Subscribe & Follow:

FINANCIAL PLANNING

8 นิสัย ที่จะเปลี่ยนฐานะทางการเงินของคุณในปีใหม่นี้

8 นิสัย ที่จะเปลี่ยนฐานะทางการเงินของคุณในปีใหม่นี้ โดย บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาทางการเงิน AFPT 1.ต้องเชื่อก่อนว่าเรา “ทำได้” ทั้งชีวิตการทำงานและเรื่อง เงิน แค่เชื่อ เราก็จะมีพลังบวก มีกำลังใจในการมุ่งสู้เป้าหมาย   2.ต้องหาแหล่งรายได้แหล่งที่ 2 หรือ3 นอกเหนือจากงานประจำที่ท่านทำอยุ่ และเริ่มหาแหล่งรายได้ที่เข้ามาสม่ำเสมอ เช่น ค่าเช่า เงินปันผล (เชื่อเหอะ! เพราะชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตกงานเมื่อไหร่ก็ได้ ป่วยเมื่อไหร่ก็ได้)   3.อย่าใช้เงินเกินตัว! ไม่ต้องตามกระแสสังคม ไม่ต้องสนlifestyleเพื่อนๆในโลกsocial เรามีเท่าไหร่ ก็ใช้จ่ายตามความเหมาะสม มิฉะนั้นจะตกอยุ่ภาวะ ที่มีเงินเดือนมากเท่าไหร่ ก็ยังใช้เงินเดือน ชน เดือนอยุ่ดี   4.ต้องเริ่มลงทุน! ไม่ว่าคุณจะมีเงินเท่าไหร่ ทำอาชีพอะไร คุณต้องเริ่มลงทุน สิ่งสำคัญคือ อย่าลงทุนเพียงเพราะมี”ใครบอกว่า ดี” แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจมากเพียงพอ และต้องทำสม่ำเสมอ ในทุกๆเดือน   5.เริ่มวางแผนภาษี ตั้งแต่ต้นปี อย่ารอจนกว่าปลายปีแล้วค่อยมาบริหารจัดการ จริงๆก็ทุกเรื่องนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงิน   6.หากลุ่มเพื่อน ที่มีพลังบวก: มีการวิจัยว่า ความมั่งคั่งของเราในอนาคต จะขึ้นอยุ่กับทัศนคติของกลุ่มเพื่อนๆที่เราคบอยู่ในตอนนี้ ถ้าเพื่อนเราเต็มไปด้วยคนที่มีความคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” “ทำไม่ได้” แล้วเราจะเชื่อมั่นในตัวเองได้อย่างไร   7. ไม่มีคำว่า “รวยเร็ว” หรือประสบความสำเร็จทางลัด ใครบอกคุณว่า มีทางให้รวยเร็ว… อย่าไปเชื่อครับ ส่วนตัวผมเชิ่อว่า “ชีวิตของเรา อนาคตของเรา เราสามารถกำหนดเองได้ครับ” และอนาคตของเรา คือ ส่วนผสมที่ของสิ่งที่เราทำและวิธีคิดของเราในวันนี้ สิ่งสำคัญคือต้องรอคอยผลลัพธ์ให้เป็นด้วยครับ   8. อย่าลืมแบ่งเงินและเวลา ไปทำบุญรักษาสุขภาพและพักผ่อนกับคนที่คุณรักด้วยครับ   โชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับในปี2018นี้และตลอดไปครับ 🙂

มาเปลี่ยน ”ความหวัง” ให้เป็น”ความจริง”

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆเหล่าที่ปรึกษาทางการเงินมีโอกาสเจอกันเลยได้คุยกันถึงลักษณะการเก็บออมของคนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ “อยากรวยเร็ว” (ใครจะอยากรวยช้า ใช่ไหมครับ) “คนมีเงินเดือนแสน แต่ไม่มีตังเก็บ”(ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน) “อยากมีไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา” (ไม่เห็นแปลก….ใครๆก็อยากสบายทั้งนั้น) แต่…. เชื่อไหมครับว่า สิ่งที่น่าตกใจ คือ หลายคนยังอยากหวังว่าจะพึ่งโชคลาภหวังว่าจะรวยจากล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หวังว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาในชีวิต…. จะดีกว่าไหม… ถ้าเราจะเปลี่ยนจาก ”ความหวัง” ให้เป็น”ความจริง” โดยเริ่มจากตัวเราเองครับ “การบันทึกรายรับ รายจ่าย” เป็นพื้นฐานที่ทำไม่ยาก แต่ยากที่จะทำต่อเนื่อง! หลายคน บอกว่า แค่จดให้ได้ 1-2 วันก็ยากแล้ว วันๆมีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ…. จะให้จดไปถึงไหนกัน (ใจเย็นๆก่อนนะคร้าบบบ) แต่ผมก็ยังแนะนำให้จดให้ต่อเนื่องที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็จะขอให้จดสัก 1-2 เดือน เพราะเราจะรู้ว่า ส่วนใหญ่เราใช้จ่ายหมดไปกับอะไร เชื่อไหมครับ…ว่าถ้าได้เห็นสถิติการใช้จ่ายตัวเองจะตกใจ และไม่คิดว่าแต่ละเดือนเราจะใช้จ่ายไปกับอะไรที่ไม่คิดมากขนาดนี้ หลายคนหมดไปกับการกิน…. เที่ยว… เดินทาง… หลายคนหมดไปกับหวย ไม่ได้บอกให้งดทุกอย่างที่ว่ามานี้ครับ… แต่คนที่เห็นสถิติการใช้จ่ายตัวเองจะระมัดระวังการใช้จ่ายของตัวเองมากขึ้น “ใช้จ่ายน้อยลง = รวยมากขึ้น”

ที่สุดแห่งความเสียดาย คือตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด …

บทวิจัยจาก Geoba.se บอกว่า อีก 33 ปีข้างหน้า ….. คนญี่ปุ่นจะเป็นชาติที่มีอายุมากที่สุด อายุขัยเฉลี่ย 91.58 ปี คนไทยจะอายุยืนขึ้น 5 ปี โดยมีอายุขัยเฉลี่ย 81.17 ปี ดังนั้น เราจึงต้องออมเงินมากขึ้น มากขึ้นเท่าไร? ประมาณกว่า เท่าตัว ครับ เหตุผล เป็นเพราะว่า โดยเฉลี่ยอายุเกษียณงานอยู่ที่อายุ 60 ปี พออายุยืนขึ้น หมายถึงต้องมีเงินเก็บเป็นค่าใช้จ่ายอีกถึง 20 ปี ยังไม่นับว่าเงินเฟ้อสูงขึ้นทุกปี และค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆ (ย ล้านตัว) ————————- เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ ‎”ที่สุดแห่งความเสียดาย … คือตายไปแล้วใช้เงินไม่หมด ที่สุดแห่งความสลด … คือใช้เงินหมด… แล้วยังไม่ตาย” เราคงไม่มีใครอยากเป็นแบบหลังใช่มั๊ยครับ วันนี้คุณเริ่มวางแผนเกษียณแล้วหรือยังครับ ?? บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT

ใครยังไม่ได้ซื้อ LTF ยกมือขึ้น!!

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้แล้วครับ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก…. บางท่านคงจะยิ้มออก ถ้าซื้อLTFเพื่อลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี… หลายท่านก็คงชิลๆ ถ้าซื้อLTFเฉลี่ยในทุกๆเดือน ไม่ต้องปวดหัวมาจับจังหวะลงทุน… แต่ส่วนมาก ยังไม่ได้ซื้อ หรือซื้อยังไม่ครบ เพราะมองว่า ปีนี้ตลาดหุ้นขึ้นเยอะ จนไม่รู้ว่าจะซื้อLTFเมื่อไหร่ดี ยัง…ไม่สายไปครับ ยังมีเวลาอีกสองเดือนครึ่งในการพิจารณาว่าจะซื้อLTFหรือไม่ (หุ้นเพิ่งตกแรงเมื่อวานนี่นา…) วันนี้เริ่มจากการพิจารณาผลตอบแทน เฉลี่ยย้อนหลัง3-5ปี ของกองทุน ที่รวบรวมจาก Morningstar  https://goo.gl/xB64K (ควรพิจารณาปัจจัยเสี่ยง และไส้ในของแต่ละกองทุนประกอบการตัดสินใจด้วย) ไม่ได้บอกให้ซื้อวันนี้ครับ แต่อย่ารอจนถึงสิ้นปี ค่อยมาตัดสินใจซื้อกันนะครับ บรรพต ธนาเพิ่มสุข ที่ปรึกษาการเงิน AFPT tm

เศรษฐกิจพอเพียงกับ VI

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า 17 พย. 2559 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องราวต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจของประชาชนทั่วไป รวมถึงการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ดังที่มีการศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจนิดา เล่มที่2/2550 โดย ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่สรุปว่าการลงทุนระยะยาวแบบอิงกับข้อมูลพื้นฐานและการลงทุนแบบ VI โดยที่มีการศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งและมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้น สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตรงกันข้าม การเก็งกำไรหวังผลระยะสั้นจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้น ไม่สอดคล้องกับเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ในบทความนี้ผมจะอธิบายและเพิ่มเติมความคิดของผมเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการลงทุนแบบ VI ว่ามีความสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน หลักการหรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถสรุปได้สั้น ๆ ออกมาเป็น “สามห่วง” นั่นก็คือ 1) ต้องมีเหตุผล 2) มีความพอประมาณ และ 3) ต้องมีภูมิคุ้มกัน และทั้งหมดต้องตั้งอยู่บน “สองเงื่อนไข” นั่นก็คือ 1) ต้องมีความรู้ และ 2) ต้องมีคุณธรรม สำหรับผมแล้ว คนที่จะเป็น VI นั้นจะต้องเป็นคนที่มีเหตุผลอย่าง “ยิ่งยวด” เขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้หรือเป็นเรื่องเล่าหรือข่าวลือต่าง ๆ รวมถึงความเชื่อที่แพร่หลายและบางทีเป็นที่ยอมรับกันในสังคมวงกว้างแต่ไม่มีข้อพิสูจน์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องไสยาศาสตร์หรือการทำนายแบบ “หมอดู” VI นั้นจะไม่เชื่ออะไรง่าย ถ้าจะกล่าวอ้างอะไรก็ต้องมีข้อพิสูจน์หรือมีสถิติที่สามารถยืนยันได้ว่ามันมีโอกาสเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวที่คาดหวังสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีนั้นคือประมาณปีละ 10% แบบทบต้น ดังนั้น ถ้าเราจะคาดหวังว่าจะทำผลตอบแทนได้ถึง 20-30% ต่อปีในระยะยาวเป็นสิบ ๆ ปีขึ้นไป แบบนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผล หลักการสำคัญเรื่องของความพอประมาณนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับ VI มากที่สุดและเป็นเหมือน “ยี่ห้อ” ที่บ่งบอกความเป็น VI พันธุ์แท้ก็ว่าได้ ความพอประมาณนั้น บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องของ “ทางสายกลาง” ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เช่น ถ้าจะลงทุนก็ลงเฉพาะเท่าที่มีเงินออมอยู่ ไม่กู้มาลงทุนหรือไม่ใช้มาร์จินในการซื้อหุ้น ไม่ซื้อวอแรนต์ ออปชั่น หรือตราสารอนุพันธุ์ที่มีการเก็งกำไรสูงกว่าปกติมากเนื่องจากมัน “ทวีคูณ” ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ตัวแม่ขึ้นไปหลายเท่า บางคนอาจจะมองว่าการลงทุนหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องที่ไม่พอประมาณด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องของความพอประมาณนั้น อาจจะไม่มีมาตรฐานตายตัว คนบางคนที่มีความรู้หรือความสามารถทางการลงทุนสูงอาจจะมองว่าการมีหุ้น 100% นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินประมาณโดยเฉพาะถ้าลงทุนระยะยาวเป็นสิบปีขึ้นไป เขาสามารถอ้างสถิติผลตอบแทนระยะยาวของตลาดเป็นเครื่องสนับสนุนได้ เช่นเดียวกัน คนที่เพิ่งจะเริ่มทำงานและมีเงินออมไม่มาก เขาก็อาจจะมองว่าการลงทุนเงินทั้งหมดในหุ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินตัวก็ได้ ความพอประมาณหรือความ “พอเพียง” ที่ผมคิดว่าเป็น “สัญลักษณ์” อย่างหนึ่งของ VI นั้นก็คือในเรื่องของการใช้จ่ายในชีวิต โดยหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเองนั้นไม่ได้บอกว่าเราจะต้องประหยัดอะไรมากมายนักถ้าเรามีเงินมากพอที่จะใช้ ขอเพียงให้รู้ว่าเราต้องไม่ใช้อะไร “เกินตัว” ที่จะก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินหรือทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บบ้างก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม คนที่เป็น VI พันธุ์แท้ทั้งหลายนั้น มักจะมีการใช้จ่าย “ต่ำกว่ามาตรฐานความมั่งคั่ง” ของพวกเขามาก ยิ่งมั่งคั่งมากเท่าไรก็ยิ่งใช้จ่ายคิดเป็นสัดส่วนน้อยลงเท่านั้น กรณีของบัฟเฟตต์เป็นตัวอย่างที่ดี แต่จริง ๆ แล้ว VI คนอื่น ๆ ก็มักจะมีลักษณะไม่แตกต่างกัน ประเด็นก็คือ VI มักจะเป็นคนที่ “รู้ค่าของเงิน” มากจนทำให้ไม่อยากจะใช้ในสิ่งที่มันไม่งอกเงยและในที่สุดก็เสื่อมสลายไปอย่างเช่นรถยนต์หรือสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่มีราคาแพงแต่ให้ประโยชน์ใช้สอยไม่ต่างกับสิ่งของแบบเดียวกันที่มีราคาถูกกว่า ห่วงที่สามคือเรื่องของการมีภูมิคุ้มกันนั้น ก็เป็นเรื่องที่ VI ให้ความสำคัญมากนั่นก็คือมันตรงกับแนวความคิดเรื่อง Margin of Safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัย ที่เบน เกรแฮมพูดถึงในหนังสือคลาสสิกของเขา นั่นก็คือ เวลาจะลงทุนทุกครั้งนั้นเราต้องคำนึงถึงโอกาสของความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการคาดการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังนั้นเวลาซื้อหลักทรัพย์เราจะต้อง “เผื่อ” ว่า ถ้าทุกอย่างเลวร้ายลง ราคาหุ้นก็จะไม่ตกลงมาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของมัน และนี่ก็คือการเลือกหุ้นเป็นรายตัว แต่ถ้ามองเป็นพอร์ตโฟลิโอ เราก็ต้องกระจายความเสี่ยงโดยการถือหุ้นหรือหลักทรัพย์หลาย ๆ ตัวในหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่จะทำให้ “ภูมิคุ้มกัน” ความมั่งคั่งของเราแข็งแรงพอที่จะต้านภาวะเลวร้ายต่าง ๆ ได้ ทั้งสามห่วงหรือสามประเด็นสำคัญที่กล่าวข้างต้นนั้น เราจะไม่สามารถกำหนดได้เลยถ้าเราไม่มีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนและประวัติศาสตร์ผลตอบแทนการลงทุนรวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในตลาดไทยและทั่วโลก คนที่เป็น VI นั้นจึงต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะเข้าใจโลกโดยเฉพาะของการลงทุนอย่างลึกซึ้งและไม่เฉพาะแต่บริษัทหรือหุ้นรายตัวที่จะลงทุน โลกของ VI นั้นจะต้องเป็นโลกที่ “กว้าง” เขาจะต้องเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมและการเมืองเช่นเดียวกับเรื่องของเศรษฐกิจ ถ้าเราศึกษาและติดตามคนอย่าง เบน เกรแฮม ก็จะพบว่าเขานั้นมีความรู้กว้างขวางมากทางด้านศิลปะด้วย วอเร็น บัฟเฟตต์เองนั้นสามารถวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางด้านสังคมและการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง VI นั้นอาจจะพูดถึงเรื่องของการลงทุนมากมายแต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะถูกกลั่นกรองมาจากพื้นฐานความรู้ที่หลากหลายที่เขาไม่ได้พูด เงื่อนไขสุดท้ายที่สำคัญและเป็นสิ่งที่จะกำหนดให้เกิดความสำเร็จในระยะยาวอย่างยั่งยืนจริง ๆ ก็คือเรื่องของคุณธรรมที่ VI จะต้องมีและต้องยึดมั่น […]

7 นิสัย ของคนรวยที่ควรเลียนแบบ

ผลการวิจัยโดย Tom Corley ที่ปรึกษาทางการเงินชาวสหรัฐ ที่ใช้เวลาในการสัมภาษณ์คนรวย 233 คน และคนจน 128 คน นานกว่า 5ปี พบลักษณะนิสัย ของคนรวย ที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ อยู่ 7 ประการ พวกเรามีกี่ข้อครับ 🙂 #1: มีกุนซือ ที่ปรึกษาที่ดี ชัยชนะไม่ไกลเกินเอื้อม  คนรวย focusเฉพาะงานที่ตัวเองถนัดและมีความสำคัญ เพราะเชื่อว่า ตัวเองไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่จะมีที่ปรึกษาให้คำแนะนำ เติมเต็มส่วนที่ขาด #2: ความสัมพันธ์ที่ดี มีค่าดั่งทอง คนรวย จะหาเวลาพบเจอคนเป็นประจำ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นในระยะยาว #3: เป้าหมายมีไว้พุ่งชน คนรวยจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และมีแผนงานที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง #4: ฝึกการเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ 72%ของคนรวยเลือกที่จะเป็นผู้ให้ (เป็นอาสาสมัคร, เป็นวิทยากรให้ความรู้, บริจาคเงิน) อย่างน้อย5ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่หวังเงินในระยะสั้น แต่หวังผลระยะยาว #5: เชื่อมั่นในตัวเอง มีชัยไปกว่าครึ่ง คนรวยจะสร้างความเชื่อมั่น ว่า “เราทำได้” ทัศนคตินี้จะช่วยให้เราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางกั้นความสำเร็จ #6: เป็นนักอ่านตัวยง คนรวยอ่านหนังสือ อย่างน้อย60เล่มต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ที่อ่านปีละ1เล่ม ผลคือรายได้ต่างกัน319เท่า #7: สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง คนรวยออกกำลังกายอย่างน้อย4วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30นาที

Subscribe & Follow