Subscribe & Follow:

Stock

วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) สำหรับ Q2-2562

ทำความรู้จัก THG   เล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนครับว่า THG เค้าทำธุรกิจ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ครับ   กลุ่มแรก คือ ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ครับ มีสัดส่วนรายได้ 92.7%*   กลุ่มที่ 2 คือ Healthcare Solution Provider หรือธุรกิจการบริบาลผู้ป่วยและเครื่องมือแพทย์ สัดส่วนรายได้ 6.9%*   และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มอื่น ๆ เช่น ธุรกิจพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เพื่อการบริหารโรงพยาบาล และธุรกิจพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการแพทย์และสุขภาพ มีสัดส่วนไม่มากที่ 0.3%*   เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำเยอะมากครับ ภายใต้คอนเซปต์ “Lifetime health guardian for all” ปกป้องดูแลความสุขและสุขภาพคนไทยทุกช่วงชีวิตครับ   *ข้อมูลปี 2561     มาเจาะธุรกิจหลักของ THG กันครับ   รายได้จากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ เป็นธุรกิจหลักของ THG: แบ่งย่อยออกเป็น 4 กลุ่มครับ   1. โรงพยาบาลในประเทศมีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ รพ.ธนบุรี, รพ.ธนบุรี 2, รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง, รพ.ราษฎร์ยินดี จ.สงขลา, รพ.อุบลรักษ์ ธนบุรี จ.อุบลราชธานี, รพ.สิริเวช จ.จันทบุรี และ รพ.ธนบุรีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช   2. โรงพยาบาลในต่างประเทศ มีทั้งหมด 2 แห่ง โรงพยาบาล Welly Hospital ในเมือง เวยไห่ ประเทศจีน ซึ่ง THG ถือหุ้น 58% (ขนาด 150 เตียง)   และโรงพยาบาล Ar Yu International Hospital ในเมียนมา (ขนาด 200 เตียง) ซึ่ง THG ถือหุ้น 40% ซึ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาครับ (มีทั้งคนไข้นอกและคนไข้ใน)   3. รับจ้างบริหาร รพ. จากรัฐบาล: มีหลายแห่งเลยครับทั้งที่ภูเก็ต พัทยา และศูนย์แพทย์ชุมชนนานาชาติเกาะล้าน   4. กลุ่มธุรกิจศูนย์แพทย์เฉพาะทาง: เช่นศูนย์หัวใจ รพ.ภัทร-ธนบุรี, ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี 2 และศูนย์หัวใจ รพ.พัทลุง     เมื่อ THG เป็นมากกว่าแค่โรงพยาบาล   Healthcare Solution Provider ซึ่งเป็นรายได้อีกทางที่กำลังมาแรง ประกอบไปด้วย 3 ส่วนครับ   1. ธุรกิจที่พักอาศัยพร้อมบริการทางการแพทย์เพื่อผู้สูงวัย   – โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลธนบุรี บูรณา ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการ ให้บริการแก่ผู้ป่วย และผู้สูงวัย ที่ต้องการบริการดูแลรักษาสุขภาพ พักฟื้น และกายภาพบำบัด   – โครงการธนบุรี เฮลท์ วิลเลจ ภายใต้ชื่อ เดอ ซองเต้   2. ธุรกิจรักษาพยาบาลนอกพื้นที่โรงพยาบาล ได้แก่ บริษัทพรีเมียร์โฮมเฮลท์แคร์   3. ธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรม เป็นแบบ One Stop Service และธุรกิจร้านขายยา Apex     รายได้ยังเติบโตต่อเนื่อง   เข้าใจธุรกิจของ THG มากขึ้นแล้วนะครับ   มาลุยดูงบไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กันครับ เริ่มจากรายได้กันก่อนครับที่อยู่ระดับ 2,009 ล้านบาท เติบโต 19.9% จากปีที่แล้ว   เติบโตมาจากหลายปัจจัยครับ   1. โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ที่เพิ่งเปิด ม.ค. 2562 ก็เริ่มรับรู้รายได้เพิ่มมากขึ้น (ในไตรมาส 2 มีรายได้กว่า 60-70 ล้านบาทต่อเดือน เรียกว่าเติบโตจากไตรมาส 1 ได้อย่างดีครับ)   2. นอกจากนี้ยังเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเปิดบริการศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากหรือ (IVF) โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าชาวจีน (เริ่มให้บริการเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา)   3. ศูนย์หัวใจเองก็มีคนไข้เพิ่ม เช่นศูนย์หัวใจ รพ.พัทลุง ที่มีเคสเพิ่มขึ้น และ ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี 2 ซึ่งเริ่มรับคนไข้ส่งต่อที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติได้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา   4. อีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นอีกธุรกิจดาวรุ่งของ THG คือ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ รังสิต มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอีก 36 ยูนิตครับ   แต่ถ้าไม่รวมรายได้จากการโอนห้องในโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ดูแต่รายได้จากธุรกิจบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (recurring income) จะเห็นว่ารายได้จากธุรกิจหลัก เติบโตได้ 11%     กำไรจากธุรกิจหลักเริ่มฟื้นตัว   ถ้ามองผิวเผินจะเห็นว่า กำไรไตรมาสที่ 2 นี้ฟื้นตัวหนักมาก […]

7 เคล็ดลับเลือกลงทุนใน REITs เกาะกระแสเมกะเทรนด์การท่องเที่ยว

  “ความไม่แน่นอน (ในตลาดโลก) ทำให้เพิ่มโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น” เป็นคำพูดเมื่อกลางเดือน กค. ที่ผ่านมาของคุณเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐครับ   หลัก ๆ คือ สงครามการค้า, กำลังซื้อชะลอตัวลง, การส่งออกลดลง เป็นต้น   ทำให้นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลก จากเดิมที่ปีที่แล้วยังมองว่าน่าจะเป็นขาขึ้น แต่ตอนนี้ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังทยอยลดดอกเบี้ยกันใหญ่เลยครับ   “เรากำลังเฝ้าติดตามตัวเลข อย่างใกล้ชิดและจะทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจไปต่อได้” คุณพาวเวล ตอกย้ำจุดยืนของนโยบายการเงินครับ   แต่ถามว่ายังมีโอกาสลงทุนไหม?   ตอบทันทีว่า “มี” ครับ   แต่ช่วงเวลาแบบนี้ คงต้องมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและยังมีโอกาสเติบโตได้   เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง… ไปลุยกันเลยครับ      REIT เป็นพระเอกให้ผลตอบแทนโดดเด่นมากในปีนี้   “นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาราคา REITs ในไทยเพิ่ม 13% บางช่วงบวกถึง 25%” โดดเด่นมากครับ   ผมเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนนะครับว่า REITs คือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯครับ ปกติจะระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อเอาเงินไปลงทุนในอสังหาฯรูปแบบต่าง ๆ เช่น โรงแรม สำนักงานให้เช่า คลังสินค้า เป็นต้น โดยจะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในรูปแบบค่าเช่า   หลังจากนั้นก็จะนำเงินหลังหักค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน จ่ายให้นักลงทุนในรูปแบบเงินปันผล   ทำให้ปกติแล้ว REITs เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างนิ่ง ราคาไม่หวือหวาครับ   แต่ปีนี้มีปัจจัยพิเศษที่ทำให้ REITs ดูหล่อมาก บวกหนักมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าธนาคารกลางสหรัฐและหลายประเทศส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ   และอย่าลืมว่า นักลงทุนรายย่อยหลายคน เข็ดกับการลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนมาก ๆ ในปีนี้   “ทำให้นักลงทุนอยากมองหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงสม่ำเสมอ”   และจากรูป จะเห็นว่า REITs ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นในปีนี้   ก็เลยเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไม REITs ถึงเป็นสวรรค์ของนักลงทุนในช่วงนี้ครับ     1. ทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุนก่อน   “คำถามที่ผมมักจะถูกถามเสมอคือ เอ… คุณอิก ถ้าจะเลือกลงทุนใน REITs ควรจะมีวิธีเลือกยังไง”   อย่างแรก ต้องทำความเข้าว่า สินทรัพย์ที่กอง REITs ลงทุนคืออะไร ข้อนี้สำคัญมากครับ ผมยกตัวอย่างจะได้เข้าใจมากขึ้นครับ   เช่น กรณีของ DREIT ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (เครือโรงแรมที่คุ้นหูกันดี)   ถ้าดูโครงสร้างการลงทุนในตอนนี้ก็จะดูซับซ้อนหน่อยครับ แต่อธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ “ไม่ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากหรือน้อยกองจะได้รับรายได้ค่าเช่าคงที่จากผู้เช่าซึ่งเป็นบริษัทในเครือของดุสิตธานี แต่ที่พิเศษคือหากมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมาก กองจะได้รับส่วนเพิ่มในรูปของค่าเช่าแปรผัน (ตามจำนวนนักท่องเที่ยว)” ทำให้เป็นข้อดีคือ มีรายได้ขั้นต่ำการันตีแน่นอน แถมยังมีโอกาสได้รายได้เพิ่มมากขึ้นตามจำนวน นักท่องเที่ยวที่เพิ่มด้วยครับ   “หลังจากนั้น กองก็จะหักค่าใช้จ่ายการบริหารงาน แล้วค่อยจ่ายผลตอบแทนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ครับ”   หลัก ๆ แล้ว เค้าลงทุนในโรงแรม และเท่าที่สังเกตเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวเท่านั้นครับ (ซึ่งข้อดีก็คือ มีอัตราทำกำไรสูง)   ปัจจุบัน ลงทุนในโรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต, โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน และโรงแรมดุสิตดีทู เชียงใหม่   และอนาคตกำลังจะเข้าไปลงทุนในโรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ ครับ     2. แอบดูผู้ถือหน่วยทรัสต์รายใหญ่   ข้อนี้จำเป็นเหมือนกันครับ เพราะเราจะได้เข้าใจว่าใครมีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง   จะเห็นว่า ผู้ถือหน่วยมากที่สุดก็คือ บมจ.ดุสิตธานีที่ถือหุ้นในสัดส่วน 30.02% ทำให้อุ่นใจได้ว่าผู้บริหารจะยังคงมุ่งมั่นบริหารงานอย่างเต็มที่   ในขณะเดียวกันผู้ถือหน่วยมากที่สุด 7 อันดับแรก เป็นนักลงทุนสถาบันทั้งหมดเลยครับ   และส่วนใหญ่เป็นบริษัทประกัน ซึ่งเป็นข้อดีครับ เพราะปกติแล้วบริษัทเหล่านี้เน้นลงทุนระยะยาว เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่ซื้อ ๆ ขาย ๆ ทำให้นักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราเบาใจลงได้หน่อยครับ     3. มองเหตุผลการระดมทุนให้ขาด   “DREIT กำลังอยู่ในช่วงระดมทุนขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมครั้งที่ 1”   สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ เค้าจะเอาเงินไปทำอะไร?   […]

เมื่อคุณพาวเวล ประธานเฟด พูด… นักลงทุนรายย่อยไทยต้องฟัง!

  เมื่อคืนนี้เป็นเวทีของ Swiss Institute of International Studies ที่มหาวิทยาลัยซูริค สวิสเซอร์แลนด์ครับ เป็นวันที่จะมาถกมาคุย เรื่องมุมมองเศรษฐกิจครับ   มาลุยกันเลยครับ ว่าแกว่ายังไงครับ =============   แนวโน้มเศรษฐกิจเป็นยังไง?   1. ”เศรษฐกิจโลกมองว่า ยังเติบโตได้ในระดับปานกลาง” คุณพาวเวล บอกครับ   2. แต่เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังไปได้ดี การบริโภคยังแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับภาคบริการก็ยังดี   3. เราเริ่มเห็นว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดีขึ้นแต่ภาคการผลิตเริ่มอ่อนแอลง โดยเทรนด์นี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก   “และตัวเลขภาคการผลิตที่ย่ำแย่ลงเนี่ยแหละ ที่สะท้อนให้เห็นว่า สงครามการค้าทำให้เกิดความไม่แน่นอนและกำลังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจจริงๆ”   4. มองว่าตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น เช่นอัตราการว่างงานลดลงต่ำสุดในรอบ 50 ปี (3.7%) ในขณะที่ค่าแรงก็เพิ่มสูงขึ้น   “แม้ว่าอัตราการจ้างงานจะเติบโตลดลง และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเมื่อวานนี้จะน้อยกว่าคาดก็ตาม แต่ก็ยังอยู้ในเกณฑ์ที่ดี”   =============   มุมมองความเสี่ยง เป็นไงครับเพ่?   1. ตอนนี้ยังไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่มีความเสี่ยงหลายอย่างที่เราต้องจับตามอง   2. ความท้าทายมากที่สุดสำหรับเหล่าธนาคารกลางทั่วโลกคือการลดดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง   3. ตอนนี้ความไม่แน่นอนที่เป็นผลจากสงครามการค้า ทำให้เอกชนทั้งหลายรายเริ่มที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน   4. นอกจากนี้ก็ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัวลงที่เริ่มเห็นสัญญานตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เช่น จีน เยอรมนี และสหภาพยุโรป   “มีหลายปัจจัยเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงซึ่งสงครามการค้าก็เป็นหนึ่งในเหตุผที่อธิบายได้” แต่คุณพาวเวลบอกว่าไม่ใช่แค่เหตุผลเดียวหรอกครับ ยังมีอีกหลายอย่าง แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าเนี่ยแหละที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน   =============   แนวทางการรับมือของเฟดเป็นอย่างไร   1. “ยอมรับเลยว่าตอนนี้เฟด มีอำนาจ และประสิทธิภาพในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่น้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ”   2. คุณพาวเวล ยืนยัน นั่งยัน นอนยันเลยว่า แรงกดดันทางการเมือง (จากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร อิอิ) ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลาง   “ผมและเพื่อนร่วมงานของผมจะไม่ยอมให้แรงกดดันทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจในนโยบายการเงินเด็ดขาด” “ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นแน่นอน”   3. ธนาคารกลางสหรัฐจะใช้มาตรการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ เท่าที่จำเป็นที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจได้ (เติบโตเป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน)   ”หน้าที่ของเราคือการใช้เครื่องมือทางการเงิน เข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ” “และนั่นคือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”   =============   เรื่องสกุลเงินดิจิ เริ่มถูกถามบ่อยขึ้น   1. คุณพาวเวลยืนยันว่าตอนนี้กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มทำสกุลเงินของตัวเอง   2. ”ถ้าจะมีสกุลเงินดอจิ สำหรับสหรัฐจริง จะต้องมีความปลอดภัยมากๆครับ เพราะตอนนี้ยังง่ายต่อการปลอมแปลง” “มันยังสามารถแฮ็คได้ ซึ่งในคอมพิวเตอร์สามารถสร้างเงินขึ้นมาเอง” ประมาณว่าถ้าคนไหนคิดไม่ดี จะสร้างเงินขึ้นมาในโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ก็ได้   3. คุณพาเวล มองว่า ลิบรา จะต้องถูกตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานและกฏเกณฑ์ระดับสูงเพราะตอนนี้ แพลตฟอร์มมีจำนวนผู้ใช้เป็นจำนวนมาก   “ผมยอมรับว่าถ้าดูจากกฎเกณฑ์ในปัจจุบันของเฟด ก็ยังไม่รู้ว่าจะควบคุมอย่างไร”   #ลงทุนนอกโลก #ถามอีกกับอิก   ==============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details…   สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807 ——————   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ   เกาะติดทุกสถานกาณ์ Facebook page: http://bit.ly/30BE1Ul   ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน Telegram: http://bit.ly/2JiYoyf   อ่านข้อมูลแบบกระชับ Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter  

เมื่อ MK ซื้อแหลมเจริญซีฟู้ด 2.06 พันล้านบาทในสัดส่วน 65%

ด่วน! บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) ซื้อแหลมเจริญซีฟู้ด 2.06 พันล้านบาท   M อนุมัติให้บริษัท คาตาพัลท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงทุน 65% ในบริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งทำธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม   มีมูลค่าลงทุนประมาณ 2,060 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562   =========   ข้อมูลเสริมเครื่องเคียง   1. แหลมเจริญซีฟู้ดมีความโดดเด่นมากเรื่องอาหารทะเล โดยมีสาขาแรกที่จังหวัด ระยอง มีจำนวนสาขารวมกว่า 19 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขา standalone 3 แห่ง และสาขาในห้างกว่า 16 สาขา   2. แหลมเจริญก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2522 นั่นเท่ากับว่า เปิดร้านมานานกว่า 40 ปี พอดิบพอดีครับ   3. แหลมเจริญร่วมลงทุนกับ Kinghill food ทำร้านอาหารในจีน สาขาแรกที่เซี่ยงไฮ้ (แหลมเจริญถือหุ้น 20%)   4. การเข้าซื้อครั้งนี้มีสัดส่วน 65% นั่นเท่ากับว่า มูลค่าของแหลมเจริญซีฟู้ด สูงถึง 3,169 ล้านบาท   เท่ากับว่าให้มูลค่าสาขาละ 167 ล้านบาท!!   =========   ข้อมูลเสริมเครื่องเคียง M   1. M มีร้านอาหารในเครือมากมายครับ นอกจาก เอ็ม เค สุกี้ ที่คนไทยรู้จักทั้งประเทศ M ยังมีร้านอาหารดังเช่น ยาโยอิ, ฮากาตะ, มิยาซากิ, ณ สยาม, เลอสยาม, เลอ เพอทิท   2. คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะซื้อกิจการ 65% นี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2562 นี้ครับ   3. กำไรไตรมาสที่ 2 = 689 ล้านบาท เติบโต 4%   4. Market Cap = 67.9 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 6 กันยายน 2562 ), P/E = 25.3x   5. M ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ 50 แห่งสำหรับปี 2562ม แบ่งเป็น MK 20 แห่ง, ยาโยอิ 20 แห่ง และแบรนด์อื่นๆอีก 10 แห่ง รวมทั้งหมด 724 สาขา ภายใน สิ้นปี 2562   6. ”การลงทุนการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจอาหาร” โดยในปีนี้ตั้งงบสำหรับการซื้อกิจการ 5 พันล้านบาท (เท่ากับว่า ยังเหลืองบอีกประมาณ 2,940 ล้านบาท)   7. ข้อดีอีกอย่างคือ จะช่วยทำให้การใช้ครัวกลางและโลจิสติกส์ เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น   8. นับตั้งแต่ต้นปีนี้ราคาหุ้น m ลดลง 2%   =========   เพื่อนๆนักลงทุนมีความเห็นกับดีลนี้ยังไง เข้ามาเม๊นท์กันได้นะครับ   ว่าแต่ว่า…เหลือร้านอาหารและเครื่องดื่มเจ้าไหนที่ MK น่าจะมีโอกาสเข้าไปซื้อได้อีกน๊าาา เหลือเงินสดตั้งเยอะแหนะ   =========   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   […]

เมื่อ สี จิ้น ผิง ผู้นำจีนพูด…. นักลงทุนรายย่อยไทยต้องฟัง

  #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีก กับอิก    เมื่อสักครู่นี้ผู้นำจีน กล่าวสุนทรพจน์ มีหลายจุดที่น่าสนใจครับ   มาลุยกันเลยครับ   1. “พวกเราควรจะต้องยอมรับ ความท้าทายที่ถ่าโถมเข้ามา”    “และมันจะเป็นความท้าทายที่จะมาในหลากหลายรูปแบบ และจะเป็นปัญหาในระยะยาวที่จะต้องหาทางรับมือ” ท่าน สีจิ้นผิง กระตุ้นทั้งพรรคคอมมิวนิสต์และประชาชนชาวจีนทุกคน   ตัวอย่างปัญหาความท้าทายที่ท่านสีหมายถึง คือ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และการเผชิญหน้ากับสหรัฐ   =======   2. เจ้าหน้าที่ชาวจีนทุกระดับจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาที่ถาถมเข้ามา   ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาความมั่นคงไปยังความเสี่ยงทางด้านการเงิน   “ความยากลำบากที่ว่านี้มันจะไม่ใช่ปัญหาในระยะสั้นแต่มันเป็นปัญหาในระยะยาว”   ท่านถึงขั้นมองว่าปัญหานี้จะเกิดขึ้นไปอย่างในน้อยก็ถึงปี 2049 ซึ่งก็จะครบรอบการสถาปนา 100 ปี ของประเทศจีนพอดิบพอดี   =======   3. “เราจำเป็นจะต้องสร้างเสถียรภาพทางด้านการเมืองไปพร้อมพร้อมกับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมา”   เหตุผลหลักๆ คือ ตอนนี้นักวิเคราะห์แทบจะทุกค่ายก็เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจจีนก็คงจะชะลอตัวลงต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษในปีนี้ครับ   นอกจากนี้สถานการณ์ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเมื่อต้องทำสงครามการค้ากับสหรัฐ   =======   4. ปัญหาซับซ้อนมากกว่าที่หลายคนคิด   “ทั้งตอนนี้และในอนาคตประเทศจีนกำลัง เจอทั้งความเสี่ยงและความท้าทายไปพร้อมพร้อมกัน” ท่านสี บอกครับ   มีตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและความตึงเครียดในฮ่องกงและไต้หวัน   “ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ”   มีนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าท่านสีพูดและเปรียบเทียบสงครามหลายครั้ง เช่นการพูดปลุกใจให้ ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวจีนมีจิตวิญญาณของความเป็นนักสู้   =======   5. ท่าน สี กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะคนที่ยังเป็นหนุ่มคนสาวให้ทำงานหนักมากขึ้น   ท่านแนะนำให้ฝึกฝนให้หนักหน่วงมากขึ้นเพื่อบรรลุ chinese dream ความฝันของคนจีนที่จะพลิกฟื้นประเทศชาติอีกครั้ง   ซึ่งเป็นความฝันในการสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่   =======   6. เป้าหมายของการสร้างชาติแบ่งเป็น 2 เป้าหมายใหญ่ๆ เป้าหมายยาวเป็นร้อยปี   เป้าหมาย 100 ปีแรก คือ การสร้างสังคมให้มีความมั่งคั่งภายในปี 2020   ในขณะที่ 100 ปีถัดมาก็จะมีเป้าหมายในการสร้างชาติทันสมัย,มั่งคั่ง, แข็งแรง, มีประชาธิปไตย, มีวัฒนธรรมที่ดีและมีความสมัครสามัคคี   ซึ่งคาดว่าจะประสบความสำเร็จในช่วงกลางศตวรรษที่ 21   =======   7. แต่การจะไปถึงเป้าหมายให้สำเร็จ ต้องผ่านอะไรอีกมากมาย   “จีนกำลังเจอความท้าทายในการปฏิรูป, การพัฒนาประเทศและการรักษาเสถียรภาพ”    ท่านสียอมรับว่าภารกิจในการฝืนประเทศจีนไม่ใช่เรื่องง่าย   “เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าจำเป็นจะต้องสามารถมองเห็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น และถ้าหากมีความจำเป็นจะต้องสู้ ก็ต้องสู่เต็มที”   “เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัญหาเกิดขึ้น พวกเราจะต้องหาทางออกให้ได้” “และพวกเราก็จะต้องประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะ”   ท่านสี กล่าวทิ้งท้ายครับ   ==============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details…   สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807   ——————   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ   เกาะติดทุกสถานกาณ์ Facebook page: http://bit.ly/30BE1Ul   ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน Telegram: http://bit.ly/2JiYoyf   อ่านข้อมูลแบบกระชับ Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter  

#สรุปOppDay บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) สำหรับงบไตรมาสที่ 2 / 2562

Facebook page: ถามอีก กับอิก    โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm   ============ GULF ทำธุรกิจอะไร ทำไมฮอตขนาดนี้ครับ? นี่เลยครับ GULF เป็น holding company ถือหุ้นหลายๆบริษัทครับ หลักๆจะเน้นไปที่ การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำเย็น โดยเป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย   ============   ไตรมาสแรกมีความคืบหน้าอะไรบ้างครับ?   1.“เริ่มจากโครงการ 12 SPPs ก่อนครับ”     รวมกันแล้วมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 519 เมกะวัตต์ โดยได้ทยอยเปิดบริการตั้งแต่เดือน มค. และถ้ารวมโครงการ 12 SPPs รวมแล้วกว่า 1563 เมกะวัตต์ครับ “ทุกอย่างถือว่าเป็นไปตามกำหนดและตามงบประมาณที่ตั้งไว้” ผู้บริหารแสดงความเชื่อมั่นครับ   2. สำหรับโครงการโซล่าฟาร์ม เปิดเร็วกว่ากำหนดและให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเป้าหมาย   3. NGD หรือโครงการจำหน่ายแก๊สธรรมชาติผ่านทางท่อ โดยโครงการนี้ร่วมทุนกับ WHA และ มิสซุย โตเกียว แก๊ส  โดย GULF ถือหุ้น 35%, WHA ถือหุ้น 35% แต่ มิสซุย โตเกียว แก๊ส ถือหุ้นที่เหลือ 30%    จากทั้ง 3 โครงการนี้ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 637 เมกะวัตต์ และทำให้ capacity ในการผลิตไฟฟ้า เพิ่มขึ้นเป็น 5919 เมกะวัตต์   ============   มาดูโครงการอื่นๆที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างกันบ้างครับ   1. เบื้องต้นแบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊ส เป็นเชื้อเพลิง   มีทั้งหมด 3 โรงงานครับ คือ GSRC ที่ GULF ถือหุ้นอยู่ 70% โดยมิสซุยถือหุ้น 30% ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ที่นิคม WHA เบื้องต้นได้เซ็นสัญญาขายไฟให้ EGAT แล้ว 25 ปีครับ โดยมี capacity 2650 เมกะวัตต์   ถัดมา เป็นโครงการ Gulf PD โดยมี capacity 2650 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่นิคม โรจนะ ระยอง โดยมีการเซ็นสัญญากับ EGAT แล้ว 25 ปี โดยโครงการนี้ GULF ถือหุ้นอยู่ 70% เช่นกันครับ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเงินกู้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำ interest rate swap ทำให้ต้นทุนทางการเงินต่ำมากๆ   ส่วนโครงการที่สาม คือ โครงการแก๊ส ที่โอมาน โดย GULF ถือหุ้นทั้งหมด 45% ทั้งนี้เซ็นสัญญา 25 ปี ปัจจุบันเป็นการขายน้ำจืด และขายไฟให้กับโรงกลั่น ซึ่งมีการเซ็นสํญญาขายเป็นเวลา 25 ปีแล้ว   2. โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน   โรงแรก คือ Gulf chana Green เป็นโรงไฟฟ้าไบโอแมส ปัจจุบันถือหุ้น 100%   อยู่ที่จ.สงขลา โดยได้เซ็นสัญญากับ EGAT เป็นเวลา 25 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน มี.ค.ปีหน้าครับ   ส่วนอีกหนึ่งแห่งคือ โรงไฟฟ้าพลังลม ที่เวียดนาม ตอนนี้มีกำลังการผลิต 310 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันพวกงานระบบขายส่ง ก็เริ่มทำไปแล้ว โดยอยู่ในช่วงหาผู้รับเหมา “เรามองว่าเวียดนามเป็นการลงทุนในเชิงกลยุทธ์เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตดี ทำให้ความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นมาก”    ============   ทำโครงการเยอะขนาดนี้ […]

เมื่อเฮีย Ray Dalio มองว่าเรากำลังจะเจอวิกฤติเหมือนช่วง 1930

มาอีกแล้วครับ! ความรู้ดีๆจากเฮีย Ray Dalio สุดยอด Hedgefund แห่งยุคนี้ (กองทุนใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 5 ล้านล้านบาท)   #ลงทุนนอกโลก #ถามอีกกับอิก   ตอนนี้ภาพรวมการลงทุนกำลังจะเจอความผันผวนและความวุ่นวาย คล้ายกับช่วงปี 1930 จากหลายปัจจัยด้วยกันครับ   1. ธนาคารกลางประเทศต่างๆมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยลง   2. ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและนโยบายประชานิยมทางการเมือง   3. ความขัดแย้งระหว่าง ผู้ท้าชิงความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอย่างจีน กับมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกตอนนี้อย่างสหรัฐ   “จากปัจจัยทั้งสามข้อนี้ ถ้าหากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะขาลง ถดถอย จะทำให้เกิดปัญหาหนักหน่วง งานเข้าแบบสุดๆครับ” เฮีย Ray Dalio ฟันธงว่า สถานการณ์ความวุ่นวายจะละม้ายคล้ายคลึงกับช่วงปี 1930 ครับนั่นหมายความว่า ตลาดพันธบัตรจะถึงจุดพีคหนัก, ทองคำจะพุ่งแรง   ================   เฮีย Ray Dalio เล่าต่อว่า ตอนนี้ปัจจัยหลักๆที่มีผลต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดเงิน ตลาดทุน มีดังนี้ครับ   1)ผลิตภาพ productivity,    2) หนี้ระยะสั้นและวงจรธุรกิจ,    3) วงจรหนี้ระยะยาว,    4) การเมือง (ทั้งภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ) เค้าไม่ได้บอกว่าเป็นประเทศไหนนะครับ 5555   ================   เฮียอธิบายต่อครับว่า ในขณะที่ความสมดุลของเศรษฐกิจและการลงทุนมีอยู่ 3 ด้านด้วยกันครับ   คือ 1) การเติบโตของภาระหนี้สิน ที่เป็นไปตามการเติบโตของรายได้ (รายได้ต้องมากเพียงพอที่จะจ่ายภาระหนี้สิน)   2) เศรษฐกิจต้องไม่ร้อนแรงเกินไป (เพราะจะทำให้เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่มากเกินไป และทำให้เศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ) และเศรษฐกิจเองก็ไม่ควรเติบโตต่ำเกินไป (เหตุผลคือ เศรษฐกิจที่ไม่ดี จะทำให้เกิดความเสียหาย และอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง)   3) คาดการณ์ผลตอบแทนของเงินสด ต่ำกว่าผลตอบแทนของพันธบัตร และต่ำกว่าคาดการณ์ผลตอบแทนหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ   ================   โดยทั่วไปรัฐบาลประเทศต่างๆก็มักจะใช้สองเครื่องมือในการบริหารจัดการให้เศรษฐกิจหรือการลงทุนกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล นั่นคือ มาตรการทางการเงิน และมาตรการทางการคลังครับ   “แต่จุดสมดุล ก็มักจะเคลื่อนย้ายไปมา เหมือนกับเป็นเครื่องยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ตลอด” สุดยอด Hedgefund สุดเท่เปรียบเทียบให้เห็นภาพครับ โดยแกมองว่าในท้ายที่สุดสถานการณ์ก็จะทำให้เรากลับเข้าสู่จุดสมดุลได้เสมอ   “เมื่อไหร่ก็ตามที่เศรษฐกิจหรือการลงทุนหลุดออกจากจุดสมดุลไปมาก” “ก็จะมีแรงหรือการใช้นโยบายของภาครัฐที่จะทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้อีกครั้ง”   เฮียแกยกตัวอย่างว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อร่วงลงต่ำกว่า ระดับจุดสมดุล ทางด้านธนาคารกลางต่างๆก็จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตร, เทียบกับผลตอบแทนของหุ้น, และเทียบกับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ   ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเลขคาดการณ์ผลตอบแทนของพันธบัตร, ตลาดหุ้น และอัตราเงินเฟ้อ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเช่นกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ถ้าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวลง ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง และราคาหุ้นก็ร่วงลง   การร่วงลงของราคาและผลตอบแทนเหล่านี้จะร่วงลงต่อไปจนกว่า ตัวเลขภาระหนี้สิน และอัตราการเติบโตของตัวเลขใช้จ่ายจะสูงขึ้น และจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มมากขึ้น   “นี่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และจะส่งผลต่อนโยบายการเงินและการคลัง” พูดให้เข้าใจง่ายๆคือ ธนาคารกลางประเทศต่างๆก็จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น อาจจะอัดฉีดเม็ดเงิน หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว   ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับแรงกระตุ้นทางการเมืองได้เช่นกัน   ================   แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ละ เป็นยังไงครัช?   1. “ความเห็นของผมคิดว่า สิ่งที่กำลังเกิดตอนนี้คล้ายกับช่วงปี 1930 อย่างมาก”   2. เหตุผลคือตอนนี้ พวกเราเข้าใกล้ถึงจุดจบของวงจรหนี้ระยะสั้นและระยะยาว ในสกุลเงินสำรองใหญ่ที่สุดในโลก 3 สกุลเงิน   3. นอกจากนี้ภาระหนี้สินที่เป็นตัวเงิน และภาระหนี้สินที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน เช่น ภาระการรักษาพยาบาลและบำเหน็จบำนาญ ที่ตอนนี้มากกว่ารายได้ที่เรามี จนทำให้ถึงจุดหนึ่งเราอาจจะไม่สามารถจ่ายคืนได้   4. ยังไม่หมดครับ…. ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีกอย่าง คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม (ทางรายได้) และปัญหาทางการเมือง ที่กำลังทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในหลายๆประเทศ (ไม่ได้เจาะจงนะค้าบบ ว่าประเทศอะไร) และตอนนี้กำลังมีปัญหาความแตกต่างทางความคิดแบบสุดโต่งระหว่าง ระบบทุนนิยมและระบบสังคมนิยม   5. ไม่ใช่แค่นี้ครับ….. นโยบายต่างประเทศก็สำคัญครับ เช่น การผงาดของมหาอำนาจอย่างจีน ที่กำลังท้าชิงความเป็นมหาอำนาจของโลก กับแชมป์เก่าอย่าง สหรัฐ […]

ทักษะที่ปู่บัฟเฟตต์บอกว่าคนรุ่นใหม่ต้องมี….ถ้าอยากรวยขึ้น 50%

  “ทักษะการสื่อสาร” คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรมี ถ้าอยากก้าวหน้าในอาชีพการงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข   “ขอแค่มีการพัฒนาเพียงแค่เล็กน้อย ก็สามารถสร้างความแตกต่างในชีวิตและช่วยเพิ่มรายได้ ได้อย่างมากมายไม่น่าเชื่อ” ปู่ฝากบอกคนรุ่นใหม่ครับ   ปู่ถึงขั้นบอกว่า อาจจะเพิ่มรายได้มากถึง 50% เลยทีเดียวครับ   เหตุผลคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือการโน้มน้าวให้คนอื่นเข้าใจว่า เรากำลังคิดอะไร    “ถ้าเราเป็นนักขายมือทอง คุณก็อยากให้คนเชื่อในสิ่งที่เราขาย” “ถ้าเราเป็นผู้บริหารระดับสูงเราก็คงอยากจะให้ทีมงานและลูกค้าเชื่อมั่นและเข้าใจในสิ่งที่เราทำ”   แต่เชื่อไหมครับว่า เห็นปู่บัฟเฟตต์พูดเก่งขนาดนี้ สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเด็ก แกก็เขินสุดๆ ไม่กล้าที่จะพูดต่อหน้าชั้นเรียน ไม่กล้าที่จะพูดต่อหน้าคนอื่น “แค่คิดว่าจะต้องพูด ผมก็รู้สึกปวดท้อง และไม่สบายทันที”   จนอายุ 20 ปี แกก็คิดได้แล้วครับว่า อยู่ต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว ต้องทำอะไรซักอย่างก็เลยยอมจ่ายเงิน 100 ดอลล่าร์ สมัยนั้นน่าจะถือว่าแพงมากๆ แกยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าไปเรียนคอร์ส การพูด การสื่อสาร ที่ Dale Carnegie    แกเรียนแบบตั้งใจทุกสัปดาห์เป็นเวลา หลายเดือน แต่หลังจากนั้นปู่ก็ฝึกและขออาสา เป็นคนพูดหน้าชั้นเรียนตลอด เพราะอยากฝึก ฝึกไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ต่อให้มีคนสั่งให้หยุดพูด แกก็อาจจะไม่หยุด (แกแซงตัวเองครับ)   ทักษะการสื่อสาร คือสิ่งที่ปู่บอกว่าคือทักษะเปลี่ยนชีวิตของแกจริงๆครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่แกมีในวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการพูด การสื่อสารที่ดี ที่คนฟังเข้าใจ   ==============   เห็นด้วยหรือไม่… ลองแชร์ประสบการณ์กันหน่อยครับ   ==============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details…   สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807   ——————   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ   เกาะติดทุกสถานกาณ์ Facebook page: http://bit.ly/30BE1Ul   ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน Telegram: http://bit.ly/2JiYoyf   อ่านข้อมูลแบบกระชับ Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter

สรุปOppDay บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) สำหรับงบไตรมาสที่ 2 / 2562

  Facebook page: ถามอีก กับอิก   โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPTtm   ============   Gold ทำธุรกิจอะไรครับ? ธุรกิจหลักๆของ Gold แบ่งเป็น 2 ส่วนครับมีแบรนด์ดังๆมากมายครับ     1. พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย, เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์, โรงแรม Residental projects: เช่นแบรนด์ The grand, golden neo, prestige, goldencity , golden village, grandio, golden town     ปัจจุบันมีโครงการทั้งหมด 51 โครงการ และตอนนี้เริ่มมีโครงการในต่างจังหวัดมากขึ้นเช่น ศรีราชา เชียงราย ฉะเชิงเทรา “แต่อนาคตเราจะเปิดโครงการบ้านแฝดมากขึ้น” ผู้บริหารบอกทิศทางกลยุทธ์มากขึ้น     2. ธุรกิจอาคารเชิงพาณิชยกรรม หรือ commercial projects เช่น อาคารสำนักงาน, โครงการมิกซ์ยูส, รีสอร์ท, และสนามกอล์ฟ และยังมีกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลเด้นเวนเจอร์ (GVREIT) เช่น samyan, FYI center, sathorn square, asscott, W Bangkok, Marriott, goldenland, Modena   นอกจากนี้ปัจจุบัน GOLD มีตระกูล “สิริวัฒนภักดี” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หลังจากที่เข้ามาใส่เงินเพิ่มทุนผ่าน บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อต้นปี 2559   “ปัจจุบันมีสัดส่วนถือหุ้น 39.92% ร่วมกับถือหุ้นทางอ้อมผ่าน บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) อีก 39.28%” ทำให้ “ตระกูลสิริวัฒนภักดี ” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รวมแล้วเกือบ 80%   ============   ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ยังเติบโตได้   รายได้ไตรมาสที่ 2 นี้สูงถึง 3,897 ล้านบาทเติบโตมากขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว แต่น้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วลดลง 20%     เช่นเดียวกับกำไรที่เติบโต 5%   อยู่ที่ 525 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่น้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว 20%     ส่วนรายได้ช่วง 9 เดือนของ GOLD เติบโต 13.4% อยู่ที่ 13,018 ล้านบาท ในขณะที่กำไรเติบโต 3.9% อยู่ที่ 1,638 ล้านบาท   “หลักๆตอนนี้กลุ่มอสังหาฯได้รับผลกระทบจากมาตรการของทางแบงค์ชาติครับ นั่นคือมาตรการ LTV ที่กำหนดให้เงินกู้ไม่น้อยกว่า 80% ของบ้านหลังที่ 2” ผู้บริหารมองว่าตอนแรกไม่น่าจะได้รับผลกระทบ ปรากฏว่าก็มีบ้างที่ได้รับผลกระทบบ้าง เพราะมีการเร่งโอนในช่วงก่อนหน้านี้     ส่วนเหตุผลที่ธุรกิจจะยังเติบโตได้โดดเด่นกว่าหุ้นอสังหารายอื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างรายได้ส่วนหนึ่งมาจาก รายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอจากธุรกิจอาคารเชิงพาณิชยกรรม   ============   เมื่อดูรายละเอียดไส้ในของธุรกิจ GOLD จะเห็นว่ายังเติบโตดี   ธุรกิจอาคารสำนักงานหรือ commercial projects เติบโต 10.3% แบ่งเป็นสัดส่วนหลักๆมาจาก commercial สัดส่วน 61%     ส่วนธุรกิจบ้านแนวราบ เช่นบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด Residental projects เติบโต 13.8% แบ่งเป็นสัดส่วน บ้านแฝดที่มีสัดส่วนมากที่สุด 54%     ในขณะที่ยอดรายได้จาก ธุรกิจอาคารเชิงพาณิชยกรรม หรือ commercial projects เติบโตมากขึ้น […]

ดร. นิเวศน์ ทำอะไรช่วงตลาดร่วงหนัก?

#ถามทันที #ถามอีกกับอิก #Exclusive Interview   เมื่อวานเป็นอีกวันที่ตลาดหุ้นร่วงหนักมาก 35-40 จุด ก่อนจะกระดืบๆกลับมาเหลือลบ 23 จุด   “ผมยังคงลงทุน 80% ลงทุนต่างประเทศ 10% และเงินสด 10%” ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร สุดยอดนักลงทุนบอกผมแบบชิลๆ ครับ   =======   มุมมองต่อตลาดที่ร่วงเละเทะทั้งโลก   1. ”ถ้าให้ประเมินตอนนี้ยังไม่น่ากลัวนะ” “แต่สิ่งที่คนบอกว่า ถ้าทุกคนรู้ว่ากำลังจะเกิดวิกฤติ แล้วจะยังไม่ใช่วิกฤติอันนี้ก็ไม่เสมอไปครับ” ดร. นิเวศน์ บอกชัดครับ   แต่เดี๋ยวก่อน แกบอกว่า “แต่อย่าเพิ่งวางใจ เพราะอีก 1-2 ปีคิดว่า มีความเสี่ยงเหมือนกันที่จะเกิดวิกฤติ” โอว ไม่รอช้าครับ รีบถามต่อเลยคับ   2. แกให้เหตุผลว่า ตลาดหุ้นทั้งโลกขึ้นมานานนับตั้งแต่ ปี 2008 ก็ 11 ปีละครับ “ตลาดหุ้นขึ้นมานานโดยที่ไม่มีการปรับฐานครั้งใหญ่”   ตอนนี้เหลือแค่รอให้มีตัวกระตุ้นเป็น catalyst… ตลาดก็พร้อมที่จะร่วงลงได้    “ก่อนหน้านี้ผมเองก็มองไม่ออกนะ ว่า ตัวกระตุ้นจะเป็นตัวไหน แต่ตอนนี้ชัดละครับ… สงครามการค้า”   3.”สงครามการค้า” ไม่ใช่ตัวที่ทำให้เกิดวิกฤติตรงๆครับ, แต่สงครามการค้าจะทำให้เกิดความไม่แน่นอน สูญเสียความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้คนไม่กล้าลงทุน   และในท้ายที่สุดเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวลง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นบ้างแล้วว่าตัวเลขการส่งออกของหลายหลายประเทศเริ่มชะลอตัวลง, ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศเริ่มหดตัวลง   4. เช่นเดียวกับสัญญานจาก inverted yield curve หลายคนกังวลกัน   “มันคือการลงทุนระยะสั้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า การลงทุนระยะยาว” เป็นสัญญาณที่บอกว่ากำลังจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคต   เพราะคนที่จะกู้เงินเพื่อลงทุนซึ่งต้องอาศัยเงินระยะยาวนั้นมีน้อยมาก และคนที่จะปล่อยกู้หรือลงทุนมีมาก ซึ่งก็เป็นสัญญาณไม่ค่อยดี   ธุรกิจจะไม่ค่อยลงทุน บริษัทจะมีกำไรลดลง และอาจจะก่อปัญหาให้กับสถาบันการเงิน และในที่สุดก็อาจจะกลายเป็น “วิกฤติ” อย่าวที่ทุกคนกลัวกัน   5. ก่อนหน้านี้ ดร. นิเวศน์มองว่า การลดดอกเบี้ยก็น่าจะพอช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ตอนนี้ดอกเบี้ยตำ่เตี้ยเรี่ยดินทั่วโลก ทำให้เหลือโอกาสในการลดได้ไม่มาก แถมตอนนี้ได้ผลน้อยลงอีก   และการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยธนาคารกลางต่างๆก็ทยอยทำกันเกือบหมดแล้ว ทำให้เครื่องมือเหลือน้อยเต็มที   ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าตลาดจะเจอกับช่วงที่พักฐานแรงๆบ้าง   =======   ช่วงนี้ดร.นิเวศน์ ลงทุนยังไง?   1. ”ผมก็ยังไม่ได้ขยับอะไรมาก ตอนนี้ยังถือหุ้น 80% , ลงทุนต่างประเทศ 10% , และเงินสด 10%” แต่ว่าจะเริ่มเน้นสไตล์ลงทุนที่มีความปลอดภัยมากขึ้น   2. คำว่าการลงทุนแบบปลอดภัยมากขึ้นในมุมของ ดร. นิเวศน์ คือ การเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้ค่อนข้างจะแน่นอน เช่น ค้าปลีก เพราะเป็นสินค้าที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน   เพราะอย่าลืมว่าช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงคนส่วนมากจะลดค่าใช้จ่ายที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยลง แต่สินค้าที่จำเป็นกับชีวิตก็จำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอยต่อไป   3. แต่หุ้นที่ยังพอลงทุนได้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นหุ้นค้าปลีกเสมอไปครับ ให้ลองดูประเภทที่มีการเซ็นสัญญาจะซื้อจะขายกับลูกค้าแบบค่อนข้างแน่นอน   หุ้นแบบนี้ก็พอจะลงทุนได้   คอนเซปคือ ต้องเป็นหุ้นที่ไม่ได้รับกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากเกินไป และที่สำคัญราคาหุ้นต้องไม่แพงถึงจะน่าลงทุน   4. ”ผมไม่ได้สนใจตลาดหุ้นในภาพใหญ่มากนัก สิ่งที่ผมสนใจตอนนี้คือหุ้นที่ถืออยู่รายได้และเงินปันผลยังเติบโตสม่ำเสมอหรือไม่”    “ถ้าใช่…ก็ไม่ต้องกลัวอะไร” ดร.ให้ข้อคิดการลงทุนตามสไตล์ของแกครับ   หุ้นที่เราลงทุนควรเป็นกิจการที่แข็งแกร่งและไม่ล้มหายตายจากไปง่าย ๆ และพร้อมกลับมาเติบโตต่อไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤติผ่านไป   5. ”แต่สิ่งที่สำคัญเลยช่วงนี้ควรจะต้องมีเงินสดเอาไว้บ้าง” ดร. ไม่ได้หมายความว่าให้ล้างพอร์ตนะครับ   แต่แกบอกว่า เหตุผลที่ต้องมีเงินสดเอาไว้เพราะถ้าตลาดร่วงหนักหนักจริงๆ ก็จะได้มีเงินเอาไว้ช้อนซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดี   =======   ข้อสังเกตของ #ถามอีกกับอิก #ลงทุนนอกโลก   ส่วนตัวผมคิดว่า ดร.นิเวศน์ ผ่านอะไรมาเยอะมากๆ ผมถามตรงๆว่าแกเซ็งไหม ที่กำไรลดลง แกก็ตอบตรงๆนะว่าก็มีบ้าง แต่ก็ไม่ได้เสียดายอะไร เพราะมันเป็นเรื่องปกติ   “ตอนกำไรก็ไม่ได้ดีใจอะไร ตอนกำไรลดลงก็เลยไม่ได้เสียใจอะไร” เหมือนเป็นกระบี่ไร้ใจไปแล้วครับ   เท่าที่สังเกต คนระดับเซียนมักจะพูดแบบนี้เสมอครับอาจจะเป็นเพราะผ่านมาแล้วหลาย cycle และถ้าสังเกตให้ดี แกไม่ได้กังวลในภาพใหญ่ที่ตลาดหุ้นตกเลยครับ   เพราะถ้าดูพื้นฐานหุ้นรายตัว หลายๆตัวก็ไม่ได้แย่มาก ยังมีโอกาสให้ลงทุนได้เสมอ ดังนั้นก็เลยแนะนำให้ทำการบ้านลงทุนอยู่เสมอ อย่าเพิ่งท้อถอย […]

ทำไมนักลงทุนรายย่อยถึงขนาดทุนตลอด? The little book of common sense

“ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักลงทุนคือ อารมณ์ของตัวเองและค่าธรรมเนียมในการลงทุน”   เป็นคำพูดแทงใจดำของปู่ John C. Bogle บิดาผู้ก่อตั้ง Index Fund และผู้ก่อตั้งกองทุน Vanguard บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชื่อดังที่มีมูลค่าสินทรัพย์การจัดการสูงถึง 5.3 ล้านล้านเหรียญครับ!   แนวคิดการลงทุนของเค้าโดดเด่น ถึงขั้นทำให้คุณปู่บัฟเฟตต์ออกตัวแรง “แทนที่จะมัวแต่จะฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญการลงทุน หรือนักลงทุนคนอื่น ๆ (เพียงอย่างเดียว)” “สิ่งที่คุณควรทำคือ การอ่านหนังสือของ Bogle”   โอ้โห… ปู่บัฟเฟตต์ บิดานักลงทุนหุ้นคุณค่าชื่อดังระดับโลกพูดขนาดนี้ ต้องจัดซะหน่อยครับ   พอได้อ่านหนังสือของปู่ Bogle “ The little Book of Common Sense Investing” ทำให้ผมเข้าใจเลยครับว่าทำไมปู่ถึงเชียร์ขนาดนี้ และเข้าใจเลยว่าทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ถึงขาดทุน   มาลุยกันเลยครับ   ==============   1. การพยายามเอาชนะตลาดในระยะสั้นเป็นเกมของผู้แพ้   “การลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว เป็นเกมของผู้ชนะ” “แต่การที่พยายามจะเอาชนะตลาด (ในระยะสั้น) เป็นเกมของผู้แพ้” คำพูดของคุณปู่ Bogle โดนใจมากครับ   แกขยายความว่า ผลตอบแทนการลงทุนของเรามาจาก 2 ส่วนครับ ส่วนแรกมาจากพื้นฐานธุรกิจจริง ๆ (เงินปันผลและการเติบโตของกำไร)   และส่วนที่ 2 มาจากการเก็งกำไร (ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุนในแต่ละช่วงเวลา สังเกตจากค่า P/E ของหุ้นที่ขึ้น ๆ ลง ๆ)   “ตามสถิติที่ผ่านมาผลตอบแทนของหุ้นที่มาจากพื้นฐานธุรกิจจริง ๆให้ผลตอบแทน 9.5%” “ในขณะที่กำไรจากการเก็งกำไรให้ผลตอบแทนเพียง 0.5% เท่านั้น”   ทำไมการพยายามชนะตลาดในระยะสั้น ถึงเป็นเกมของผู้แพ้ครับ? ผมยกตัวอย่าง อย่างนี้ครับ   ช่วงที่นักลงทุนมีอารมณ์ตื่นเต้นกับหุ้นตัวใดตัวนึง ก็จะรู้สึกกลัวตกรถและคิดว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะตลาดได้ ยอมกระโดดเข้าไปซื้อหุ้น ราคาแพง ยอมจ่ายหุ้นที่ค่า P/E สูง   พอผลประกอบการของธุรกิจไม่เติบโตมากตามความคาดหวัง ราคาหุ้นก็ถูกเทขาย เราก็มักจะติดดอยไปตามระเบียบ เพราะซื้อหุ้นราคาแพงเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็น (ใครเคยเจอแบบนี้บ้าง มาคอมเม้นท์เล่าให้ฟังบ้างนะครับ)   และอย่าลืมว่า ธรรมชาติของคน เรามักจะคิดเข้าข้างว่าตัวเราเก่ง คิดว่าเราสามารถชนะตลาดได้ จะยิ่งทำให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นตลอดเวลา นั่นหมายความว่า โอกาสขาดทุนก็จะยิ่งสูงขึ้นครับ   และนี่คือ สิ่งที่ปู่ Bogle บอกว่า การที่พยายามจะเอาชนะตลาด  (ในระยะสั้น) เป็นเกมของผู้แพ้   วิธีแก้คือ การถือหุ้นระยะยาวครับ เพราะจะทำให้เราผ่านพ้นช่วงที่ตลาดผันผวนตามอารมณ์ของเราได้   และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะทำให้หุ้นเติบโต ตามผลประกอบการที่ดีขึ้น นั่นเองครับ     ==============   2. คิดว่าค่าธรรมเนียมต่อปีไม่แพง   “ผลตอบแทนของกองทุนที่ดี มาแล้วก็จากไป (ผลตอบแทนดีแค่ชั่วครั้งชั่วคราว)” “แต่สิ่งที่จะอยู่ (คู่กับนักลงทุน) ไปตลอดคือต้นทุนของการลงทุนครับ”   มีประโยคนึงของปู่ Bogle ที่ผมชอบมากครับ ปู่บอกว่า “สำหรับผลตอบแทน ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ เวลาจะเป็นเพื่อนของคุณมากเท่านั้น (พลังดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้พอร์ตเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว)   แต่ถ้าเป็นฝั่งต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ระยะเวลาจะเป็นศัตรูตัวฉกาจ (ปกติจะมีค่าธรรมเนียมปีละ 2-4%)   มาดูตัวอย่างกันครับ แวบแรกเราอาจจะคิดว่าค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนรวม ๆ ปีละ 2% เป็นตัวเลขที่ไม่มาก (เช่น ค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย, ค่าบริหารจัดการ, ภาษี) น่าจะคุ้มกับความคาดหวังว่าผู้จัดการกองทุนจะทำผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดได้   “ถ้าเราลงทุนเริ่มต้น 1 หมื่นเหรียญ เมื่อเปรียบเทียบกองทุนที่ไม่เสียค่าธรรมเนียม กับกองทุนที่เสียปีละ 2%” ในช่วงไม่กี่ปีแรก แทบจะให้ผลตอบแทนไม่ต่างกันครับ   “แต่เมื่อเวลาผ่านไป 50 ปี ผลตอบแทนทั้งสองกองต่างกันเกือบ 3 เท่าตัว” คุณปู่ Bogle ถึงบอกว่าถ้าเป็นฝั่งต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ระยะเวลาจะเป็นศัตรูตัวฉกาจ (ระยะเวลายิ่งนาน ต้นทุนยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นตามพลังดอกเบี้ยทบต้น)   เพราะฉะนั้นถ้าจะเลือกลงทุนต้องมองหากองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ นั่นคือคำแนะนำนำของปู่ Bogle ครับ […]

Subscribe & Follow