Subscribe & Follow:

Category :

SMEs

Ep.6 จิตวิทยา การตลาด ทำอย่างไร ให้ยอดขายเพิ่ม!

  แน่นอนครับว่า ร้านอาหารแต่ละร้านล้วนมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป บางร้านชูจุดเด่นของรสชาติอาหารที่โดดเด่น บางร้านเน้นราคาอาหารคุ้มค่า หรือบางร้านก็ตกแต่งร้านแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ให้ประสบการณ์ใหม่ๆแก่ลูกค้าที่ไปเยือน แต่นอกเหนือจากคุณภาพและราคาแล้ว รู้มั๊ยครับว่า จริงๆแล้วมีหลักจิตวิทยาหลายอย่าง ที่สามารถนำมาใช้เป็นเหมือนมนต์สะกด ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารได้เช่นกัน วันนี้ผมมี 5 มนต์สะกดมาเล่าให้ฟังครับ   ========   1. ทำยังไง ให้ราคาอาหารในเมนูไม่แพงอย่างที่คิด?   ถ้าสังเกตให้ดี ร้านอาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะร้านอาหารหรูๆ จะมีชื่อเมนูอาหารและราคา แต่ไม่มีหน่วย “บาท” เช่น วากิวย่าง 500 แต่เค้าจะไม่เขียนว่า 500 บาท (ครั้งหน้าลองสังเกตดูนะครับ)   บทวิจัยหลายฉบับพูดตรงกันครับว่า คนส่วนใหญ่จะจ่ายเงินมากขึ้น เมื่อเมนู ไม่มีหน่วยเงินกำกับอยู่ด้วยครับ เพราะใจเราจะไม่คิดถึงจำนวนเงินนั่นเองครับ (ทุกอย่างมีเหตุมีผลหมดนะครับ)   ========   2. อยากให้ลูกค้ากินเยอะหรือกินน้อย ก็ทำได้เหมือนกัน   “เมื่อใช้จานใหญ่ คนที่ทานอาหารจะคิดว่าตัวเองทานได้เยอะ และหลายครั้งจะพบว่ามักจะตักอาหารมากกว่าที่สามารถทานได้จริง ๆ” นี่เป็นผลการวิจัยของ Journal of Consumer Research ครับ   เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจแล้วครับว่า ทำไมร้านอาหารที่เราสั่งเป็นจานๆ แล้วจ่ายเงินตามที่เราทาน เค้าก็มักจะให้จานใหญ่ ๆ ก็เพื่อให้เราทานเยอะๆ และหลายครั้งพวกเราก็มักจะสั่งของหวานต่อ   แต่!! ทำไมร้านอาหารบุฟเฟตต์ถึงชอบ จัดจานเล็กๆ แบนๆ ให้พวกเรา เพราะจิตวิทยาจากขนาดของจานจะทำให้เรารู้สึกว่า เราสามารถทานได้นิดเดียว จะได้ไม่กินเยอะนั่นเองครับ   ========   3. ใครว่ารูปแบบของแก้วไม่สำคัญ…

8 เทคนิคการตลาดร้านอาหาร เกาะกระแสฟุตบอลโลก

  “ผมให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก” “พนักงานเป็นอันดับที่ 2” “แล้วผู้ถือหุ้นถึงจะเป็นอันดับที่ 3” เป็นการจัดลำดับความสำคัญของ Jack Ma ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Alibaba เจ้าตลาด E commerce ของจีน ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีครับ   เหตุผลคือ ลูกค้าคือคนที่จ่ายตัง, ส่วนพนักงานคือคนที่ขับเคลื่อนองค์กร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้ถือหุ้นคือกลุ่มแรกที่จะขายหุ้นออกไป แต่ลูกค้าและพนักงานยังต้องอยู่กับบริษัท (เริ่มเข้าใจวิธีคิดของเค้าละครับ)   Jack Ma จะคอยเฝ้าดูว่า ลูกค้าใช้ชีวิตอย่างไร มีพฤติกรรมการซื้อของอย่างไร แล้ว website แบบไหนที่ลูกค้าจะชอบ จะใช้งานง่าย, เทคโนโลยีแบบไหนที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า   ตัวเค้าเองไม่ใช่คนที่เก่งเทคโนโลยี แต่เป็นคนที่มองเทคโนโลยีจากสายตาของลูกค้าครับ นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้ Alibaba ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทในดวงใจของคนทั้งโลกครับ   ============   “ลูกค้าไม่ได้อยากมาดูบอล แต่เค้าต้องการความตื่นเต้น เค้าต้องการความสุข” อาจารย์ วิว ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร มือหนึ่งด้านการตลาดจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฟันธงให้ผมฟัง   อาจารย์วิว ขยายความว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องเข้าใจ ความต้องการของลูกค้าจริงๆครับ ต้องยอมรับก่อนว่า ช่วงที่เกิดกระแสระดับโลกอย่างฟุตบอลโลกนี้ พฤติกรรมของลูกค้าจะเปลี่ยนไป ลูกจะไม่ทานอาหารแบบเดิมๆ   ผมขอให้อาจารย์วางกรอบ 3 ช่วงเวลา ที่ร้านอาหาร จะสามารถเกาะกระแสฟุตบอลโลกได้ ซึ่งก็คือ ช่วงก่อนการแข่งฟุตบอลโลก, ระหว่างแข่งขัน และหลังการแข่งขันจบลง   มาดูเทคนิคในแต่ละช่วงเวลากันครับ   ============   ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มแข่ง ตั้งรับกันอย่างไรดี?  …

“6 เหตุผล ทำไมร้าน Potato Corner ถึงดังติดตลาด

“คุณพ่อของผมเป็นคนที่ใสใจทุกรายละเอียดครับ” สตีฟ จ๊อบส์ ศาสดาผู้เปลี่ยนโลกเคยเล่าให้สื่อสหรัฐฟังเมื่อถูกถามว่า ใครที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณบ้าง   “คุณพ่อเป็นคนที่ชอบสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวของเค้าเอง” “ถ้าอยากได้ตู้ ก็จะสร้างตู้ขึ้นมาเอง ถ้าอยากได้รั้วบ้าน เค้าก็จะสร้างขึ้นเองเช่นกัน” สตีฟ จ๊อบส์ กล่าวอย่างชื่นชมครับ   เค้าเล่าต่อว่า โดยทั่วไปแล้วช่างไม้ส่วนใหญ่ชอบใช้แผ่นไม้ข้างหลังตู้ เป็นไม้ราคาถูกเพื่อลดต้นทุน แต่คุณพ่อของเค้าเลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น   “คุณพ่อจะใช้วัสดุที่ดีทุกอย่าง เค้าใส่ใจทุกรายละเอียด แม้ว่าจะเป็นส่วนที่คนอื่นมองไม่เห็นก็ตาม”   ใครจะไปคิดละครับว่า ประโยคนี้ประโยคเดียวจะกลายเป็นปรัชญาที่สตีฟ จ๊อบส์ ยึดถือมาโดยตลอด และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ดีไซน์สวยงาม โดนใจสาวกอย่างมาก จนสร้างอาณาจักรธุรกิจที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกในยุคนี้   =====================   วันก่อนผมมีนัดกับ คุณป๋อง ชยภัทร ทองเจริญ นักธุรกิจหนุ่ม เจ้าของธุรกิจนำเข้าเฟรนช์ฟรายส์ ปรุงรส ชื่อดังระดับโลกจากประเทศฟิลิปปินส์ “โปเตโต้ คอร์เนอร์ (Potato Corner)”   เรานั่งคุยกันประมาณเกือบชม. แต่ผมว่าเฟรนช์ฟรายส์น่าจะหมดไปประมาณ 3 ถังละครับ คือต้องบอกว่า หยุดไม่ได้จริงๆ เคี้ยวเพลินสุด ๆ   อร่อยขนาดนี้ไม่แปลกใจละครับว่า ทำไมโปเตโต้ คอร์เนอร์ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ตอนนี้มีแล้วกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ (เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่มาแรงแซงทางโค้งรุ่นพี่ไปหลายแบรนด์)   “ผมยืนยันว่า ความสำเร็จของแบรนด์เราไม่ใช่เพราะ พีช พชร อย่างเดียว แต่เป็นเพราะทีมงานทุกคนทำงานหนักใส่ใจทุกรายละเอียด ตามหน้าที่ของตัวเองครับ” คุณป๋องเกริ่น เพราะหลายคนน่าจะทราบแล้วว่า คุณพีช พชร นักแสดงชื่อดังเองก็เป็นหุ้นส่วนในธุรกิจนี้เช่นกันครับ  …

5 หลักการ สู่ร้านอาหารที่มีคน follow หลักล้าน !!

  “คนเราควรใส่รองเท้าสองข้าง คนละแบรนด์ครับ” วันก่อนผมได้ยินเสียงสปอร์ตโฆษณาตัวนึงสะดุดหูมาก ๆ   “ข้างนึงใส่ Adidas ส่วนรองเท้าอีกข้างให้ใส่ Nike” ฟังแค่นี้ยิ่งงงเข้าไปใหญ่เลยครับ เลยตั้งใจฟังต่อ   “ทำไมหรอ? เพราะสโลแกน Adidas คือ Impossible is nothing” “ส่วน Nike คือ Just Do It” พูดง่าย   ๆ คือ เราควรใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญต้องลงมือทำด้วย   ทำไมทั้งสองแบรนด์ ใช้เพียงแค่ประโยคเดียว แต่เราก็เข้าใจเลยว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นเป็นแบบไหน คำตอบสั้น ๆ ที่ผมมีให้กับตัวเอง คือ “พลังของการเล่าเรื่องของแบรนด์” ========   ตัวอย่างในไทยที่ผมคิดว่าทำได้ดีมาก ๆ คือ “โจนส์สลัด” ร้านสลัดขวัญใจคนรุ่นใหม่ รสชาติถูกปากคนไทยทั่วบ้านทั่วเมือง   จุดที่น่าสนใจคือ โจนส์สลัดใช้เวลาไม่กี่ปี แต่สามารถขยายสาขาได้มากถึง 5 สาขา และใช้เวลาแค่ 2 ปีกว่า ก็มียอดคนติดตามเฟสบุ๊คแฟนเพจทะลุ 1 ล้านคน น่าสนใจมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ?   ผมได้คุยกับ คุณกล้อง อริยะ คำภิโล เจ้าของหนุ่มหล่อผู้สร้างตำนาน “โจนส์สลัด” อยู่ 3-4 ครั้งแล้วครับ ทุก ๆ ครั้งที่ได้คุยจะสัมผัสได้ถึงไฟในการทำงานและข้อคิดดี ๆ ทุกครั้ง… ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ  …

ธุรกิจที่ขายดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องราคาถูกที่สุด

  คุณเคยไป หรืออย่างน้อยๆก็เคยฝันว่าอยากจะไปเที่ยวที่ Disney Land สักครั้งในชีวิตไหมครับ   ผมจำได้ว่า ครั้งล่าสุดที่ไปเที่ยว Disney Land เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไปวันเดียวจ่ายเงินไปประมาณ 5 พันบาทต่อคน กลับถึงบ้านก็มานั่งคิดว่า อะไรที่ทำให้เราเต็มใจจ่ายเงินไปครึ่งหมื่นในวันเดียวเท่านั้น   “ถ้าคุณมีความฝัน คุณก็จะสามารถทำมันให้สำเร็จได้” นั่นเป็นสโลแกนของที่นั่นครับ   ทันทีที่ย่างก้าวเข้าไปใน Disney Land ก็รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกแห่งจินตนาการ ชนิดที่ลืมไปเลยว่าตัวเองเริ่มอายุมากละ 5555   ==================   ผมตั้งคำถามเดียวกัน กับหนึ่งในเจ้าของธุรกิจ “หม่าล่า สะโบมั้ย”  ร้านอาหารสารพัดปิ้งย่าง ทั้งผัก เนื้อ หมู ไก่ สปาเกตตี้ที่ได้สูตรพิเศษคลุกเคล้ากับเครื่องเทศสไตล์เสฉวนของประเทศจีน รสชาติแบบเผ็ดๆชาๆที่ปลายลิ้นจากเครื่องเทศ   ร้านนี้มีหุ้นส่วน 3 คนคือคุณเอกพงศ์ ศรีนรศักดิ์ศิลป์ (พี่จี๋), ภรรยาพี่จี๋ และพี่กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ แรปเปอร์ชื่อดัง   “เท่าที่ผมดูเมนูที่มี เช่น เบค่อนพันเห็ด เอ็นไก่ หมูย่าง เนื้อย่าง บล็อคเคอรี่ ราคาก็ประมาณ 10-15 บาท จะว่าแพงก็คงไม่แพงเกินไป แต่ถ้าเทียบกับร้านข้างถนนก็ถือว่าแพงกว่านะพี่จี๋ ตอนตั้งราคาไม่กลัวว่าจะขายไม่ได้หรอ” ผมถามพี่จี๋ด้วยความสงสัย   ==================   “ผมโตมากับการซื้ออาหารกินตามร้าน street food ร้านอาหารริมถนนธรรมดาๆ พอผมอยากมีร้านอาหารของตัวเองบ้างผมก็อยากทำร้านให้คงความเป็น street food แต่ต้องดูดีขึ้น เหมือนในเกาหลี และญี่ปุ่นครับ และอยากให้ร้านของผมเป็นจุดนัดพบของลูกค้า…. ผมต้องทำให้ได้ครับ ”   นั่นเป็นสิ่งที่พี่จี๋ บอกความตั้งใจส่วนตัวให้ผมฟัง   พี่จี๋อธิบายภาพกว้างๆก่อนครับ ด้วยการเปรียบเทียบกับร้านอาหารอื่นๆ เช่น ถ้าเป็นร้านอาหารในห้าง ก็จะมีสูตรในการตั้งราคา เช่น เอาต้นทุนคูณด้วย 4 เพราะร้านอาหารในห้างมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ไหนจะค่าคน ค่าเช่า ค่าขนส่งแต่ถ้าตั้งราคาสูงไป ลูกค้าก็จะไม่กล้าเข้าร้าน   พี่จี๋เปรียบเทียบอีกมุมกับร้านอาหารข้างถนนทั่วไป ที่ปกติเค้าจะขายหมาล่า อยู่ที่ไม้ละ 5 บาท ซึ่งราคาถูกมากๆ   แต่ด้วยการตั้งราคาถูก เพราะฉะนั้นเวลาที่จะขยายธุรกิจ ก็จะยากในการเพิ่มราคา เพราะลูกค้าจะชินและติดภาพว่าเป็นร้านอาหารราคาถูก   อืม…เป็นมุมมองที่น่าคิดมากครับ   ==================   “ครั้งแรกที่ลูกค้ามาทาน อาจจะเป็นเพราะกระแส อาจจะเป็นเพราะมีพี่กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่เป็นหนึ่งในเจ้าของ แต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ามากินอีกครั้ง มันขึ้นอยู่กับ คุณภาพ ของร้านของเรา”   พี่จี๋ อธิบายต่อว่า การที่จะตั้งราคาเท่าไหร่ มันต้องขึ้นอยู่กับว่า “คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ” มันคุ้มกับที่เค้าจ่ายหรือป่าว   คุณค่าที่ลูกค้าได้รับจากร้าน “หมาล่าสะโบมั้ย” คือ คุณภาพของวัตถุดิบอย่างจัดหนักจัดเต็ม และประสบการณ์ที่ได้รับจากร้านครับ โดยมีจุดยืนว่าจะเป็น “ร้านหมาล่า ที่อร่อยจนคุณต้องร้องขอชีวิต”   พี่จี๋ไม่มีสูตรตายตัวในการตั้งราคาเมนู แต่สิ่งที่รู้แน่ๆคืออยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า มาที่นี่แล้วฟิน สุดๆครับ แต่ทางร้านก็ต้องไม่ขาดทุน   ที่ร้านใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อชั้นดี และผักสด ๆ พริกก็มีต้นทุนมากกว่าเจ้าอื่นเกือบเท่าตัว ต้นทุนสูงจนทำให้เมนูบางชนิดเหลือกำไรนิดเดียวก็ยอม เหตุผลคือลูกค้าเค้าจะสัมผัสได้ว่าอาหารดีจริงหรือป่าว ถ้าดีเค้าก็จะบอกต่อ   แม้จะไม่มีสูตรตายตัว แต่ก็มีหลักการเบื้องต้นที่เน้น “ทำกำไรแบบถัวเฉลี่ยในแต่ละเมนู”   “เมนูยอดฮิต อย่าง เบคอนพันไข่นกระทา ผมใช้วัตถุดิบจัดหนัก จัดเต็ม กำไรอาจจะน้อยกว่าหลายเมนู แต่เป็นเมนูที่ขายดีมากๆ” ผมฟังไปด้วยแล้วก็ชิมไปด้วย แหม… แซ่บจริง ๆ ครับ กินแล้วแทบจะหยุดเคี้ยวไม่ได้เลย   และด้วยหมาล่า เป็นอาหารที่กินแล้วหยุดไม่ได้เนี่ยละครับ ก็จะทำให้ลูกค้ามีโอกาสสั่งอาหารเมนูอื่นๆที่มีกำไรมากขึ้น และสั่งเครื่องดื่มเพื่อดับความเผ็ด ซึ่งก็เป็นอีกประเภทที่ทำกำไรให้กับร้านเช่นกัน   เล่ามาขนาดนี้ ที่นี่ “ลูกค้าแน่นร้านตลอด” และ “ยอดขายทะลุหลักล้านบาทต่อเดือน” (โอวววว ทำได้ไงเนี่ยยยย) ก็คงจะการันตีได้เบื้องต้นว่า ร้านหมาล่า สะโบมั้ย เป็นร้านที่ไม่ธรรมดาอย่างมากครับ   ==================   นอกจากหลักคิดการถัวเฉลี่ย พี่จี๋มีเทคนิคในการเพิ่มราคาสินค้าด้วยการคิดเมนูใหม่ๆ   “ทุก ๆ เดือน ผมจะคิดเมนูใหม่ๆเสมอ ๆ ตอนนี้มี 40 เมนู ถ้าเมนูไหนขายดีน้อยสุด 3 อันดับล่าง ผมจะคัดออกแล้วหาเมนูใหม่มาแทนที่ทันทีครับ”  …

รู้ความต้องการลูกค้า หัวใจสำคัญทำให้ ธุรกิจสำเร็จ !

  การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมีปัจจัยต่างๆ มากมาย และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ธุรกิจสำเร็จ ได้คือ รู้ความต้องการของลูกค้า   Jeff Bezos มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก เจ้าพ่อ E-commerce แห่งค่าย Amazon เคยถูกตั้งคำถามว่า   “ในเมื่อ Amazon เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา มันจะมีอะไรบ้างหรือไม่ ที่ไม่เปลี่ยน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม”   นี่เป็นคำถามที่ผมชอบมากเลยครับ เฮีย Jeff ตอบสั้นๆว่า “ลูกค้าครับ”   —————————–   Jeff อธิบายเพิ่มเติมว่า คนส่วนใหญ่มัวแต่คอยคิดว่า คู่แข่งทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ออกโปรโมชั่นไหม หรือขยายตลาดไปที่ไหนแล้วเราก็ทำตาม ในท้ายที่สุดก็จบลงด้วยสงครามตัดราคา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะจบไม่สวยทุกคน   หรือมัวแต่หาเครื่องมือเจ๋งๆ เทคโนโลยีล้ำๆ มาใช้ในร้าน จนทำให้หลายครั้งลืมคนที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ นั่นคือ “ลูกค้า”   ลูกค้ามีความต้องการสินค้า บริการที่ดีกว่า ในราคาที่คุ้มค่า นั่นคือสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง เห็นด้วยไหมครับ?   เคล็ดลับความสำเร็จคือการทำความเข้าใจของลูกค้า   ============   “เทคนิคความสำเร็จของผมคือ ดูความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ในมุมลูกค้าเขาอยากได้อะไร”   นี่เป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่ คุณกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ ผู้บุกเบิกอาณาจักร Chic Republic ศูนย์รวมจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์อย่างครบวงจร เล่าให้ผมฟังอย่างภาคภูมิใจ   สไตล์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ที่มีกลิ่นอายของความทันสมัยและกลิ่นอายของความคลาสสิค ดูแล้วไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นจุดขายที่ผมสัมผัสได้ตอนที่เดินเข้ามาสู่อาณาจักร…

คำถามสำคัญที่คุณควรถามตัวเอง ก่อนเริ่มทำธุรกิจ

  “ทำไม Apple ถึงขายดีกว่าแบรนด์อื่น ทั้งๆ ที่ก็ขาย มือถือ ขายคอมพิวเตอร์ ไม่ต่างกัน” เป็นประโยคที่ทำให้ผมฉุกคิด เมื่ออ่านหนังสือ “Start with why” โดย Simon Sinek นักเขียนและนักสร้างแรงบันดาลใจชื่อดัง   เขาเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า คนส่วนใหญ่มักจะทำธุรกิจ โดยตั้งคำถามว่า What (อะไร) และ How (อย่างไร)   คนส่วนใหญ่ มองหาว่าอยากขายสินค้าอะไร (ไม่งั้นจะเริ่มธุรกิจได้เหรอ จริงไหมครับ) หลังจากนั้น ก็หาวิธีทาง ทำอย่างไรเพื่อให้ได้สินค้านี้มาขาย   เปรียบเทียบกับ ที่เฮียสตีฟ จ๊อบส์ ทำเสมอมา คือเริ่มจากว่า “ทำไมเขาถึงต้องทำธุรกิจนี้”   (ทำไม?) เพราะสตีฟจ๊อบส์ ต้องการทำลายความเชื่อแบบเก่า ๆ โดยการสร้างความแตกต่างให้กับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น (อย่างไร?)คอมพิวเตอร์จะต้องมีลักษณะสวยงาม และต้องใช้งานง่ายสุดๆๆๆ (อะไร?)สตีฟ จ๊อบส์เลยสร้างคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา จากเดิมที่คอมพิวเตอร์ต้องเป็นเครื่องสี่เหลี่ยมทื่อๆ การใช้งานก็ขัดกับความรู้สึกคนใช้ มาเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีสไตล์ การใช้งานหลุดออกจากกรอบ โดยใช้สันชาตญาณมนุษย์เป็นหลักในการใช้ ภายใต้แบรนด์ที่รู้จักกันดี Apple   เพียงแค่วิธีคิดต่าง หัดตั้งคำถาม “ทำไม” บ่อยๆ ก็ทำให้ Apple กลายเป็นสินค้าในดวงใจคนทั้งโลก มีสาวกมากมาย และเป็นบริษัทที่มูลค่ามากที่สุดในโลกตอนนี้ครับ   เคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าทำไมเราถึงอยากจะเริ่มทำธุรกิจนี้ขึ้นมา?   “คุณอิก บรรพต ต้องรู้ก่อนว่า ทำไมเราถึงอยากจะเริ่มทำธุรกิจนี้ขึ้นมา” เป็นคำถามแรกที่คุณเจริญ รุจิราโสภณ เจ้าของแบรนด์ ส.ขอนแก่น ธุรกิจอาหารชื่อดังระดับประเทศและยังเป็นเจ้าของร้าน อาหาร “แซ่บ คลาสสิค” ถามผมตอนที่เจอกันเมื่อไม่นานมานี้   ร้าน ”แซ่บ คลาสสิค” เป็นร้านอาหารอีสานแนวทันสมัย ที่มีส้มตำรสจัดจ้าน ไก่ย่างหนังกรอบ ต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อน เป็นอาหารจานเด็ด ตอนนี้มี 14 สาขาทั่วประเทศ (เป็นแฟรนไชส์ 5 สาขา)   ทำไมต้องเปิดร้าน “แซ่บ คลาสสิค”   คุณเจริญ เล่าให้ผมฟังต่อว่า กว่าจะเป็นร้านแซ่บ คลาสสิค อย่างที่เราเห็นนี้ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ   ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุณเจริญอยากจะต่อยอดธุรกิจพันล้านที่ตัวเองปั้นมากับมือ “ส.ขอนแก่น” ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ สารพัดอย่างตั้งแต่ หมูยอ, แหนม, ลูกชิ้น, หมูหยอง, หมูแผ่น, แคปหมู (ผมเชื่อว่าหลายท่านน่าจะเคยทานนะครับ แหม..ท้องร้องเลยทีเดียว)   “สำหรับผม ผมสร้างร้านอาหารนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นโชว์รูมครับ” ผู้บริหารมากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการอาหาร 40 ปีเฉลยให้ผมฟังครับ   ทำไมต้องเป็นร้านอาหารอีสาน?   “นั่นเป็นเพราะในไทย มีอาหารเหนือ อาหารอีสาน อาหารใต้ แต่สังเกตให้ดีว่า คนเหนือมักจะไม่ชอบทานอาหารใต้, คนใต้ก็มักจะไม่ชอบทานอาหารเหนือ แต่ทุกคนชอบหรืออย่างน้อยก็ทานอาหารอีสานได้ นั่นเลยทำให้ตลาดอาหารอีสานเป็นตลาดที่ใหญ่ น่าเข้าไปทำธุรกิจ”   เป็นไงครับสำหรับแนวคิดการมองหาตลาด ตามสไตล์ของคุณเจริญ ผู้นำธุรกิจอาหารของไทย ที่เน้นมองหาน่านน้ำที่ใหญ่ก่อนนะครับ   ทำไมต้องเป็น โชว์รูม??   คำว่า” โชว์รูม” ความหมายของคุณเจริญคือ ภายในร้าน “แซ่บ คลาสสิค” ถ้าสังเกตให้ดีบนโต๊ะอาหารจะเห็นขนมขบเคี้ยว ของ ส.ขอนแก่น เช่น หมูแผ่น แคปหมู หรือในเมนูก็จะเห็นหมูยอ ลูกชิ้น ให้สั่งมาเป็นกับแกล้ม ทานเล่นๆ   แปลว่า ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้าน “แซ่บ คลาสสิค” จะมีโอกาสเห็นสินค้าในเครือ ส.ขอนแก่น บ่อยๆ   พอเห็นบ่อยๆ ก็จะอยากทานขึ้นมา ลูกค้าก็จะไปซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เกต และร้านสะดวกซื้อ ที่มีสาขารวมกันเป็นหมื่นสาขา ทำให้มีโอกาสทำกำไรมากกว่าการขายในร้าน “แซ่บ คลาสสิค” ที่มีเพียง 14 สาขา   ที่สำคัญ ร้าน “แซ่บ คลาสสิค” จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อมภาพให้ ส.ขอนแก่น เป็นธุรกิจอาหารแบบครบวงจรครับ   ตั้งแต่ การเลี้ยงสัตว์ –> การแปรรูป –> ไปจนถึงมีร้านอาหาร ที่คุณเจริญให้นิยามว่า “From Farm to table” ทำให้มีต้นทุนที่ดีกว่า เมื่อเทียบคนอื่น (ควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาขาย)   ทำไมลูกค้าต้องมาทานอาหารที่ร้านของเรา?   แม้จะตั้งใจให้ร้านอาหารเป็นโชว์รูม แต่ก็ต้องเป็นโชว์รูมที่มีคุณภาพนะครับ   คุณเจริญให้คาถาการทำร้านอาหารให้ขายดี 4 ข้อครับ โดยให้คิดเสมอว่า ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา?   คุณภาพ: อาหารต้องอร่อยอันนี้เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ ถ้าร้านอาหารไม่อร่อย ลูกค้าลองมาทานแค่ครั้งเดียวก็คงจะไม่กลับมาแล้ว (แซ่บ คลาสสิคใช้เวลาในการวิจัยนานถึง 2 ปีก่อนเปิดร้านอาหารจริง เพื่อให้ได้เมนูอาหารที่ถูกปากคนไทยมากที่สุด) คุณค่า: ราคาของอาหารต้องไม่แพงกว่าคู่แข่งมากไปและลูกค้าต้องรู้สึกว่าได้คุณค่าอะไรบางอย่างมากกว่าเจ้าอื่น บริการ: ต้องดีต้องประทับใจ (ในอนาคตอันใกล้ แซ่บ คลาสสิค จะสร้างโรงเรียนเพื่อฝึกพนักงานให้ได้มาตรฐานการบริการ ก่อนจะป้อนให้แต่ละสาขา)…