Subscribe & Follow:

FINANCIAL PLANNING

มาเปลี่ยน ”ความหวัง” ให้เป็น”ความจริง”

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆเหล่าที่ปรึกษาทางการเงินมีโอกาสเจอกันเลยได้คุยกันถึงลักษณะการเก็บออมของคนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ “อยากรวยเร็ว” (ใครจะอยากรวยช้า ใช่ไหมครับ) “คนมีเงินเดือนแสน แต่ไม่มีตังเก็บ”(ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน) “อยากมีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา” (ไม่เห็นแปลก….ใครๆก็อยากสบายทั้งนั้น) แต่…. เชื่อไหมครับว่า สิ่งที่น่าตกใจ คือ หลายคนยังอยากหวังว่าจะพึ่งโชคลาภหวังว่าจะรวยจากล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หวังว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาในชีวิต…. จะดีกว่าไหม… ถ้าเราจะเปลี่ยนจาก ”ความหวัง” ให้เป็น”ความจริง” โดยเริ่มจากตัวเราเองครับ “การบันทึกรายรับ รายจ่าย” เป็นพื้นฐานที่ทำไม่ยาก แต่ยากที่จะทำต่อเนื่อง! หลายคน บอกว่า แค่จดให้ได้ 1-2 วันก็ยากแล้ว วันๆมีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ…. จะให้จดไปถึงไหนกัน (ใจเย็นๆก่อนนะคร้าบบบ) แต่ผมก็ยังแนะนำให้จดให้ต่อเนื่องที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็จะขอให้จดสัก 1-2 เดือน เพราะเราจะรู้ว่า ส่วนใหญ่เราใช้จ่ายหมดไปกับอะไร เชื่อไหมครับ…ว่าถ้าได้เห็นสถิติการใช้จ่ายตัวเองจะตกใจ และไม่คิดว่าแต่ละเดือนเราจะใช้จ่ายไปกับอะไรที่ไม่คิดมากขนาดนี้ หลายคนหมดไปกับการกิน…. เที่ยว… เดินทาง… หลายคนหมดไปกับหวย ไม่ได้บอกให้งดทุกอย่างที่ว่ามานี้ครับ… แต่คนที่เห็นสถิติการใช้จ่ายตัวเองจะระมัดระวังการใช้จ่ายของตัวเองมากขึ้น “ใช้จ่ายน้อยลง = รวยมากขึ้น”

ที่สุดแห่งความเสียดาย คือตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด …

บทวิจัยจาก Geoba.se บอกว่า อีก 33 ปีข้างหน้า ….. คนญี่ปุ่นจะเป็นชาติที่มีอายุมากที่สุด อายุขัยเฉลี่ย 91.58 ปี คนไทยจะอายุยืนขึ้น 5 ปี โดยมีอายุขัยเฉลี่ย 81.17 ปี ดังนั้น เราจึงต้องออมเงินมากขึ้น มากขึ้นเท่าไร? ประมาณกว่า เท่าตัว ครับ เหตุผล เป็นเพราะว่า โดยเฉลี่ยอายุเกษียณงานอยู่ที่อายุ 60 ปี พออายุยืนขึ้น หมายถึงต้องมีเงินเก็บเป็นค่าใช้จ่ายอีกถึง 20 ปี ยังไม่นับว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นทุกปี และค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆ (ย ล้านตัว) ————————- เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ ‎”ที่สุดแห่งความเสียดาย … คือตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด ที่สุดแห่งความสลด … คือใช้เงินหมด… แล้วยังไม่ตาย” เราคงไม่มีใครอยากเป็นแบบหลังใช่มั๊ยครับ วันนี้คุณเริ่มวางแผนเกษียณแล้วหรือยังครับ ?? บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT

ใครยังไม่ได้ซื้อ LTF ยกมือขึ้น!!

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้แล้วครับ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก…. บางท่านคงจะยิ้มออก ถ้าซื้อLTFเพื่อลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี… หลายท่านก็คงชิลๆ ถ้าซื้อLTFเฉลี่ยในทุกๆเดือน ไม่ต้องปวดหัวมาจับจังหวะลงทุน… แต่ส่วนมาก ยังไม่ได้ซื้อ หรือซื้อยังไม่ครบ เพราะมองว่า ปีนี้ตลาดหุ้นขึ้นเยอะ จนไม่รู้ว่าจะซื้อLTFเมื่อไหร่ดี ยัง…ไม่สายไปครับ ยังมีเวลาอีกสองเดือนครึ่งในการพิจารณาว่าจะซื้อLTFหรือไม่ (หุ้นเพิ่งตกแรงเมื่อวานนี่นา…) วันนี้เริ่มจากการพิจารณาผลตอบแทน เฉลี่ยย้อนหลัง3-5ปี ของกองทุน ที่รวบรวมจาก Morningstar  https://goo.gl/xB64K (ควรพิจารณาปัจจัยเสี่ยง และไส้ในของแต่ละกองทุนประกอบการตัดสินใจด้วย) ไม่ได้บอกให้ซื้อวันนี้ครับ แต่อย่ารอจนถึงสิ้นปี ค่อยมาตัดสินใจซื้อกันนะครับ บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT tm

เศรษฐกิจพอเพียงกับ VI

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า 17 พย. 2559 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องราวต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจของประชาชนทั่วไป รวมถึงการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ดังที่มีการศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจนิดา เล่มที่2/2550 โดย ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่สรุปว่าการลงทุนระยะยาวแบบอิงกับข้อมูลพื้นฐานและการลงทุนแบบ VI โดยที่มีการศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งและมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้น สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตรงกันข้าม การเก็งกำไรหวังผลระยะสั้นจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้น ไม่สอดคล้องกับเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ในบทความนี้ผมจะอธิบายและเพิ่มเติมความคิดของผมเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการลงทุนแบบ VI ว่ามีความสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน หลักการหรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถสรุปได้สั้น ๆ ออกมาเป็น “สามห่วง” นั่นก็คือ 1) ต้องมีเหตุผล 2) มีความพอประมาณ และ 3) ต้องมีภูมิคุ้มกัน และทั้งหมดต้องตั้งอยู่บน “สองเงื่อนไข” นั่นก็คือ 1) ต้องมีความรู้ และ 2) ต้องมีคุณธรรม สำหรับผมแล้ว คนที่จะเป็น VI นั้นจะต้องเป็นคนที่มีเหตุผลอย่าง “ยิ่งยวด” เขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้หรือเป็นเรื่องเล่าหรือข่าวลือต่าง ๆ รวมถึงความเชื่อที่แพร่หลายและบางทีเป็นที่ยอมรับกันในสังคมวงกว้างแต่ไม่มีข้อพิสูจน์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไสยาศาสตร์หรือการทำนายแบบ “หมอดู” VI นั้นจะไม่เชื่ออะไรง่าย ถ้าจะกล่าวอ้างอะไรก็ต้องมีข้อพิสูจน์หรือมีสถิติที่สามารถยืนยันได้ว่ามันมีโอกาสเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวที่คาดหวังสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีนั้นคือประมาณปีละ 10% แบบทบต้น ดังนั้น ถ้าเราจะคาดหวังว่าจะทำผลตอบแทนได้ถึง 20-30% ต่อปีในระยะยาวเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไป แบบนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผล หลักการสำคัญเรื่องของความพอประมาณนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับ VI มากที่สุดและเป็นเหมือน “ยี่ห้อ” ที่บ่งบอกความเป็น VI พันธุ์แท้ก็ว่าได้ ความพอประมาณนั้น บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องของ “ทางสายกลาง” ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เช่น ถ้าจะลงทุนก็ลงเฉพาะเท่าที่มีเงินออมอยู่ ไม่กู้มาลงทุนหรือไม่ใช้มาร์จินในการซื้อหุ้น ไม่ซื้อวอแรนต์ ออปชั่น หรือตราสารอนุพันธุ์ที่มีการเก็งกำไรสูงกว่าปกติมากเนื่องจากมัน “ทวีคูณ” ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ตัวแม่ขึ้นไปหลายเท่า บางคนอาจจะมองว่าการลงทุนหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องที่ไม่พอประมาณด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องของความพอประมาณนั้น อาจจะไม่มีมาตรฐานตายตัว คนบางคนที่มีความรู้หรือความสามารถทางการลงทุนสูงอาจจะมองว่าการมีหุ้น 100% นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินประมาณโดยเฉพาะถ้าลงทุนระยะยาวเป็นสิบปีขึ้นไป เขาสามารถอ้างสถิติผลตอบแทนระยะยาวของตลาดเป็นเครื่องสนับสนุนได้ เช่นเดียวกัน คนที่เพิ่งจะเริ่มทำงานและมีเงินออมไม่มาก เขาก็อาจจะมองว่าการลงทุนเงินทั้งหมดในหุ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินตัวก็ได้ ความพอประมาณหรือความ “พอเพียง” ที่ผมคิดว่าเป็น “สัญลักษณ์” อย่างหนึ่งของ VI นั้นก็คือในเรื่องของการใช้จ่ายในชีวิต โดยหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเองนั้นไม่ได้บอกว่าเราจะต้องประหยัดอะไรมากมายนักถ้าเรามีเงินมากพอที่จะใช้ ขอเพียงให้รู้ว่าเราต้องไม่ใช้อะไร “เกินตัว” ที่จะก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินหรือทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บบ้างก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม คนที่เป็น VI พันธุ์แท้ทั้งหลายนั้น มักจะมีการใช้จ่าย “ต่ำกว่ามาตรฐานความมั่งคั่ง” ของพวกเขามาก ยิ่งมั่งคั่งมากเท่าไรก็ยิ่งใช้จ่ายคิดเป็นสัดส่วนน้อยลงเท่านั้น กรณีของบัฟเฟตต์เป็นตัวอย่างที่ดี แต่จริง ๆ แล้ว VI คนอื่น ๆ ก็มักจะมีลักษณะไม่แตกต่างกัน ประเด็นก็คือ VI มักจะเป็นคนที่ “รู้ค่าของเงิน” มากจนทำให้ไม่อยากจะใช้ในสิ่งที่มันไม่งอกเงยและในที่สุดก็เสื่อมสลายไปอย่างเช่นรถยนต์หรือสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงแต่ให้ประโยชน์ใช้สอยไม่ต่างกับสิ่งของแบบเดียวกันที่มีราคาถูกกว่า ห่วงที่สามคือเรื่องของการมีภูมิคุ้มกันนั้น ก็เป็นเรื่องที่ VI ให้ความสำคัญมากนั่นก็คือมันตรงกับแนวความคิดเรื่อง Margin of Safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัย ที่เบน เกรแฮมพูดถึงในหนังสือคลาสสิกของเขา นั่นก็คือ เวลาจะลงทุนทุกครั้งนั้นเราต้องคำนึงถึงโอกาสของความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการคาดการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังนั้นเวลาซื้อหลักทรัพย์เราจะต้อง “เผื่อ” ว่า ถ้าทุกอย่างเลวร้ายลง ราคาหุ้นก็จะไม่ตกลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของมัน และนี่ก็คือการเลือกหุ้นเป็นรายตัว แต่ถ้ามองเป็นพอร์ตโฟลิโอ เราก็ต้องกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นหรือหลักทรัพย์หลาย ๆ ตัวในหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่จะทำให้ “ภูมิคุ้มกัน” ความมั่งคั่งของเราแข็งแรงพอที่จะต้านภาวะเลวร้ายต่าง ๆ ได้ ทั้งสามห่วงหรือสามประเด็นสำคัญที่กล่าวข้างต้นนั้น เราจะไม่สามารถกำหนดได้เลยถ้าเราไม่มีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนและประวัติศาสตร์ผลตอบแทนการลงทุนรวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในตลาดไทยและทั่วโลก คนที่เป็น VI นั้นจึงต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะเข้าใจโลกโดยเฉพาะของการลงทุนอย่างลึกซึ้งและไม่เฉพาะแต่บริษัทหรือหุ้นรายตัวที่จะลงทุน โลกของ VI นั้นจะต้องเป็นโลกที่ “กว้าง” เขาจะต้องเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมและการเมืองเช่นเดียวกับเรื่องของเศรษฐกิจ ถ้าเราศึกษาและติดตามคนอย่าง เบน เกรแฮม ก็จะพบว่าเขานั้นมีความรู้กว้างขวางมากทางด้านศิลปะด้วย วอเร็น บัฟเฟตต์เองนั้นสามารถวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางด้านสังคมและการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง VI นั้นอาจจะพูดถึงเรื่องของการลงทุนมากมายแต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะถูกกลั่นกรองมาจากพื้นฐานความรู้ที่หลากหลายที่เขาไม่ได้พูด เงื่อนไขสุดท้ายที่สำคัญและเป็นสิ่งที่จะกำหนดให้เกิดความสำเร็จในระยะยาวอย่างยั่งยืนจริง ๆ ก็คือเรื่องของคุณธรรมที่ VI จะต้องมีและต้องยึดมั่น […]

7 นิสัย ของคนรวยที่ควรเลียนแบบ

ผลการวิจัยโดย Tom Corley ที่ปรึกษาทางการเงินชาวสหรัฐ ที่ใช้เวลาในการสัมภาษณ์คนรวย 233 คน และคนจน 128 คน นานกว่า 5ปี พบลักษณะนิสัย ของคนรวย ที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ อยู่ 7 ประการ พวกเรามีกี่ข้อครับ 🙂 #1: มีกุนซือ ที่ปรึกษาที่ดี ชัยชนะไม่ไกลเกินเอื้อม  คนรวย focusเฉพาะงานที่ตัวเองถนัดและมีความสำคัญ เพราะเชื่อว่า ตัวเองไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่จะมีที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เติมเต็มส่วนที่ขาด #2: ความสัมพันธ์ที่ดี มีค่าดั่งทอง คนรวย จะหาเวลาพบเจอคนเป็นประจำ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นในระยะยาว #3: เป้าหมายมีไว้พุ่งชน คนรวยจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และมีแผนงานที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง #4: ฝึกการเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ 72%ของคนรวยเลือกที่จะเป็นผู้ให้ (เป็นอาสาสมัคร, เป็นวิทยากรให้ความรู้, บริจาคเงิน) อย่างน้อย5ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่หวังเงินในระยะสั้น แต่หวังผลระยะยาว #5: เชื่อมั่นในตัวเอง มีชัยไปกว่าครึ่ง คนรวยจะสร้างความเชื่อมั่น ว่า “เราทำได้” ทัศนคตินี้จะช่วยให้เราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางกั้นความสำเร็จ #6: เป็นนักอ่านตัวยง คนรวยอ่านหนังสือ อย่างน้อย60เล่มต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ที่อ่านปีละ1เล่ม ผลคือรายได้ต่างกัน319เท่า #7: สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง คนรวยออกกำลังกายอย่างน้อย4วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30นาที

Subscribe & Follow