Subscribe & Follow:

Stock

สุขยกกำลัง พอร์ตยกกำไร ด้วย WealthTech

“หลักการลงทุนใน­­­­ภาพใหญ่ของคุณถูกหรือเปล่า ถ้าภาพใหญ่ของคุณถูก… คุณสามารถทำกำไรในระยะยาวได้โดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ”   พี่เผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ (สตาร์ทอัพแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล (@JittaWealth) ถามจี้ใจดำนักลงทุน บนเวที “สุขยกกำลัง พอร์ตยกกำไร ด้วย WealthTech” ภายในงาน SET in the City 2019 ที่เพิ่งจบไปสด ๆ ร้อน ๆ ครับ   ชื่อหัวข้อน่ารักมากครับ และเวทีนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะมีสาวสวย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อย่าง ดร. ปานระพี รพิพันธุ์ พิธีกรและผู้ผลิตรายการ “IT24Hrs”   และ พี่หมอนัท ธนัฐ ศิริวรางกูร เจ้าของเพจ “คลินิกกองทุน” มาร่วมแจมแบ่งปันประสบการณ์แบบชิล ๆ   บนเวทีพูดคุยอะไรกันบ้าง วันนี้สรุปมาให้แล้วครับ     เมื่อเทคโนโลยีเป็นเรื่องใกล้ตัว   พี่เอิ้น ปานระพียกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีใกล้เราแค่ไหนแล้วด้วย “หุ่นยนต์เครื่องดูดฝุ่น ที่มีแทบจะทุกบ้าน” จนตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราแล้ว   ส่วนเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI หรือ machine learning เองก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะจริง ๆ มีมานานแล้วครับ เพียงแต่ก่อนหน้านี้อุปกรณ์ หรือ hardware ต่าง ๆ ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นที่รองรับความล้ำของ AI ได้เต็มประสิทธิภาพ   “สมัยที่ทำวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คอมพิวเตอร์อาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ กว่าจะประมวลผลได้” แต่พี่เอิ้น บอกว่าตอนนี้ อาจจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น   ประเด็นของพี่เอิ้น คือ ตอนนี้โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราควรจะเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่หลายคนคิดและไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไปครับ     เมื่อ WealthTech เริ่มมีบทบาทมากขึ้น   WealthTech คืออะไร? พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เทคโนโลยีที่จะช่วยต่อยอดความมั่งคั่งให้กับพวกเราได้นั่นเองครับ   พี่เผ่าขยายความต่อว่า ตอนนี้ WealthTech แบ่งเป็น 2 แบบในภาพใหญ่ ๆ ครับ คือแบบ Active และ Passive ครับ   “Social trade (ซื้อ-ขาย ตามคนที่เราคิดว่าเค้าเก่ง) และ Digital brokerage (แพลตฟอร์มที่ให้บริการซื้อ-ขาย หุ้นทางดิจิตอล)” คือตัวอย่างของ Active ครับ เพราะเรายังต้องบริหารจัดการพอร์ตด้วยตัวของเราเอง   ส่วนตัวอย่างของ Passive คือ AI portfolio manager ที่จะมีหุ่นยนต์ที่จะช่วยจัดสรรการลงทุนให้กับพวกเรา ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของแต่ละบุคคลด้วย เช่น ความเสี่ยงที่รับได้และอายุของนักลงทุน เป็นต้น   “การสร้าง Wealth เหมือนกับการออกกำลังกาย ที่จะได้ผลที่ดีขึ้น เมื่อมีครูฝึกส่วนตัว” พี่เผ่าเปรียบเทียบซะเห็นภาพเลยครับ เพราะต่อให้เรารู้ว่าต้องออกกำลังกายยังไง แต่ก็ยังต้องจ้างเทรนเนอร์มาช่วยควบคุมให้เราออกกำลังกายได้ถูกหลักการ มีวินัย และไม่ล้มเลิกความตั้งใจไปเสียก่อน   นั่นเลยเป็นที่มาว่า ทำไม WealthTech ถึงมีโอกาสเติบโตมากในอนาคต เพราะจะช่วยให้การลงทุนมีวินัยและมีโอกาสประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ     WealthTech อาจจะเป็นเทรนด์ที่มาช้าแต่เป็นเทรนด์ที่มาแน่ ๆ   “Consumer technology adopt ง่าย แต่ WealthTech ที่จะมาช่วยเพิ่มความมั่งคั่งจะมาช้ากว่า แต่มาแน่ ๆ” พี่เผ่าฟันธงครับ   อาจจะเป็นเพราะสินค้าเทคโนโลยี อย่างหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เป็นสินค้าที่จับต้องง่าย และเห็นผลเร็ว ทำให้คนหันมาลองใช้ได้ง่าย แต่เทคโนโลยีที่จะช่วยต่อยอดความมั่งคั่ง หรือ WealthTech  ต้องใช้เวลาให้คนเรียนรู้เพราะมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ค่อยเชื่อ เนื่องจากยังเคยชินกับการมีที่ปรึกษาด้านการเงินที่เป็นคน   ส่วนเหตุผลที่พี่เผ่ามั่นใจว่าเทรนด์นี้มาแน่ ๆ เป็นเพราะคนรุ่นใหม่โตมากับเทคโนโลยี และคนจะเริ่มเห็นประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ   […]

5 มุมมองที่จะตอบว่า ทำไมคนถึงมองว่ากองทุนเทคโนโลยีว่าน่าสนใจ?

“สัญชาตญาณของเราทุกคน จะมองอนาคตเป็นเส้นตรง”    “แต่ในความเป็นจริงแล้ว… เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเติบโตเป็นเลขยกกำลัง ซึ่งมันจะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง”    เป็นคำพูดของ คุณ Ray Kurzweil นักประดิษฐ์ นักคิด นักเขียนที่คุณ Bill Gates อภิมหาเศรษฐียกย่องให้เป็นคนทำนายอนาคตของโลกได้แม่นยำที่สุด   “ถ้าเราเดิน 30 ก้าวแบบเส้นตรง เราจะนับได้ 30 ก้าว” “แต่ถ้าเราเดิน 30 แต่เดินแบบยกกำลังจะได้ตัวเลข หลักพันล้าน!!” เค้าเสริมครับ   ผมเห็นด้วยครับ ตอนนี้เราอยู่ในช่วงวินาทีประวัติศาสตร์มากครับ และนี่คงจะเป็นคำอธิบายว่า ทำไมช่วงนี้โลกของเราหมุนไวมากขึ้นมาก ๆ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไป, รูปแบบการทำธุรกิจก็ไม่มีวันเหมือนเดิม รู้สึกเหมือนกันไหมครับ?   วันนี้ ลงทุนนอกโลก โดยเพจ ถามอีก กับอิก จะเจาะลึกให้ฟังว่า ทำไมหุ้นกลุ่มนี้ถึงน่าสนใจ และมีวิธีไหนที่จะช่วยทำให้เรามีโอกาสเกาะกระแสเติบโตไปกับผู้ชนะได้ครับ   มุมมองที่ 1: ผมชวนมาดูหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 5 อันดับแรกกันก่อนครับ   จะเห็นว่าหุ้นยักษ์ใหญ่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าวัดจากมูลค่าตลาด (Market Cap) ​เช่น ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง Petrochina , Exxon Mobil, ยักษ์ใหญ่ด้านธนาคารจีนอย่าง ICBC และสุดยอดค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Walmart   มีเพียง Microsoft ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีหนึ่งเดียวที่ติดอันดับครับ   แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบันจะเห็นว่า ภาพเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงครับ   5 อันดับแรกของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมากถึง 4 แห่ง!! และล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่คนไทยที่เห็นแล้วต้องร้องอ๋อ ครับ   Microsoft (ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์), Apple (ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี), Amazon (ยักษ์ใหญ่ด้าน E commerce) และ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google)   และถ้าดูการจัดอันดับ 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็มีบริษัทเทคโนโลยีมากมายถึง 7 แห่ง   นี่แหละครับคือสิ่งที่ทำให้พวกเราในฐานะนักลงทุนรายย่อยไม่สามารถมองข้ามหุ้นกลุ่มนี้ได้แล้ว     มุมมองที่ 2: คนยอมรับ และใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเร็วมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก   ยกตัวอย่าง ข้อมูลจาก New York Times เช่น ในช่วงปี 1900 โทรศัพท์บ้านคือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก แต่ต้องใช้เวลาเกือบ 200 ปีกว่าจะมีคนใช้แพร่หลาย   ไฟฟ้าใช้เวลาเกือบ 60 ปี, วิทยุใช้เวลา 45 ปี ในขณะที่ตู้เย็นใช้เวลาประมาณ 30 ปี   แต่ที่น่าตื่นเต้นขึ้นไปอีกคือ การใช้คอมพิวเตอร์ ที่ใช้เวลาเพียง 25 ปี และ โทรศัพท์มือถือ 15 ปี   แนวโน้มที่คนใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างแพร่หลายในเวลาที่น้อยลงเรื่อย ๆ แบบนี้แหละครับ ยิ่งทำให้ธุรกิจไหนก็ตามที่คิดค้น หรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ยิ่งมีโอกาสเติบโตสูงมาก และนั่นหมายถึงโอกาสเติบโตของผลตอบแทนของนักลงทุนเช่นกัน     มุมมองที่ 3: เทคโนโลยีกำลังกำลังเปลี่ยนแปลงโลก   ตัวอย่างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในยุคนี้มีหลายอย่างครับ   1. AI หรือปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เป็นการพัฒนาให้คอมพิวเตอร์สามารถคิดได้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่มีวันหยุด ไม่มีดราม่า ทำให้คอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ “AI เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น Apple Siri สั่งทำงานด้วยเสียง, หรือที่เราสั่งพิมพ์ด้วยเสียงใน Line ก็ใช้ AI เช่นกัน”   ปัจจุบัน AI ถูกนำไปใช้ในแทบจะทุกธุรกิจเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นวงการการเงิน, สุขภาพ, โรงงาน, บริการ รวมถึงรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น   2. Cloud Computing ในอดีตเวลาที่เราจะจัดเก็บข้อมูลอาจจะต้องไว้ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งทำให้มีความลำบากในการใช้ข้อมูล แต่ตอนนี้สะดวกสบายมากขึ้นครับ ด้วยการใช้ Cloud Computing ที่ช่วยจัดเก็บ ประมวลผล และเรียกใช้ข้อมูลจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนกับก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า   เช่น Microsoft Office, Google Drive, […]

20 ความเสี่ยงที่ต้องจับตามองมากที่สุดในปี 2020

  มาแล้วครับ การรวบรวม 20 ความเสี่ยง จากนักวิเคราะห์จากค่าย Deutsche Bank ที่อาจจะเขย่าทั้งพอร์ตการลงทุน ทั้งเศรษฐกิจโลกในปีหน้า    มาลุยกันครับว่าคุณเห็นด้วยในข้อไหนบ้าง   1. ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน จะเพิ่มขึ้น ทวีความรุนแรงมากขึ้นทั้งเรื่องความรวย, รายได้ และระบบดูแลสุขภาพ   2. การเซ็นสัญญาการค้าสหรัฐ-จีน ในเฟสที่ 1 ยังไม่จรดปากกาเซ็น และจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่า สถานการณ์หลังจากเฟสที่ 1 จะมีอะไรเกิดขึ้น ตามมาหรือไม่   3. ความไม่แน่นอนที่เกิดจากสงครามการค้าจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน   4. การชะลอตัวเศรษฐกิจในหลายประเทศ เช่น จีน ยุโรป ญี่ปุ่น จะมีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างมีนัยยสำคัญ   5. ความไม่แน่นอนจากการถอดถอนประธานาธิบดี และ ความเป็นไปได้ที่หน่วยงานภาครัฐจะถูกปิด หยุดการทำงานไป (ภาระหนี้สินสูง และอาจจะไม่สามารถขยายวงเงินงบประมาณได้)   6. ความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเลือกตั้งสหรัฐ เช่น นโยบายด้านภาษี กฏระเบียบ และการใช้จ่ายลงทุนของรัฐบาล   7. กฏหมายป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจ, ปกป้องสิทธิส่วนบุคคลและกฏหมายที่จะควบคุมบริษัทเทคโนโลยี   8. นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มเสียศรัทธา และเริ่มไม่เชื่อมั่นในเครดิต สหรัฐ และพันธบัตรสหรัฐ เนื่องมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี   9. ทฤษฏีการเงินสมัยใหม่ MMT-style (เช่น ธนาคารกลางพิมพ์เงิน, ทำนโยบายขาดดุล) จะช่วยเศรษฐกิจสหรัฐยุโรปเติบโตได้   10. ระดับหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะเริ่มมีนัยยสำคัญ   11. การที่ไม่สอดคล้องการระหว่างความต้องการและ ปริมาณ supply ของพันธบัตรรัฐบาลอาจจะทำให้ อัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกรรมกู้ยืมระยะสั้นระหว่างสถาบันการเงิน พุ่งสูงขึ้น   12. ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลังเลที่จะลดดอกเบี้ยในปีที่มีการเลือกตั้ง   13. สถานการณ์ตราสารหนี้จะตึงตัวมากขึ้นโดยความแตกต่างระหว่าง ตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับ CCC และ BBB จะห่างกันมากขึ้นในตราสารหนี้ของเอกชน   14. สถานการณ์ตราสารหนี้จะตึงตัวมากขึ้นโดยความแตกต่างระหว่าง ตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับ CCC และ BBB จะห่างกันมากขึ้นในตราสารหนี้ของผู้บริโภค   15. จะเริ่มเห็นภาวะนางฟ้า ตกสวรรค์มากขึ้น: เอกชนจำนวนมากขึ้นจะได้รับการจัดอันดับเป็น BBB และ หลายบริษัทจะถูกลดอันดับจาก BBB เป็น high yield หรือ พันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูง   16. ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนติดลบที่มีจำนวนมากขึ้น จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกมองหาโอกาสลงทุนในตราสารหนี้ในสหรัฐมากขึ้น   17. กำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง นั่นหมายความว่าจะมีเงินในกระเป๋าสำหรับการซื้อหุ้นคืนลดลงเช่นกัน   18. ตลาดรถยนต์ในระดับโลกชะลอลง จะเป็นความเสี่ยงต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนโลก   19. ตลาดอสังหาในออสเตรเลีย แคนาดา และสวีเดน ฟองสบู่แตก   20. ปัญหาความไม่แน่นอนจาก Brexit จะยังเป็นความเสี่ยงต่อไปในปี 2020  

4 มุมมอง ทำไมตลาดจีนถึงน่าสนใจ?

“ประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นฐานการผลิต เพื่อป้อนสินค้าให้กับคนทั้งโลกในราคาที่ถูกแสนถูก”   คุณ Bin Shi ผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้นจีนจาก UBS Asset Management อธิบายให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในจีน และชี้ให้เห็นความน่าสนใจของจีนต่อไปว่า   “ตอนนี้ จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ (ของโลก) โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน” ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ทำให้หลายคนกลัว ไม่กล้าลงทุนในตลาดจีนครับ   วันนี้ชวนมาดูความน่าสนใจของตลาดจีนใน 4 มุมมอง ที่ทาง UBS เห็น และเหตุผลว่าทำไมการเลือกลงทุนใน จีน ผ่านกองทุน UBS (Lux) Equity Fund – China Opportunity and UBS (Lux) IS – China A Opportunity funds ผ่าน ซิตี้โกลด์ ถึงน่าสนใจ ลุยกันเลยครับ     เริ่มต้นมาดูตัวเลขเม็ดเงินวิจัยและพัฒนา R&D กันครับ ในปี 2007  เม็ดเงินวิจัยและพัฒนาของจีนสูงถึง 4.9 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.47 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากแล้ว (ข้อมูลจาก OECD, WIPS และ Morgan Stanley Research)   “แต่หลังจากผ่านไป 10 ปี ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า เป็น 2.65 แสนล้านเหรียญ หรือ 7.95 ล้านล้านบาทในปี 2017”   โอว โหดจริง ๆ ครับ สะท้อนให้เห็นว่าพี่จีนเอาจริงเอาจังอย่างมากครับ   เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจครับ ว่าทำไมทุกวันนี้จีนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านปัญญาประดิษฐ์, ระบบอัตโนมัติ, E-commerce และระบบชำระเงินทางโทรศัพท์มือถือ     ว่าแล้ว ก็มาดูตัวเลขตลาด E-commerce กันบ้างครับ แม้ว่าพี่จีนจะเริ่มต้นค้าปลีกออนไลน์ช้ากว่าสหรัฐฯ แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือยอดขายวันคนโสดของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ E-commerce ของเฮียแจ๊ค หม่า ที่เติบโตหนักมากและทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกปีครับ   (วันคนโสด คือ มหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ที่แบรนด์สินค้าทั้งในไทยและต่างชาติลดราคาหนักมากทุกวันที่ 11 พ.ย. ของทุกปีครับ)   เริ่มจากปี 2011 ตอนนั้นยังมียอดขายเพียง 800 ล้านเหรียญ (2.4 หมื่นล้านบาท) แต่ไม่น่าเชื่อว่า ตัวเลขปีล่าสุด อาลีบาบาจะมียอดขายจากวันคนโสดเพียงแค่วันเดียว มากถึง 30.7 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1 ล้านล้านบาท! คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 548%   และจุดที่น่าสนใจคือ แม้ว่าจีนจะไม่ใช่ประเทศแรกที่คิดวันช้อปปิ้งลดราคาแบบนี้ เพราะสหรัฐฯ เริ่มจัดมหกรรมก่อนไม่ว่าจะเป็นวัน Black Friday, Cyber Monday, Thanksgiving แต่ยอดขายของวันคนโสดกลับมากกว่าทั้ง 3 วันของสหรัฐฯ รวมกัน และมากกว่าถึง 3 เท่าตัว   “เชื่อมั๊ยครับ ว่าในวันคนโสดมีการทำธุรกรรมมากถึง 2.2 แสนธุรกรรมต่อวินาที” สะท้อนให้เห็นสองอย่างครับ คือ 1. จีนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาด E-commerce ของโลกแล้ว   และ 2. จีนมีระบบ Super Computer ที่สามารถรองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่มากขนาดนี้ได้ ไม่ธรรมดาเลยใช่มัั๊ยครับ (ถ้าธุรกรรมมากมายขนาดนี้ แต่ระบบรองรับไม่ดีระบบล่ม อดช้อปปิ้งแน่นอน)     อ่านมาถึงตรงนี้ ผมว่าคงมีคำถามผุดขึ้นมาว่า แล้วทำไมจีนถึงประสบความสำเร็จอย่างมากในการขายของออนไลน์? นั่นคือ “ข้อมูล”   ครับ   ผมเชื่อว่า หลายท่านคงจะเคยได้ยินนะครับว่า ข้อมูลมีค่าเหมือนเป็นน้ำมัน (ใครก็ตามที่มีข้อมูลมากพอ และวิเคราะห์ข้อมูลเป็น ก็จะได้เปรียบในการทำธุรกิจยุคใหม่ครับ)   ชวนมาดูก่อนครับ ว่าทำไมจีนถึงมีความได้เปรียบด้านเก็บข้อมูล เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ   “ข้อมูลที่อยู่ในโลกออนไลน์มีมากถึง 10 เซตตะไบต์ […]

เมื่อคุณ สี จิ้น ผิง(习近平)พูดถึงวันครบรอบการสถาปนากับคนทั่วโลก …

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   คุณสี(习近平)พูด ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นในงาน ครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อสักครู่นี้ครับ พูดสั้น แต่รุ้เลยว่าท่านเน้นย้ำเรื่องไหน   มาลุยกันเลยครับ ============   1. ประเทศจีนจะยึดมั่นในหลักการ “1 ประเทศ, 2 ระบบ” และจะเน้นเรื่องการรวมตัวกันอย่างมีสันติภาพ   2. ท่าน สี(习近平)ยืนยันว่าจะสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในทั้งฮ่องกง และมาเก๊า ไต้หวัน   3. ท่านยังบอกเพิ่มเติมว่าวันนี้เมื่อ 70 ปีที่แล้ว เป็นวันที่ท่านประธานเหมา(毛泽东)ยืนตรงนี้ (เทียนอันเหมิน 天安门) และประกาศให้โลกรู้ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นจุดจบของช่วงเวลาที่น่าอับอายตลอด 100 ปีก่อนหน้านี้ และเป็นช่วงที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานาน   4. ไม่มีแรงกดดันใดๆ ที่จะสามารถสั่นคลอนประเทศจีนได้ และไม่สามารถหยุดยั้งชาวจีนและประเทศ ที่จะเดินหน้าที่จะพัฒนาประเทศด้วยสันติภาพ และได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศมากขึ้น   เค้าไม่ได้พูดว่าหมายถึงประเทศไหน แต่ก็น่าจะเข้าใจตรงกันนะครับ   5. ไม่มีแรงกดดันใดๆทั้งสิ้นที่จะทำลายพื้นฐาน รากฐานประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้   6. “การรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น” เปรียบเสมือนเหล็ก ซึ่งการรวมตัวกันทำให้เกิดความแข็งแกร่ง   7. การรวมตัวกันกับจีนแผ่นดินใหญ่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ เป็นสิ่งที่จีนให้ความสำคัญและเป็นสิ่งที่คนจีนต้องการ “ไม่มีใครจะสามารถ หยุดยั้งได้”   8. ”ฮ่องกง(香港)และมาเก๊า(马高)จะช่วยกันพัฒนาประเทศร่วมกับจีน” ยังไงก็เชื่อว่าวันพรุ่งนี้ จะเป็นวันที่ดีกว่าวันนี้   9. “ขอให้ประเทศจีนประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายประเทศร้อยปี และทำตามความฝัน chinese dream(中国梦)ให้สำเร็จเช่นกัน”   ============   เกาะติดเรื่องราว เกร็ดความรู้ เรื่องธุรกิจ การลงทุน จีนได้ที่นี่ #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Fox, China daily ขอบคุณภาพจาก straitimes.com   ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ หรือเพิ่มช่องทางการสื่อสารได้เลย   ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน Telegram: http://bit.ly/2JiYoyf   อ่านข้อมุลใน timeline Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE   ข้อมูลสั้น กระชับ Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter   ดูคลิปแบบเต็ม ๆ แบบจุใจ Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube

เมื่อ AWC กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ วิเคราะห์ ความแข็งแกร่งและโอกาสเติบโตหลังการระดมทุน

“AWC มุ่งมั่นที่จะเสริมความแข็งแกร่งในฐานะเจ้าของ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย”   คุณ วัลลภา ไตรโสรัส แม่ทัพใหญ่ของ AWC (บมจ. แอสเสท เวิรด์ คอร์ป) ประกาศจุดยืน ที่พอฟังดูแล้วจะเห็นถึงความตั้งใจของเธอได้ครับ   ต้องบอกว่าตอนนี้ AWC เป็น “ว่าที่หุ้นน้องใหม่” ที่นักลงทุนกำลังพูดถึงมากที่สุดตอนนี้ครับ ซึ่งเปิดให้จอง IPO แล้วในช่วงวันที่ 25-27 กันยายน   มีหลายเหตุผลที่ทำให้ฮอตมาก เช่น โรงแรมและอสังหาฯที่อยู่ในเครือ ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่บนทำเลทองทั้งนั้น ผมว่าถ้าดูรายชื่อ ทุกท่านต้องร้องว้าวแน่ ๆ ครับ เช่น Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park, The Athenee Hotel, A Luxury Collection Hotel, Bangkok, Banyan Tree Samui, Bangkok Marriott The Surawongse เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, เกทเวย์, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า, เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ เป็นต้น   และยังไม่นับว่า AWC มีสินทรัพย์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ (สินทรัพย์ของบริษัท อยู่ที่ประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2561) และเป็นเจ้าของ อาคารสำนักงานรายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แค่นี้ก็น่าตื่นเต้นแล้วนะครับ   (คลิกอ่านย้อนหลัง 5 จุดแข็งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ AWC ได้เลยครับ  http://bit.ly/2LfyZGx)    แต่ในฐานะนักลงทุน เราคงต้องทำการบ้านต่อว่า วิธีคิดและกลยุทธ์การทำธุรกิจของ AWC มีศักยภาพการเติบโตและน่าสนใจในมุมไหนบ้างครับ   มาลุยอ่านกันเลยครับ     AWC เค้ามีธุรกิจหลักอยู่ 2 อย่างครับ คือ ธุรกิจโรงแรมและการบริการ (สัดส่วนรายได้ร้อยละ 60) และธุรกิจอสังหาเพื่อการพาณิชย์ครับ (สัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 40)   มาเริ่มวิเคราะห์โอกาสธุรกิจโรงแรมก่อนครับ   “การเติบโตของธุรกิจโรงแรมก็ต้องผูกกับธุรกิจการท่องเที่ยวครับ” จะเห็นว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 38.3 ล้านคน (ครึ่งปีแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวสูงถึง 19.8 ล้านคน)     และจากการคาดการณ์ของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักวิจัยด้านอสังหาฯ ชื่อดังอย่าง JLL ฟันธงว่าปีนี้นักท่องเที่ยวมีโอกาสทะลุ 40.2 ล้านคนครับ    เสริมด้วยข้อมูลการจัดอันดับโดย Mastercard ที่ล่าสุดบอกว่า “กรุงเทพฯยังคงรั้งแชมป์ เมืองที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน” และข้อมูลที่น่าสนใจคือ ไทยเป็นประเทศเดียวที่ติด 20 อันดับเมืองน่าท่องเที่ยวมากถึง 3 แห่ง คือ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และพัทยา ครับ “โอ้โห… ฟังดูแล้วใจพองโตเลยนะครับ”   ไม่ใช่แค่นี้ครับ สถิติที่น่าสนใจที่ผมสังเกตเห็นคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเยอะ ค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวันเมื่อเทียบกับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว (ข้อมูลล่าสุดคือ ปี 2560 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปี 2556)    นั่นหมายความว่าการที่ AWC เป็นเจ้าตลาดโรงแรมระดับกลางขึ้นไป (Midscale) มากที่สุดในไทย ย่อมได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ ครับ   และยิ่งได้พันธมิตรเป็นแบรนด์ดังระดับโลก เช่น แมริออท, บันยันทรี, เชอราตัน และ ฮิลตัน เป็นต้น ทำให้การบริหารจัดการได้มาตรฐานระดับโลก โดดเด่นเหนือคู่แข่งครับ (ต้นทุนค่านายหน้าก็ถูกกว่า บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ด้วยครับ)     มาดูธุรกิจอสังหาฯเพื่อการพาณิชย์กันบ้างครับ   ธุรกิจอสังหาฯเพื่อการพาณิชย์แบ่งย่อยไปอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจอสังหาฯเพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale), ธุรกิจอาคารสำนักงาน (Office) ครับ […]

ด่วน! จีนแถลงตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ที่นักลงทุนรายย่อยไทยควรรู้

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุนจีน   1. ปัจจุบันจีนก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และมีจำนวนนักวิทยาศาสตร์มากที่สุดในโลก   2. มีบริษัทซื้อมา-ขายไป มากที่สุดในโลก   3. มีเงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก และเป็นจุดหมายปลายทางของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงที่สุดอันดับ ที่ 2 ของโลก   4. ในปีล่าสุด จีนมีเม็ดเงินการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา R&D สูงถึง 1.97 ล้านล้านหยวน หรือ 10 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.19% ของ GDP ทั้งโลก เป็นตัวเลขที่แซงหน้ามากกว่าประเทศในสหภาพยุโรป 15 ประเทศ   5. จีนมีจำนวนสิทธิบัตรมากถึง 4.32 ล้านฉบับ สูงที่สุดในโลก 8 ปีติดต่อกัน   6. ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนยืนยันว่า จะใช้มาตรการทางการเงินที่เน้นเสถียรภาพทางการเงิน และจะใช้กู้เงินที่ระดับนี้ ไม่เพิ่มขึ้นแล้ว   7. จีนจะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆมากขึ้น เช่น 5G และ AI และจะเน้นการเปลี่ยนแปลงการทำธูรกิจแบบเดิมๆ ให้เป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยจะเน้นการใช้ IT เทคโนโลยี และ Big Data   8. ยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนว่าจะออกสกุลเงินดิจิของจีนเองเมื่อไหร่ แต่ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบัน   9. จีนเน้นเรื่องการเงินแบบเสรีมากขึ้น เช่น ในช่วงปี 1979-1981 มีสถาบันการเงินต่างชาติ 31 แห่ง แต่ปัจจุบันมีมากถึง 989 ธนาคารต่างชาติ, บริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติ 13 แห่ง, มีบริษัทประกันต่างชาติ 57 แห่ง   10. จีนผลิตเสื้อผ้า คิดเป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านชิ้น กลายเป็นประเทศที่ผลิตเสื้อผ้ามากที่สุดในโลก ในปี 2018 ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ หรือเพิ่มช่องทางการสื่อสารได้เลย   ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน Telegram: http://bit.ly/2JiYoyf อ่านข้อมุลใน timeline Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE ข้อมูลสั้น กระชับ Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter ดูคลิปแบบเต็ม ๆ แบบจุใจ Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube  

วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) สำหรับ Q2-2562

ทำความรู้จัก THG   เล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนครับว่า THG เค้าทำธุรกิจ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ครับ   กลุ่มแรก คือ ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ครับ มีสัดส่วนรายได้ 92.7%*   กลุ่มที่ 2 คือ Healthcare Solution Provider หรือธุรกิจการบริบาลผู้ป่วยและเครื่องมือแพทย์ สัดส่วนรายได้ 6.9%*   และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มอื่น ๆ เช่น ธุรกิจพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เพื่อการบริหารโรงพยาบาล และธุรกิจพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านการแพทย์และสุขภาพ มีสัดส่วนไม่มากที่ 0.3%*   เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำเยอะมากครับ ภายใต้คอนเซปต์ “Lifetime health guardian for all” ปกป้องดูแลความสุขและสุขภาพคนไทยทุกช่วงชีวิตครับ   *ข้อมูลปี 2561     มาเจาะธุรกิจหลักของ THG กันครับ   รายได้จากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ เป็นธุรกิจหลักของ THG: แบ่งย่อยออกเป็น 4 กลุ่มครับ   1. โรงพยาบาลในประเทศมีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ รพ.ธนบุรี, รพ.ธนบุรี 2, รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง, รพ.ราษฎร์ยินดี จ.สงขลา, รพ.อุบลรักษ์ ธนบุรี จ.อุบลราชธานี, รพ.สิริเวช จ.จันทบุรี และ รพ.ธนบุรีทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช   2. โรงพยาบาลในต่างประเทศ มีทั้งหมด 2 แห่ง โรงพยาบาล Welly Hospital ในเมือง เวยไห่ ประเทศจีน ซึ่ง THG ถือหุ้น 58% (ขนาด 150 เตียง)   และโรงพยาบาล Ar Yu International Hospital ในเมียนมา (ขนาด 200 เตียง) ซึ่ง THG ถือหุ้น 40% ซึ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้วเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาครับ (มีทั้งคนไข้นอกและคนไข้ใน)   3. รับจ้างบริหาร รพ. จากรัฐบาล: มีหลายแห่งเลยครับทั้งที่ภูเก็ต พัทยา และศูนย์แพทย์ชุมชนนานาชาติเกาะล้าน   4. กลุ่มธุรกิจศูนย์แพทย์เฉพาะทาง: เช่นศูนย์หัวใจ รพ.ภัทร-ธนบุรี, ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี 2 และศูนย์หัวใจ รพ.พัทลุง     เมื่อ THG เป็นมากกว่าแค่โรงพยาบาล   Healthcare Solution Provider ซึ่งเป็นรายได้อีกทางที่กำลังมาแรง ประกอบไปด้วย 3 ส่วนครับ   1. ธุรกิจที่พักอาศัยพร้อมบริการทางการแพทย์เพื่อผู้สูงวัย   – โครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลธนบุรี บูรณา ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการ ให้บริการแก่ผู้ป่วย และผู้สูงวัย ที่ต้องการบริการดูแลรักษาสุขภาพ พักฟื้น และกายภาพบำบัด   – โครงการธนบุรี เฮลท์ วิลเลจ ภายใต้ชื่อ เดอ ซองเต้   2. ธุรกิจรักษาพยาบาลนอกพื้นที่โรงพยาบาล ได้แก่ บริษัทพรีเมียร์โฮมเฮลท์แคร์   3. ธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือทันตกรรม เป็นแบบ One Stop Service และธุรกิจร้านขายยา Apex     รายได้ยังเติบโตต่อเนื่อง   เข้าใจธุรกิจของ THG มากขึ้นแล้วนะครับ   มาลุยดูงบไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กันครับ เริ่มจากรายได้กันก่อนครับที่อยู่ระดับ 2,009 ล้านบาท เติบโต 19.9% จากปีที่แล้ว   เติบโตมาจากหลายปัจจัยครับ   1. โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ที่เพิ่งเปิด ม.ค. 2562 ก็เริ่มรับรู้รายได้เพิ่มมากขึ้น (ในไตรมาส 2 มีรายได้กว่า 60-70 ล้านบาทต่อเดือน เรียกว่าเติบโตจากไตรมาส 1 ได้อย่างดีครับ)   2. นอกจากนี้ยังเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเปิดบริการศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากหรือ (IVF) โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าชาวจีน (เริ่มให้บริการเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา)   3. ศูนย์หัวใจเองก็มีคนไข้เพิ่ม เช่นศูนย์หัวใจ รพ.พัทลุง ที่มีเคสเพิ่มขึ้น และ ศูนย์หัวใจ รพ.ธนบุรี 2 ซึ่งเริ่มรับคนไข้ส่งต่อที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติได้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา   4. อีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นอีกธุรกิจดาวรุ่งของ THG คือ โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ รังสิต มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอีก 36 ยูนิตครับ   แต่ถ้าไม่รวมรายได้จากการโอนห้องในโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ดูแต่รายได้จากธุรกิจบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (recurring income) จะเห็นว่ารายได้จากธุรกิจหลัก เติบโตได้ 11%     กำไรจากธุรกิจหลักเริ่มฟื้นตัว   ถ้ามองผิวเผินจะเห็นว่า กำไรไตรมาสที่ 2 นี้ฟื้นตัวหนักมาก […]

7 เคล็ดลับเลือกลงทุนใน REITs เกาะกระแสเมกะเทรนด์การท่องเที่ยว

  “ความไม่แน่นอน (ในตลาดโลก) ทำให้เพิ่มโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น” เป็นคำพูดเมื่อกลางเดือน กค. ที่ผ่านมาของคุณเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐครับ   หลัก ๆ คือ สงครามการค้า, กำลังซื้อชะลอตัวลง, การส่งออกลดลง เป็นต้น   ทำให้นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลก จากเดิมที่ปีที่แล้วยังมองว่าน่าจะเป็นขาขึ้น แต่ตอนนี้ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังทยอยลดดอกเบี้ยกันใหญ่เลยครับ   “เรากำลังเฝ้าติดตามตัวเลข อย่างใกล้ชิดและจะทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจไปต่อได้” คุณพาวเวล ตอกย้ำจุดยืนของนโยบายการเงินครับ   แต่ถามว่ายังมีโอกาสลงทุนไหม?   ตอบทันทีว่า “มี” ครับ   แต่ช่วงเวลาแบบนี้ คงต้องมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและยังมีโอกาสเติบโตได้   เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง… ไปลุยกันเลยครับ      REIT เป็นพระเอกให้ผลตอบแทนโดดเด่นมากในปีนี้   “นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาราคา REITs ในไทยเพิ่ม 13% บางช่วงบวกถึง 25%” โดดเด่นมากครับ   ผมเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนนะครับว่า REITs คือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯครับ ปกติจะระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อเอาเงินไปลงทุนในอสังหาฯรูปแบบต่าง ๆ เช่น โรงแรม สำนักงานให้เช่า คลังสินค้า เป็นต้น โดยจะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในรูปแบบค่าเช่า   หลังจากนั้นก็จะนำเงินหลังหักค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน จ่ายให้นักลงทุนในรูปแบบเงินปันผล   ทำให้ปกติแล้ว REITs เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างนิ่ง ราคาไม่หวือหวาครับ   แต่ปีนี้มีปัจจัยพิเศษที่ทำให้ REITs ดูหล่อมาก บวกหนักมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าธนาคารกลางสหรัฐและหลายประเทศส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ   และอย่าลืมว่า นักลงทุนรายย่อยหลายคน เข็ดกับการลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนมาก ๆ ในปีนี้   “ทำให้นักลงทุนอยากมองหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงสม่ำเสมอ”   และจากรูป จะเห็นว่า REITs ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยที่โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นในปีนี้   ก็เลยเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไม REITs ถึงเป็นสวรรค์ของนักลงทุนในช่วงนี้ครับ     1. ทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุนก่อน   “คำถามที่ผมมักจะถูกถามเสมอคือ เอ… คุณอิก ถ้าจะเลือกลงทุนใน REITs ควรจะมีวิธีเลือกยังไง”   อย่างแรก ต้องทำความเข้าว่า สินทรัพย์ที่กอง REITs ลงทุนคืออะไร ข้อนี้สำคัญมากครับ ผมยกตัวอย่างจะได้เข้าใจมากขึ้นครับ   เช่น กรณีของ DREIT ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (เครือโรงแรมที่คุ้นหูกันดี)   ถ้าดูโครงสร้างการลงทุนในตอนนี้ก็จะดูซับซ้อนหน่อยครับ แต่อธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ “ไม่ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากหรือน้อยกองจะได้รับรายได้ค่าเช่าคงที่จากผู้เช่าซึ่งเป็นบริษัทในเครือของดุสิตธานี แต่ที่พิเศษคือหากมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมาก กองจะได้รับส่วนเพิ่มในรูปของค่าเช่าแปรผัน (ตามจำนวนนักท่องเที่ยว)” ทำให้เป็นข้อดีคือ มีรายได้ขั้นต่ำการันตีแน่นอน แถมยังมีโอกาสได้รายได้เพิ่มมากขึ้นตามจำนวน นักท่องเที่ยวที่เพิ่มด้วยครับ   “หลังจากนั้น กองก็จะหักค่าใช้จ่ายการบริหารงาน แล้วค่อยจ่ายผลตอบแทนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์ครับ”   หลัก ๆ แล้ว เค้าลงทุนในโรงแรม และเท่าที่สังเกตเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวเท่านั้นครับ (ซึ่งข้อดีก็คือ มีอัตราทำกำไรสูง)   ปัจจุบัน ลงทุนในโรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต, โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน และโรงแรมดุสิตดีทู เชียงใหม่   และอนาคตกำลังจะเข้าไปลงทุนในโรงแรมดุสิตธานี มัลดีฟส์ ครับ     2. แอบดูผู้ถือหน่วยทรัสต์รายใหญ่   ข้อนี้จำเป็นเหมือนกันครับ เพราะเราจะได้เข้าใจว่าใครมีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง   จะเห็นว่า ผู้ถือหน่วยมากที่สุดก็คือ บมจ.ดุสิตธานีที่ถือหุ้นในสัดส่วน 30.02% ทำให้อุ่นใจได้ว่าผู้บริหารจะยังคงมุ่งมั่นบริหารงานอย่างเต็มที่   ในขณะเดียวกันผู้ถือหน่วยมากที่สุด 7 อันดับแรก เป็นนักลงทุนสถาบันทั้งหมดเลยครับ   และส่วนใหญ่เป็นบริษัทประกัน ซึ่งเป็นข้อดีครับ เพราะปกติแล้วบริษัทเหล่านี้เน้นลงทุนระยะยาว เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ไม่ซื้อ ๆ ขาย ๆ ทำให้นักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราเบาใจลงได้หน่อยครับ     3. มองเหตุผลการระดมทุนให้ขาด   “DREIT กำลังอยู่ในช่วงระดมทุนขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมครั้งที่ 1”   สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ เค้าจะเอาเงินไปทำอะไร?   […]

เมื่อคุณพาวเวล ประธานเฟด พูด… นักลงทุนรายย่อยไทยต้องฟัง!

  เมื่อคืนนี้เป็นเวทีของ Swiss Institute of International Studies ที่มหาวิทยาลัยซูริค สวิสเซอร์แลนด์ครับ เป็นวันที่จะมาถกมาคุย เรื่องมุมมองเศรษฐกิจครับ   มาลุยกันเลยครับ ว่าแกว่ายังไงครับ =============   แนวโน้มเศรษฐกิจเป็นยังไง?   1. ”เศรษฐกิจโลกมองว่า ยังเติบโตได้ในระดับปานกลาง” คุณพาวเวล บอกครับ   2. แต่เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังไปได้ดี การบริโภคยังแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับภาคบริการก็ยังดี   3. เราเริ่มเห็นว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดีขึ้นแต่ภาคการผลิตเริ่มอ่อนแอลง โดยเทรนด์นี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก   “และตัวเลขภาคการผลิตที่ย่ำแย่ลงเนี่ยแหละ ที่สะท้อนให้เห็นว่า สงครามการค้าทำให้เกิดความไม่แน่นอนและกำลังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจจริงๆ”   4. มองว่าตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น เช่นอัตราการว่างงานลดลงต่ำสุดในรอบ 50 ปี (3.7%) ในขณะที่ค่าแรงก็เพิ่มสูงขึ้น   “แม้ว่าอัตราการจ้างงานจะเติบโตลดลง และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเมื่อวานนี้จะน้อยกว่าคาดก็ตาม แต่ก็ยังอยู้ในเกณฑ์ที่ดี”   =============   มุมมองความเสี่ยง เป็นไงครับเพ่?   1. ตอนนี้ยังไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่มีความเสี่ยงหลายอย่างที่เราต้องจับตามอง   2. ความท้าทายมากที่สุดสำหรับเหล่าธนาคารกลางทั่วโลกคือการลดดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติและอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง   3. ตอนนี้ความไม่แน่นอนที่เป็นผลจากสงครามการค้า ทำให้เอกชนทั้งหลายรายเริ่มที่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน   4. นอกจากนี้ก็ยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัวลงที่เริ่มเห็นสัญญานตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เช่น จีน เยอรมนี และสหภาพยุโรป   “มีหลายปัจจัยเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงซึ่งสงครามการค้าก็เป็นหนึ่งในเหตุผที่อธิบายได้” แต่คุณพาวเวลบอกว่าไม่ใช่แค่เหตุผลเดียวหรอกครับ ยังมีอีกหลายอย่าง แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าเนี่ยแหละที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน   =============   แนวทางการรับมือของเฟดเป็นอย่างไร   1. “ยอมรับเลยว่าตอนนี้เฟด มีอำนาจ และประสิทธิภาพในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่น้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ”   2. คุณพาวเวล ยืนยัน นั่งยัน นอนยันเลยว่า แรงกดดันทางการเมือง (จากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร อิอิ) ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลาง   “ผมและเพื่อนร่วมงานของผมจะไม่ยอมให้แรงกดดันทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจในนโยบายการเงินเด็ดขาด” “ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นแน่นอน”   3. ธนาคารกลางสหรัฐจะใช้มาตรการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ เท่าที่จำเป็นที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจได้ (เติบโตเป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน)   ”หน้าที่ของเราคือการใช้เครื่องมือทางการเงิน เข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ” “และนั่นคือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”   =============   เรื่องสกุลเงินดิจิ เริ่มถูกถามบ่อยขึ้น   1. คุณพาวเวลยืนยันว่าตอนนี้กำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มทำสกุลเงินของตัวเอง   2. ”ถ้าจะมีสกุลเงินดอจิ สำหรับสหรัฐจริง จะต้องมีความปลอดภัยมากๆครับ เพราะตอนนี้ยังง่ายต่อการปลอมแปลง” “มันยังสามารถแฮ็คได้ ซึ่งในคอมพิวเตอร์สามารถสร้างเงินขึ้นมาเอง” ประมาณว่าถ้าคนไหนคิดไม่ดี จะสร้างเงินขึ้นมาในโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ก็ได้   3. คุณพาเวล มองว่า ลิบรา จะต้องถูกตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานและกฏเกณฑ์ระดับสูงเพราะตอนนี้ แพลตฟอร์มมีจำนวนผู้ใช้เป็นจำนวนมาก   “ผมยอมรับว่าถ้าดูจากกฎเกณฑ์ในปัจจุบันของเฟด ก็ยังไม่รู้ว่าจะควบคุมอย่างไร”   #ลงทุนนอกโลก #ถามอีกกับอิก   ==============   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   สำหรับ Android: https://play.google.com/store/apps/details…   สำหรับ IOS: https://apps.apple.com/us/app/telegram-messenger/id686449807 ——————   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ   เกาะติดทุกสถานกาณ์ Facebook page: http://bit.ly/30BE1Ul   ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน Telegram: http://bit.ly/2JiYoyf   อ่านข้อมูลแบบกระชับ Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter  

เมื่อ MK ซื้อแหลมเจริญซีฟู้ด 2.06 พันล้านบาทในสัดส่วน 65%

ด่วน! บมจ.เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) ซื้อแหลมเจริญซีฟู้ด 2.06 พันล้านบาท   M อนุมัติให้บริษัท คาตาพัลท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงทุน 65% ในบริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งทำธุรกิจจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม   มีมูลค่าลงทุนประมาณ 2,060 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562   =========   ข้อมูลเสริมเครื่องเคียง   1. แหลมเจริญซีฟู้ดมีความโดดเด่นมากเรื่องอาหารทะเล โดยมีสาขาแรกที่จังหวัด ระยอง มีจำนวนสาขารวมกว่า 19 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขา standalone 3 แห่ง และสาขาในห้างกว่า 16 สาขา   2. แหลมเจริญก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2522 นั่นเท่ากับว่า เปิดร้านมานานกว่า 40 ปี พอดิบพอดีครับ   3. แหลมเจริญร่วมลงทุนกับ Kinghill food ทำร้านอาหารในจีน สาขาแรกที่เซี่ยงไฮ้ (แหลมเจริญถือหุ้น 20%)   4. การเข้าซื้อครั้งนี้มีสัดส่วน 65% นั่นเท่ากับว่า มูลค่าของแหลมเจริญซีฟู้ด สูงถึง 3,169 ล้านบาท   เท่ากับว่าให้มูลค่าสาขาละ 167 ล้านบาท!!   =========   ข้อมูลเสริมเครื่องเคียง M   1. M มีร้านอาหารในเครือมากมายครับ นอกจาก เอ็ม เค สุกี้ ที่คนไทยรู้จักทั้งประเทศ M ยังมีร้านอาหารดังเช่น ยาโยอิ, ฮากาตะ, มิยาซากิ, ณ สยาม, เลอสยาม, เลอ เพอทิท   2. คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะซื้อกิจการ 65% นี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2562 นี้ครับ   3. กำไรไตรมาสที่ 2 = 689 ล้านบาท เติบโต 4%   4. Market Cap = 67.9 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 6 กันยายน 2562 ), P/E = 25.3x   5. M ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ 50 แห่งสำหรับปี 2562ม แบ่งเป็น MK 20 แห่ง, ยาโยอิ 20 แห่ง และแบรนด์อื่นๆอีก 10 แห่ง รวมทั้งหมด 724 สาขา ภายใน สิ้นปี 2562   6. ”การลงทุนการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจอาหาร” โดยในปีนี้ตั้งงบสำหรับการซื้อกิจการ 5 พันล้านบาท (เท่ากับว่า ยังเหลืองบอีกประมาณ 2,940 ล้านบาท)   7. ข้อดีอีกอย่างคือ จะช่วยทำให้การใช้ครัวกลางและโลจิสติกส์ เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น   8. นับตั้งแต่ต้นปีนี้ราคาหุ้น m ลดลง 2%   =========   เพื่อนๆนักลงทุนมีความเห็นกับดีลนี้ยังไง เข้ามาเม๊นท์กันได้นะครับ   ว่าแต่ว่า…เหลือร้านอาหารและเครื่องดื่มเจ้าไหนที่ MK น่าจะมีโอกาสเข้าไปซื้อได้อีกน๊าาา เหลือเงินสดตั้งเยอะแหนะ   =========   ตอนนี้เรากำลังยกเลิกการส่งไลน์แอด และไปส่งผ่าน Telegram ถ้าไม่อยากพลาดข้อมูลและแนวคิดดีๆ แอดมาโลดเด้อ https://t.me/TAM_EIG   Download Telegram   […]

Subscribe & Follow