เวย์ ประกาศแล้วว่าจะลดความเสี่ยงในหุ้นน้ำมันและก๊าซ   ฟังแวบแรก ก็อาจจะเฉยๆนะครับ แต่กองทุนนอร์เวย์ คือกองทุนบริหารความมั่งคั่งของประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญ)   เท่าที่ผมเห็นตัวเลขปลายปีที่แล้ว กองทุนบริหารความมั่งคั่งของนอร์เวย์นี้ ถือหุ้นอุตสาหกรรมน้ำมัน คิดเป็นเงินเกือบ 4 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.2 ล้านล้านบาท    “การที่นอร์เวย์ ทยอยลดการลงทุนน้ำมันภายใน 5 ปีข้างหน้า คือสิ่งที่นักลงทุนไทยเองไม่ควรมองข้ามครับ เพราะหุ้นพลังงานในไทยก็คือหุ้นตัวใหญ่ๆทั้งนั้น” ประเด็นนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้บรรดากองทุนหลายๆแห่งพิจารณาปรับนโยบายการลงทุนในหุ้นพลังงานและแก๊สได้เช่นกัน   ============   5. ทรัมป์คือปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอน   มีช่วงนึงถ้าจำกันได้อยู่ๆ พี่ทรัมป์ก็ทวีตจะใช้มาตรการภาษีกับเม็กซิโก ทำให้ตลาดหุ้น Dow Jones ล่วงไป 500 จุด    “ผมขายล้างพอร์ตไปช่วง พ.ค. (เพราะกำลังจะเดินทางไปสหรัฐ)” “แต่ปรากฏว่าอีกแปบนึงก็บอกว่า สี จิ้น ผิง คือเพื่อนที่ดีของเค้า ทำให้ตลาดหุ้นดีดกลับ”   “สงสัยพี่ทรัมป์แก จะเล่นหุ้นนะเนี่ย” พี่ป๋องแซว เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งห้องเลยครับ   ============   6. ตลาดหุ้นเพราะเฟดจะลดดอกเบี้ย?   รอบนี้หลายคนอาจจะคิดว่าตลาดหุ้นขึ้นมาเป็นเพราะ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด แต่อย่าลืมนะว่าในปี 2001 และปี 2007 ตอนนั้นอเมริกาเองก็ลดดอกเบี้ยแต่สุดท้ายก็ยังเกิดปัญหาตามมา   “ถ้าลดดอกเบี้ยครั้งเดียวคงจะไม่เป็นไร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2” “นักลงทุนจะเริ่มคิดว่า เอ…. การที่เฟดลดดอกเบี้ยเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดีหรือไม่”   พี่ป๋องอธิบายโลกความเป็นจริงว่า คนส่วนใหญ่มักจะหาเหตุเอาไปใส่ผล “เศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนมาเอามาใช้แทบไม่ได้ในยุคนี้”   ============   7. หลายคนอาจจะคิดว่าธุรกิจโรงไฟฟ้าต้องเป็นธุรกิจที่ดี   ธรรมชาติของธุรกิจโรงไฟฟ้า คือธุรกิจมีความนิ่ง มีกระแสเงินสดค่อนข้างแน่นอน และเห็นโครงการค่อนข้างแน่ทำให้สามารถคำนวณคาดการณ์รายได้ ได้แทบจะไม่พลาด และกระแสโลกก็เป็นกระแสรถไฟฟ้า (ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มมากขึ้น)   “แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาผมโดนไฟดูด” ตอนแรกทุกคนก็งง ผมเองก็งงครับ แต่แกใบ้ให้ว่ามันคือหุ้นโรงไฟฟ้า ก็เลยร้องอ๋อ ทั้งห้องครับ   “เอกสารเผยแพร่ผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุว่ารัฐจะต้องถือหุ้นกิจการโรงไฟฟ้าอย่างน้อย 51% เป็นเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2562” นี่แหละครับคือเหตุผลที่ทำให้หุ้นโรงไฟฟ้าร่วงทั้งแผงเฉลี่ย 5-7%   การที่จะเพิ่มกิจการโรงไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 51% จากปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 34% นั่นหมายความว่า เอกชนก็จะได้รับ license ยากมากขึ้น เพราะภาครัฐก็จะเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น   “ต้องระมัดระวัง หุ้นโรงไฟฟ้าตัวไหนที่มีราคา เกินกว่ากำไรต่อเมกะวัตต์” “เช่นกำไรต่อหน่วย 2.5 บาท ก็ให้ถามนักวิเคราะห์เลยว่า แต่ละเจ้ามีกี่เมกกะวัตต์” “หลังจากนั้นก็เอาตัวเลขกำไรต่อหน่วย คูณ กับเมกกะวัตต์ แล้วก็หารด้วยจำนวนหุ้น”   “ถ้าสังเกตจะเห็นว่าหุ้นโรงไฟฟ้า นักลงทุนทั่วโลกให้ค่า P/E แค่ 15-20x” เราก็คูณตัวเลขกำไรต่อหุ้น ด้วยค่า P/E ก็พอจะรู้แล้วว่ามูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของกลุ่มนี้ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่   พี่ป๋อง เป็นนักลงทุนสายเทคนิคและพื้นฐานครับ แกเลยดูทั้งสองอย่าง และเล่าให้ฟังหลักการคำนวณราคาหุ้นเหมาะสม   “คือหลายคนคิดว่า หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นหุ้นกลุ่มที่ defensive ไม่ผันผวน ต้องดีแน่ๆ” แต่เจอประกาศนี้เข้าไปก็คงต้องประเมินกันใหม่    ============   8. ระยะสั้นตลาดหุ้นไทยเริ่มดูโอเค   จุดที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มดูดี คือ ตอนทะลุผ่าน 1680 จุดที่มาพร้อมปริมาณการซื้อขายหนาแน่นทำให้เป็นสัญญานซื้อระยะสั้น (แต่เป็นการเปิดแกป เพราะฉะนั้นมีโอกาสเหมือนกันที่ตลาดจะกลับมาปิดแกป ในอนาคต แต่ไม่รู้เมื่อไหร่)   “ตอนทะลุผ่าน 1680 พี่ก็เข้าซื้อตอนนั้นแหละ แต่ภาพรวมพอร์ตไม่ค่อยขึ้นเลย เพราะหุ้นตัวที่ขึ้นสูงมากกลับเป็นตัวที่ลงทุนไม่มาก” “มันก็ไปถัวๆกับตัวที่ขาดทุน”   ส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทย โดยปีที่แล้วฝรั่งขายหุ้นไทยไป 3 แสนล้านบาท ปีนี้ฝรั่งเริ่มกลับมา “แต่พี่คิดว่า ฝรั่งชุดนี้เป็น Hedgefund พวกเก็งกำไรว่า ถ้าประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย แล้วจะมีนักลงทุนฝรั่งอีกชุดที่ก่อนหน้านี้อาจจะติดกฏเกณฑ์ไม่สามารถลงทุนได้ ก็เลยรีบเข้ามาลงทุนก่อน”   โดยเน้นไปที่หุ้นกลุ่ม SET50 แต่ถ้าฝรั่งชุดใหญ่ไม่เข้ามาลงทุนจริง กลุ่มที่เป็น Hedgefund ก็คงขายออกมาก่อนเพราะฉะนั้นรอบนี้ต้องระวังเหมือนกัน   ============   9. พี่ป๋องสอนเทคนิคลงทุน   พี่ป๋องแนะนำว่า ถ้าตลาดหุ้นกลับมาหลุด 1600 จุดอีกครั้งจะเป็นสัญญานขาย “แต่ถ้าเราถือหุ้นอยู่แล้วรอจนร่วงมาถึง 1600 จุด แล้วค่อยขาย จะลึกเกินไป”    คำแนะนำคือ ถ้าตลาดหุ้นยังทำจุดสูงสุดใหม่ ก็ห้ามหลุดทำจุดต่ำสุดใหม่อีกรอบนึง หรืออีกกรณีคือ ถ้าหุ้นหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันก็ให้ทยอยขายออกมาก่อน   (พี่ป๋องใช้เส้นค่าเฉลี่ย Exponential 10, 25, 75, 200, และ 400 วันและใช้ MACD ช่วยด้วยครับ)   แต่ถ้าให้ประเมินรอบนี้ถ้ามีปรับฐานก็คงจะเป็นการปรับฐานเพื่อที่จะไปต่อ ให้หาจังหวะรอซื้อ (ยกเว้นกรณีที่หลุด 1600 จุด ก็ให้ขายหมดเลย แล้วเดี๋ยวหาจังหวะเข้ากลับมาซื้ออีกที)   ============   10. ยังเชื่อมั่นตลาดหุ้นในระยะยาวมีโอกาสแตะ 2,680 จุด!!    “ภาพใหญ่ๆ ตลาดหุ้นไทยเคยวิ่งจาก 100 จุดไปจนถึง 1,789 จุด” อันนี้พี่ป๋องมองว่าเป็นคลื่นที่ 1 ของภาพ SET Grand super cycle โดยใช้เวลา 19 ปี   “คลื่นที่ 2 คือตอนที่ตลาดหุ้นร่วงลงมาหนัก ตลาดหุ้นก็ร่วงลงมา 204 จุดในช่วงปี 2008” คลื่นที่ 2 ใช้เวลานานกว่า 14 ปี “ตอนที่ตลาดหุ้นไทยทะลุ 1850 จุดเมื่อปีที่แล้ว ก็คอนเฟิร์มว่ารอบนี้เป็นคลื่นที่ 3 แล้ว”   ส่วนถ้าใช้ ฟิโบมาจับ ตรงบริเวณ 161.8% จะวัดเป้าหมายตลาดหุ้น SET ได้แถวๆ 2,680 จุดเพียงแต่ว่าเราไม่ทราบว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ครับ   “นั่นคือจุดหมายปลายทางที่เรามอง แต่ระหว่างทางที่ตลาดหุ้นค่อยๆขึ้นไป ไม่ใช่ว่าตลาดหุ้นจะร่วงลงไม่ได้นะครับ” “มันเป็นเรื่องปกติที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานบ้าง”   โดยมองว่ารอบนี้กว่าจะถึงเป้าหมาย อาจจะต้องใช้เวลา ไม่น้อยกว่า 19 ปี จากปี 2008 (นั่นคืออีก 8 ปีครับ)   ============   คำแนะนำ   1. ให้ระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีรายได้เยอะๆ แต่อัตราทำกำไรต่ำๆ แต่มีค่า P/E สูง เพราะมีโอกาสที่จะพลิกขาดทุนแล้วทำให้หุ้นร่วงหนัก   2. ระวังอย่าเล่นอะไรที่เกินตัว อย่ากู้เงินมากเกินไป เป็นสิ่งที่อันตราย (สินค้าพวก derivative ต้องทำการบ้านเยอะๆ)   3. แนะนำให้ศึกษาเทคนิคการลงทุนให้มากๆ เดี๋ยวนี้หาอ่านได้ฟรีๆในออนไลน์ได้แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มศึกษาจริงจังเมื่อไหร่   ============   ความเห็นของ “ถามอีกกับอิก”   ส่วนตัวผมชอบพี่ป๋อง อยู่แล้วครับ เป็นคนจริง และจริงใจ ไม่ปิดบัง “ขาดทุนก็บอกว่าขาดทุน” ถ้าเทคนิคไหนทำแล้วได้กำไรแกก็แบ่งปันแบบไม่กั๊ก แต่ก็จะสอนคนอื่นเสมอๆ ว่าอย่าเชื่อแกหมดนะ ขอให้เรียนรู้วิธีคิดของแก และนำไปฝึกฝนให้เป็นสไตล์ของตัวเอง   “ตอนที่ลงทุนอย่าเชื่อคนอื่น อย่าเชื่อเสี่ยคนไหน แต่ขอให้เชื่อตัวเอง” ผมเห็นด้วยเลยครับเพราะทุกคนมีเส้นทางความสำเร็จไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะเจอสไตล์ไหนที่เหมาะกับตัวเองได้เร็วแค่ไหน และฝึกฝนตัวเองเสมอๆได้หรือไม่ครับ   และแม้ว่าเราเคยสำเร็จแล้วระดับนึง ก็อย่าหยุดที่จะหาความรู้ให้กับตัวเองใหม่ๆตลอดเวลา เพราะยุคนี้เป็นยุคที่การลงทุนยากมาก คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม แล้วคาดหวังความสำเร็จแบบเดิมๆก็คงจะไม่ได้   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ 🙂   ============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG  

สิ่งที่ปู่บัฟเฟตต์ สุดยอดนักลงทุนระดับโลกอยากบอกคนรุ่นใหม่ครับ!

“ถ้าสมมุติว่าผมบอกว่า ผมจะซื้อรถในฝันให้คุณสักหนึ่งคัน” “คุณสามารถเลือกรถยนต์อะไรก็ได้ที่คุณต้องการ”    “และถ้าคุณตัดสินใจซื้อรถคันไหนได้แล้ว รถจะไปรอคุณอยู่ที่บ้าน รอให้คุณมาขับเลย” ปู่บัฟเฟตต์กำลังจะเปรียบเทียบอะไรบางอย่างครับ โอเคอ่านต่อนะ   คนฟังเองก็ตั้งใจฟัง อย่างใจจดใจจ่อครับ   “แล้วให้คุณคิดเลยนะว่า รถคันนี้มันจะเป็นรถคันที่สำคัญที่สุดในชีวิต” “เงื่อนไขคือ มันจะเป็นเพียงแค่รถคันเดียว ที่คุณจะสามารถเลือกได้ และใช้มันไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต” เอาละ…. เริ่มตื่นเต้นแล้วสิ ปู่บัฟเฟตต์จะให้ทำอะไรกันเนี่ย   เรายังไม่ทันคิด ปู่ก็รีบตอบทันทีครับว่า “ถ้าคุณรู้แบบนี้ คุณจะดูแลรักษารถคันนั้นอย่างไร?”   ปู่อธิบายต่อทันทีว่าคุณเองก็คงจะอ่านคู่มือก่อนที่จะขับรถคันนี้ประมาณสี่รอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จริงไหมครับ?   คุณก็คงจะเก็บรถคันนี้เอาไว้ในโรงเก็บรถ, ปกป้องมันตลอดเวลา, เปลี่ยนน้ำมันเครื่องแทบจะทุกรอบของการตรวจสภาพ   “ถ้ารถคันโปรดคันนี้มีสนิม คุณก็คงจะรีบขัดให้สนิมมันออกไป ก่อนที่สนิมจะแพร่กระจายเกาะกินรถทั้งคัน”   “เรียกได้ว่า ฝุ่นไม่ให้เกาะ ไรไม่ให้ตอม” จริงไหมครับ   เหตุผลคือ คุณรู้ว่าคุณจะต้องใช้รถคันนี้ไปอีกนานเท่านานจนกว่าชีวิตจะหาไม่   ปู่แก เปรียบเทียบขนาดนี้เราพอจะเดาได้ไหมครับว่าปู่หมายถึงอะไร   ติ๊กต๊อก….. เฉลยครับ “ปู่หมายถึงร่างกายและจิตใจของเราครับ”   วิธีที่เราดูแลรักษารถคันโปรด ที่ดูแลแบบสุดชีวิต เราเองก็จะต้องดูแลร่างกายและจิตใจแบบนั้นเช่นกันครับ   “คุณมีแค่จิตใจ ดวงเดียว และร่างกายเพียงแค่อันเดียว ที่คุณจะใช้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต” “ถ้าเราไม่เริ่มดูและทั้งจิตใจและร่างกายตั้งแต่ตอนที่ยังเด็ก ยังเป็นวัยรุ่น”   ตอนที่คุณแก่ตัวลง รถของคุณ (ร่างกายและจิตใจ) ก็คงจะเก่าและสนิมกินไปทั้งคัน   “ถ้าคุณไม่เริ่มต้นดูแลทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่วันนี้” “ตอนที่คุณอายุ 40-50 ร่างกายของคุณก็คงจะโรยราและอาจจะเปรียบเสมือนรถที่ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้   ส่วนตัวผม….ถึงแม้ว่าจะอายุมากแล้ว ผมยังมีความสุขในทุกวินาทีที่ได้ใช้ชีวิตและร่างกายก็แข็งแรง มันเป็นสิ่งที่รู้สึกดีมากๆ (ปู่อายุ 89 ปีละครับ)   ============   วันนี้คุณดูแลรถคันโปรดของคุณได้ดีที่สุดแล้วหรือยัง??   ============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG

15 ข้อ ที่จะทำให้คุณเข้าใจจีนตั้งแต่ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “จีนไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง” “จีน disrupt ตัวเองตลอด เพราะวิกฤิตทุกครั้งทำให้เกิดโอกาสเสมอ”    ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อ.ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน พูดชนิดที่สามารถสะกดคนดูทั้งห้องสัมมนาในงาน “The truth behind the great wall” “เรื่องจีนที่คุณไม่เคยรู้” จำนวนกว่า 300 คนได้อยู่หมัดเลยครับ   เป็นงานที่จัดโดย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) CSG-CIMB ร่วมกับ CIMB Preferred และ Principle เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา วันนี้มีสรุปมาให้เติมความรู้กันครับ   บอกเลยครับว่า ถ้าคุณอ่านจบคุณจะเข้าใจจีนและรู้เท่าทันสงครามการค้ามากขึ้น มาลุยกันครับ   ============   1. สร้างชาติด้วยนโยบาย Great leap forward (大跃进) ทำให้จีนเติบโตก้าวกระโดด   “ตอนนี้จีนกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุค 5.0 ที่เน้น AI ปัญญาประดิษฐ์” และเป็นจีนที่อยู่ภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 5 อย่างท่าน สี จิ้น ผิง แต่จริง ๆ แล้วประเทศจีนถูกสร้างชาติ และเจอจุดเปลี่ยนที่สำคัญตั้งแต่ 40 กว่าปีที่แล้วครับ   พี่อาร์มอธิบายให้ฟังว่า ในช่วงปี 1978 เป็นช่วงที่ท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง (毛泽东) เป็นผู้นำ ท่านได้ริเริ่มใช้นโยบาย Great leap forward (大跃进) แปลง่าย ๆ ว่า นโยบายที่จะทำให้จีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดครับ   สิ่งที่ท่านสั่งให้ทีมงานทำ คือ ให้ไปดูว่าสหรัฐเค้ามีอะไรเจ๋งบ้าง มีอุตสาหกรรมอะไรที่เติบโตเร็ว “ท่านประธานเหมาก็มีความคิด ที่อยากจะทำทั้งหมดเลย”    เหตุผลคือ ท่านอยากพัฒนาจีนเปลี่ยนจากการเป็นประเทศที่เน้นเกษตรกรรม เป็นประเทศอุตสาหกรรม   แนวคิดดีมาก แต่อุตสาหกรรมขาดทุนหมด ล้มเหลวไม่เป็นท่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริหารโดยรัฐวิสาหกิจครับ   ============   2. วิเคราะห์เหตุผลที่วิสาหกิจส่วนใหญ่ขาดทุน   “โลกเราแปลก ไม่รู้ว่าทำไมรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่ถึงทำกำไรไม่ได้” พี่อาร์มอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับจีนครับ   เหตุผลแรกเป็นเพราะ เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐวิสาหกิจทำธุรกิจแล้วขาดทุนก็จะมีรัฐบาลคอยอุดหนุน (ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะต้องทำกำไรให้ได้) “และอีกเหตุผลคือ รัฐวิสาหกิจจีนใช้ระบบวางแผนจากส่วนกลาง”   ข้อเสียของระบบนี้คือ รัฐวิสาหกิจผลิตสินค้า และบริการแบบรัว ๆ ครับ โดยที่ไม่ได้ดูเรื่องความต้องการและปริมาณสินค้าในตลาด และไม่ได้ดูยุทธศาสตร์ประเทศ   อืม….. มีเหตุผลยิ่งนักครับ เพราะพอสินค้าและบริการไม่ตรงความต้องการของตลาด ก็ทำให้ขายของไม่ได้ การบริหารงานก็ขาดประสิทธิภาพ นี่แหละครับที่ทำให้วิสาหกิจส่วนใหญ่เจอปัญหาขาดทุนหลายแห่ง   ============   3. ความเจ๋งของผู้นำรุ่นที่ 2 คือการเปลี่ยนวิธีคิดการบริหารเศรษฐกิจแบบพลิกแผ่นดิน   “พอท่านเติ้ง เสี่ยว ผิง (邓小平) ขึ้นมาเป็นผุู้นำ” “ตัวท่านไม่รู้หรอกครับว่า ควรจะต้องทำอะไร แต่สิ่งที่ท่านทำอย่างนึง คือรู้ว่า ต้องไม่ทำเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่ทำในอดีตมันไม่เวิร์ค” พี่อาร์ม พูดด้วยเสียงหนักแน่นครับ   สิ่งที่ท่านทำคือ เปลี่ยนหมู่บ้านชาวประมงแห่งนึง ชื่อ เซิ่นเจิ้น (深圳) ที่อยู่ตรงข้ามเกาะฮ่องกงให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (ต้องนึกถึงสภาพเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เซิ่นเจิ้น (深圳)  ไม่เหมือนตอนนี้ คนละเรื่องเลยครับ)   ท่านได้ไปเชื้อเชิญให้ เศรษฐีฮ่องกงมาลงทุน เพราะสมัยนั้นฮ่องกงมีพื้นที่น้อย แต่ค่าแรงสูง ตรงข้ามกับจีนเลยครับ โดยเน้นให้ฮ่องกงมาผลิตสินค้าที่จีน แล้วส่งออกไปตลาดโลก   พี่อาร์มอธิบายให้ฟังว่า จีนมีความโชคดีสองเด้งครับ   “เด้งแรก คือมีชาวจีนโพ้นทะเล เป็นกลุ่มนักธุรกิจ คนรวย เศรษฐี ในประเทศต่าง ๆ ฮ่องกง ไต้หวัน อาเซียน” “เด้งที่สอง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โลก เริ่มมีการค้าขายเสรี เชื่อมโยงกันมากขึ้น และเป็นช่วงที่จีนปฏิรูปประเทศจริงจัง”   โดยท่านเต้ิง เสี่ยว ผิง (邓小平) ได้อนุญาตให้สามารถตั้งบริษัทเอกชนได้ (จากเดิมมีแต่รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ)   นั่นจึงทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มสนใจและมองจีน ว่าเป็นโรงงานของโลก ใช้ประโยชน์จากค่าแรงราคาถูก แล้วส่งออกสินค้าไปทั่วโลก   ============   4. จีนใช้ทั้งกลไกรัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ   “จีนไม่ได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชนทั้งหมด ไม่ได้ทำเหมือนสหภาพโซเวียตที่ฝรั่งเคยแนะนำให้ทำ” “อุตสาหกรรมใหญ่ยังเป็นของรัฐ ทั้งเหล็ก ซีเมนต์ การต่อเรือ ยังเป็นของทางภาครัฐ”   แต่พี่อาร์มอธิบายว่า จีนมีทั้งเอกชนที่เก่งมาก ๆ และมีกลไกรัฐที่มีเอกลักษณ์พิเศษ มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน ทำให้ระบบเศรษฐกิจของจีนถูกขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชนไปพร้อม ๆ กัน เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็ว   ============   5. ผู้นำรุ่นที่ 3 เน้นปฏิรูป เน้นสนับสนุนเอกชน   “ผู้นำรุ่นที่ 3 เจียง เจ๋อ มิน (江泽民) โดยมีท่านนายกฯที่มีชื่อเสียงมาก อย่าง จู หรง จี (朱镕基)”   ยุคนี้เป็นยุคแห่งการ แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปฏิรูปเศรษฐกิจ เน้นให้เอกชนทำมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยเอกชนมากขึ้น   ============   6. ผู้นำรุ่นที่ 4 เจอวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์ชาติ   ถัดมาพอถึงช่วงที่ผู้นำรุ่นที่ 4 ท่าน หู จิ่น เทา (胡锦涛) ขึ้นมาเป็นผู้นำ ปรากฏว่าเจอวิกฤติเศรษฐกิจโลกครับ เศรษฐกิจโลกหดตัว “คนจีนเองก็ได้รับผลกระทบเพราะจากเดิม รัฐบาลจีนชวนคนมาลงทุน แล้วให้ส่งออกไปทั่วโลก แต่ตอนนี้คนทั้งโลกไม่มีตังแล้ว ทำให้จีนเองก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   สิ่งที่รัฐบาล ท่าน หู จิ่น เทา (胡锦涛) ทำ คือเน้นการลงทุนครั้งใหญ่ “เป็น package กระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์, เน้นปล่อยสินเชื่อมหาศาล, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ”    จากเดิมที่ก่อนหน้านี้เน้นสนับสนุนเอกชน กลายเป็นว่ายุคนี้ก็กลับมาเน้นการลงทุนของภาครัฐมากขึ้น “ทำให้เราถึงเห็น สนามบิน สถานีรถไฟ ถนน สะพาน รถไฟความเร็วสูง มากมายในจีน”   ============   7. ลงทุนภาครัฐครั้งใหญ่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์   การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทำให้เกิดขุมพลังทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้าน กำลังซื้อของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น, การคมนาคมสื่อสารสะดวก   “ตอนนี้เราต้องมองจีน ให้เป็น cluster เมืองซึ่งความใหญ่เทียบเท่ากับ 1 ประเทศ” พี่อาร์มบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกครับ   รถไฟความเร็วสูง ทำให้แต่ละเมืองของจีนเชื่อมโยงกัน เดินทางหากันสะดวกมากขึ้น เมื่อหลายเมืองรวมกันเชื่อมโยงกัน ก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า cluster มีจำนวนคนกว่า 60-150 ล้านคน และที่สำคัญเป็นคนในเมือง ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น   “ยุทธศาสตร์ Jing-Jin-Ji (京津冀) เชื่อมเมืองปักกิ่ง (北京) เทียนจิน (天津) และ 10 เมืองของ หูเป่ย (湖北) ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้การเดินทางเข้าเมืองหลวง ใช้เวลาครึ่งชม. หรือ 1 ชม.เท่านั้น” ถ้าทำสำเร็จจะกลายเป็นอภิมหานคร เชื่อมคนกว่า 130 ล้านคนมากกว่าประชากรไทย 1เท่าตัว   นอกจากนี้ยังมี cluster เมือง “Yangtze River Delta (长江三角洲)”  เชื่อม เซี่ยงไฮ้ หนานจิง ฮังโจว ซูโจว ประชากรรวมกัน 80 ล้านคน   cluster เมือง “Pearl River Delta (珠江三角洲)” หัวใจอยู่ที่กวางเจา เซิ่นเจิ้น ฮ่องกง จูไห่ เชื่อม 11 เมือง ประชากรรวมกัน 80 ล้านคน   เป็นยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนนิยามความเป็นเมืองไปโดยสิ้นเชิงครับ จากเดิม “เมือง” ไม่จำเป็นต้องมีประชากรหนาแน่นบนพื้นดินที่ติดกันเป็นผืนเดียวกัน แต่อาจจะเป็นเมืองที่ห่างไกลกัน แต่เชื่อมคนด้วยรถไฟความเร็วสูงครับ ============   8. แต่เดี๋ยวก่อน! โมเดลแบบนี้ (เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการเน้นสร้างเมือง) มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ   รัฐบาลจีนเองเป็นคนพูดเองว่า “ตอนนี้จีนเจอความท้าทายหนักหนาสาหัส ทั้งภายใน และภายนอก (สงครามการค้า)” ส่วนความท้าทายภายในตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ นั่นคือ การผลิตที่เกินตัว มากเกินไปครับ   ต้องบอกว่าเป็นปัญหาที่เสมือนเป็นระเบิดเวลาเลยครับ เหตุผลคือช่วงรัฐบาลก่อนเน้นลงทุนอย่างหนัก ทำให้เศรษฐกิจโตช่วงหนึ่ง เพราะต้องเอาวัตถุดิบเช่น เหล็ก ซีเมนต์  เอามาสร้างถนน สนามบิน เป็นต้น   แต่พอไม่ได้ดูความจำเป็นหรือความต้องการที่แท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การผลิตมากเท่าเดิม มากกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน การผลิตเกินตัว และปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา   ============   9. ยุทธศาสตร์ Belt and Road (一带一路) คือหนึ่งในคำตอบครับ   ยุทธศาสตร์ Belt and Road (一带一路) คือการเชื่อมจีนให้เข้ากับประเทศในเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง เอเชีย และอาเซียน เชื่อมโยงกันหมด   “เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยให้จีนสามารถส่งออกสินค้า หรือบริการที่ล้นต่อความต้องการในประเทศจีนไปยังต่างประเทศได้”   และนี่คือสิ่งที่ คนทั้งโลกสามารถเรียนรู้จากจีนได้ แต่นั่นยังไม่พอครับ   ============   10. จีนมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี AI และ 5G   จีนเน้นพัฒนาทั้ง AI และ 5G ไปพร้อม ๆ กัน เพราะแม้ว่าสหรัฐจะมีโปรแกรมเมอร์เก่งที่สุดในโลก แต่ AI ที่มีข้อมูลเยอะที่สุด คือจีน    “เพราะ AI จะฉลาดได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลป้อนให้มาก ๆ ซึ่งจีนได้เปรียบเพราะมีข้อมูลมหาศาล” ในขณะที่ 5G มีความเร็วกว่า 4G กว่า 100 เท่า    คำถามคือ ทำไมจีนต้องทุ่มสุดตัว กับเทคโนโลยี AI, 5G เพราะจะช่วยตอบทุกโจทย์ เรื่องเศรษฐกิจได้ทั้งหมดเพราะก่อนหน้านี้ จีนเน้นแต่ผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก คือเน้นแต่ปริมาณ แต่ไม่เน้นคุณภาพ   แต่การใช้ AI ประยุกต์ใช้กับ อุปกรณ์เทคโนโลยี (ทีวี วิทยุ ลำโพง ตู้เย็นอัจฉริยะ) จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับเศรษฐกิจจีนได้อย่างมหาศาล   ============   11. เทคโนโลยียุคใหม่มีส่วนช่วยจัดระเบียบสังคม   “ตอนนี้จีนรู้หมดเลยว่าตรงไหนคนไม่จับจ่ายใช้สอย ตรงไหนมีปัญหาหนี้สิน” และที่พูดถึงกันมากก็คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้คะแนนคนจีนด้วยกันเองครับ (ที่เรียกว่า social credit score 社会信用体系 หรือจิตพิสัยสังคม)   เช่น ถ้าเราขับรถผ่าไฟแดง ก็จะมีใบสั่งมาส่งที่บ้าน หรือถ้าไม่ข้ามถนนทาง ม้าลาย คนจีนก็จะถูกตัดคะแนน (ทำให้อาจจะเสียสิทธิบางอย่างไป เช่นการโดยสารเครื่องบิน เป็นต้น)   จะเห็นชัดว่า ตอนนี้จีนมองว่าเทคโนโลยีตอบโจทย์ การเมือง ในการสร้างเสถียรภาพทางสังคมไปพร้อม ๆ กัน   ============   12. […]

Subscribe & Follow