Subscribe & Follow:

Category :

SMEs

ฮั่วเซ่งฮง พลิกธุรกิจสู่ยอดขาย 70 ล้าน!

ฮั่วเซ่งฮง พลิกธุรกิจสู่ยอดขาย 70 ล้าน!   “Idea is cheap, execution is the key” แปลง่ายๆ คือ “การมีไอเดียมันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่การลงมือทำให้ไอเดียนั้นกลายเป็นจริงต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ” เป็นคำพูดของ Aung Kyaw Moe ผู้ก่อตั้ง 2C2P ผู้นำระบบชำระเงินออนไลน์ชั้นแนวหน้าของอาเซียน (เกือบทุกบริษัทของไทยใช้ระบบของ 2C2P) Aung เล่าให้ผมฟังเมื่อเดือนที่แล้วว่า คนส่วนใหญ่มีไอเดียดีมากๆ ฟังดูแล้วเจ๋งสุดๆ แต่ส่วนน้อยคือคนที่ลงมือทำจริง นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม มีไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่ ฮั่วเซ่งฮง คือหนึ่งในตัวอย่างของการลงมือทำแล้วสำเร็จ!   ในปี 2558 บริษัท ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำกัด มีรายได้ 5,482,788 บาท ขาดทุน 41,739 บาท ในปี 2559 บริษัท ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำกัด มีรายได้ 10,497,210 บาท แต่ขาดทุนสูงถึง 766,062 บาท แต่ในปี 2560 รายได้ของฮั่วเซ่งฮงติมซำ เติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 70,145,554 บาท และมีกำไร 3,336,363 บาท   เท่ากับว่า จากปี 2559 สู่ปี 2560 ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ มีอัตราเติบโตสูงถึง 535.52 เปอร์เซ็นต์ !   ฮั่วเซ่งฮง ในยุคการบริหารของทายาทรุ่นที่ 2 คือหนึ่งในตัวอย่างที่ผมชื่นชอบ ตำนานฮั่วเซ่งฮง ภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง เริ่มต้นมาตั้งแต่ 40 กว่าปีที่แล้ว   “ฮั่วเซ่งฮง รุ่นของมุ่ย น่าจะเริ่มมาประมาณ 20 ปี” พี่มุ่ย จิรวรรณ พิริยเลิศศักดิ์ ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าให้ผมฟังอย่างเป็นกันเอง   ผมตั้งข้อสังเกตว่า…

5 เทคนิค เพิ่มกำไรอย่างไรที่ลูกค้ายังเต็มใจจ่าย?

1) ใช้กฏ 80:20 มาช่วย   “โดยทั่วไป เมนูอาหารไม่ได้ขายดีทุกตัว” พี่พอท มิตรดนัย สถาวรมณี เจ้าของ Coro Field Dessert ร้านขนมหวานตอบคำถามว่า ถ้าอยากจะปรับเพิ่มราคาอาหาร แต่ทำยังไงลูกค้าถึงเต็มใจจ่าย   พี่พอท อธิบายเทคนิคให้ผมฟังต่อว่า ยอดขายส่วนใหญ่จะเป็นไปตามกฏ 80:20 เลยครับ   สมมุตว่าในร้านมี 10 เมนู ส่วนใหญ่จะมีเมนูที่ขายดีมากๆ แค่ 2 เมนู แต่สร้างยอดขายได้สัดส่วน 80% ของทั้งร้านครับ   “เรายังไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าที่เราขายดีมากๆได้ในทันที ไม่งั้นแฟนคลับที่ทานประจำอาจจะไม่พอใจ และทำให้มีปัญหาตามมา”   เทคนิคที่พี่พอท แนะนำให้ใช้คือ ค่อย ๆ ตัดเมนูที่ขายไม่ออก แล้วคิดเมนูใหม่ แล้วค่อยเพิ่มราคา   “ถ้าปรับเมนู ทั้งเล่มถ้าผมเป็นลูกค้า ผมก็ยัวะนะ” พี่พอทให้ความเห็นเพิ่มเติมครับ   ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับกลยุทธ์ของพี่พอทนะครับ เพราะถ้าเป็นสินค้าใหม่ แล้วถ้ามีความแปลกใหม่ ถ้าผมเป็นลูกค้า ผมเองก็คงเต็มใจอยากจะลอง แม้ว่าราคาจะแพงขึ้นก็ตามครับ แต่ถ้าขึ้นราคาทุกเมนูก็อาจจะอยากลองไปทานร้านข้างๆดู 🙂   ==============   2) ให้มาก ยิ่งได้มาก   อีกวิธีที่ช่วยทำให้เราขายอาหารได้ในราคาที่สูงขึ้นคือ การปรับเมนูอาหารให้เป็น 3 รูปแบบครับ ตามทฤษฎี Good, Better และ Best เช่น   1) อาหารแบบแรก อาจจะมี พาสตา กับซอสธรรมดา (good)   2) ถ้าลูกค้าต้องการให้ใส่ผักและเห็ดด้วย ก็จะเป็นอาหารแบบที่ 2 แต่ต้องยอมจ่ายเพิ่ม (better)   3) และถ้าลูกค้าคนไหนต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มขึ้นอีก แต่เราก็ต้องมีสิ่งที่เจ๋งจริง ๆ เช่น เพิ่มกุ้ง หรือไก่ เป็นต้น (best)   ตามธรรมชาติของคนส่วนใหญ่จะชอบสั่ง option กลางๆ ไม่ถูกมาก แต่ก็ไม่แพงมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถลองทำได้ คือ ตั้งราคาให้แบบที่ สอง และแบบที่สาม ไม่ต่างกันมาก   เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเมนูที่แพงที่สุด เพราะจะรู้สึกว่าได้รับคุณค่ามากกว่าแบบที่ 2 ได้ทานอาหารอร่อยๆ แต่จ่ายเพิ่มขึ้นนิดหน่อย   ==============   3) ให้แต่ละเมนูช่วยกันเพิ่มกำไรแบบทีมเวิร์ค   ใกล้เคียงกับเทคนิคที่ 2 ครับ ผมนึกถึงกลยุทธ์ของ Starbucks ร้านกาแฟขวัญใจคนทั้งโลก   “ไม่ควรเพิ่มราคาสินค้าที่ให้กำไรสูงสุด แต่ควรค่อยๆเพิ่มราคาสินค้าอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนกลางๆ”   สิ่งที่ Starbucks ทำคือเพิ่มราคาของกาแฟขนาด tall (ขนาดกลางสำหรับกาแฟร้อน) เพื่อให้ลูกค้าซื้อกาแฟ grande (ขนาดใหญ่) แทน…

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในการบริหารพนักงานหลายเชื้อชาติ

  “ต้นทุนค่าแรง” และ “ขาดแคลนแรงงานไทย” คงจะเป็นสองเหตุผลหลักที่ทำให้ร้านอาหารในบ้านเรา กลายเป็นร้านอาหารนานาชาติไปโดยปริยายว่ามั๊ยครับ   เมื่อมีความหลากหลาย แน่นอนว่าก็มีความแตกต่างตามมา ด้วยพื้นเพที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ทำให้กลายเป็นความท้าทายของร้านอาหารไทยในยุคนี้เช่นกัน ว่าจะปรับตัวอย่างไรในการบริหารพนักงานหลากหลายเชื้อชาติ   วันนี้เลยอยากชวนคิด เกี่ยวกับมุมมองที่เจ้าของร้านอาหารสามารถนำมาเริ่มปรับใช้ได้แบบเบา ๆ กันครับ   ===============   เข้าใจสิ่งที่เค้าเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น   “การบริหารพนักงานที่มีหลายเชื้อชาติ คือความท้าทายอย่างมากครับ” “แต่ถ้าทำได้ ก็คุ้มค่ามากเช่นกัน”   เป็นประโยคทองที่พี่เค วรทัศน์ ตันติมงคลสุข เจ้าของ LogisticOne ผู้นำธุรกิจขนส่งในกัมพูชา เล่าให้ผมฟังสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ   “รู้มั๊ย ว่าบางชนชาติเค้านอนพักตอนกลางวันกัน แล้วทำงานต่อตอนเย็น”    “ในขณะที่บางชนชาติจะขยันแบบสุดๆ ทำงานแบบไม่พักเลย”   สิ่งที่พี่เค อยากจะสื่อคือ ถ้าพวกเค้าทำอะไรที่ในมุมมองของเราเป็นเรื่องที่ผิด เรื่องที่ไม่ดี อย่าเพิ่งด่วนสรุปโดยใช้ “สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น” มาเป็นตัวตัดสิน   มันต่างกันนะครับ… เพราะธรรมชาติของเรา มักจะมองสิ่งต่างๆจากมุมมองของตัวเอง “ทำไมเค้าไม่ทำแบบนั้น ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้” ซึ่งหลายครั้งอาจจะทำให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง   สิ่งที่ควรทำ คือ ทำความเข้าใจลักษณะของคนแต่ละเชื้อชาติให้มากที่สุด ลองหาข้อมูลดู หรือถ้ารู้ประวัติศาสตร์ก็จะยิ่งช่วยทำให้เราเข้าใจความคิดของเค้าได้มากขึ้นเช่นกัน   ===============   เข้าเมืองตาหลิ่ว ไม่ต้องหลิ่วตาตามเสมอไป   ถูกครับ ว่าพวกเค้าเข้ามาทำงานที่บ้านเราก็ควรจะต้องพูดภาษาของเรา แต่อย่าลืมว่า การทำให้พวกเค้ารู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเปลี่ยนงานลดน้อยลง   “เคล็ดลับการเรียนรู้วัฒนธรรมให้เร็วที่สุด คือการเรียนรู้ภาษาเค้าคะ” เป็นคำแนะนำจาก คุณอรนุช ผการัตน์ นักธุรกิจไทยที่บุกเบิกทำธุรกิจในกัมพูชามานานหลายสิบปี   คุณอรนุช บอกว่าเรื่องเล็กน้อยที่คนพลาด คือเรื่องภาษา เพราะการที่เราเข้าใจภาษาเค้าจะช่วยทำให้เราคุยกับเค้าง่ายขึ้น สร้างความคุ้นเคย การทำงานก็ง่ายขึ้นมาก   “ภาษาไทย กับ สปป.ลาว แทบจะเหมือนกันเลย” “สำหรับภาษาไทย กับกัมพูชาเองก็ใกล้เคียงมาก ถ้าตั้งใจเรียน ก็ใช้เวลาไม่นาน”   เพราะฉะนั้นลองดูครับ อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆแต่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างอย่างมากให้กับพนักงานต่างชาติของเรา   ===============   แม้จะต่าง ก็ต้องการความเท่าเทียม   จริงๆแล้วไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร เรื่องความเท่าเทียมกันก็เป็นสิ่งพื้นฐานที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ   แต่ในกรณีนี้ ผมหมายถึงว่าต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษครับ เพราะหลายๆอย่างที่เป็นความต่างอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม   ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารภายในร้าน จากที่เคยติดประกาศต่างๆเป็นภาษาไทยทุกคนก็เข้าใจดี แต่ถ้ามีพนักงานต่างชาติ อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าใจ…

3 แนวคิดของศิลปินเกษตร “CORO Field”

“ผมกับน้องชายนิยามตัวเองว่าเป็นศิลปินเกษตร”   “ผมอยากทำธุรกิจที่จะช่วยให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้น ไม่มากก็น้อย”   เป็นคำพูดสั้นๆที่ทรงพลังมากครับ… แค่นี้ก็ทำให้ผมสนใจวิธีคิดของผู้ชายที่ชื่อว่า คุณพอท มิตรดนัย สถาวรมณี แล้ว   ==============   คุณพอทเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่สร้างชื่อจากการสร้างฟาร์มเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น“CORO Field”ที่สวนผึ้งจังหวัดราชบุรี จากการต่อยอดธุรกิจครอบครัวที่ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์   “ข้อดีของการได้สัมผัสชีวิตของพี่น้องเกษตร คือทำให้เห็นสัจธรรมของชีวิต ทำให้เข้าใจความรู้สึกของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติครับ”    “ชีวิตของใครบางคนที่ผม อยากทำให้ดีขึ้น ก็คือพี่น้องเกษตรกร เนี่ยละครับ” คุณพอทพูดเสริมด้วยสายตามุ่งมั่น   ==============   ผมนัดเจอกับคุณพอท ที่ร้านขนมหวานแห่งใหม่ที่ปั้นมากับมือ   “ผมให้นิยามร้าน CORO Field Dessert นี้ว่า เป็น Fresh Farm Dessert for CORO Field Farm”   แปลง่ายๆคือ เป็นร้านขนมหวานที่มีวัตถุดิบคุณภาพดีและสด ส่งตรงมาจากฟาร์ม CORO Field มาเสิร์ฟความอร่อยถึงใจกลางกรุงเทพมหานครครับ   ที่นี่เมนูหลักๆทำมาจาก 2 อย่าง อย่างแรกคือเป็น โทมิเมล่อน เป็นเมล่อนสีเขียวสดใส รสหวานมากครับ   และอีกชนิดคือ มันม่วงมุราซากิ ที่มีกลิ่นหอมเตะจมูกมาแต่ไกล   ทั้งเมล่อนและมันม่วง ที่ปลูกเอง ดูแลเอง และบางส่วนก็ซื้อจากสวนเกษตรกรในสวนผึ้ง ก่อนที่จะถูกรังสรรค์ให้เป็นเมนูขนมหวาน ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ที่เป็นเอกลักษณ์ในราคาที่สามารถจับต้องได้ ถูกใจคนรักผลไม้อย่างผมเลย   ==============   “สิ่งสำคัญสำหรับการทำธุรกิจร้านอาหาร คือ คุณต้องเข้าใจ 3 ขา นั่นคือ การเงิน, การตลาด และการบริหารจัดการ”   แต่ก่อนที่จะคุยถึงหลักคิด ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคุณพอท ถึงเลือกวัตถุดิบมาแค่ 2 ชนิด ทั้งๆที่ ฟาร์มของเค้าก็ปลูกผลไม้หลายชนิดที่น่าจะเอามาทำขนมได้เหมือนกัน   “อะไรที่เข้าใจยาก มันเข้าใจยากจริงๆ” “หน้าที่ของเรา คือต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจเราจริงๆ”   คุณพอท อธิบายเพิ่มเติมว่า เค้าต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านขนมของเค้าครับ ภายใน 5-10 วินาที ถ้าลูกค้าเดินผ่านร้านของเค้า ลูกค้าต้องเข้าใจทันทีว่ากำลังขายอะไร หรือนำเสนอคุณค่าอะไรให้   “เดี๋ยวนี้ Noise มันเยอะ หมายความว่าคนทำธุรกิจเยอะ ถ้าธุรกิจเราไม่ชัด ก็จะไม่เป็นที่จดจำในสายตาลูกค้า” “สำหรับผม… ถ้าลูกค้าอยากกินเมล่อน หรือมันม่วง ต้องนึกถึงร้านของผมครับ”   อืม…. ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆครับ   ==============   มาลุยหลักคิด 3 ขากันทีละข้อกันครับ   1) การเงิน   “สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะทำร้านอาหารหรือขนมหวาน ต้องทำ feasibility ครับ” “ต้องประเมินให้ได้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด เราจะยังอยู่รอดไหม”   ข้อนี้ผมเห็นด้วยมากครับ เพราะชีวิตจริงทำร้านอาหารกว่าจะติดตลาด หลายร้านต้องใช้เวลาเป็นปี นั่นหมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจจะไม่เหมือนที่เราฝันไว้   ซ้ำร้าย เราอาจจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติ, ความไม่สงบ, หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเลือกทำเลที่ตั้งผิด ลูกค้าอาจจะไม่เข้าร้านของเรา   คำถามคือ เราจะยังอยู่รอดได้หรือไม่ มีแผนรองรับอย่างไร   “และที่สำคัญ เราต้องประเมินด้วยว่า ขนาดของตลาดนั้นที่เราสนใจนั้น ใหญ่พอกับความต้องการของเราหรือป่าว” คุณพอทให้ข้อคิดเพิ่มเติมครับ   หลายครั้งเราทำแทบตาย เราพัฒนาตัวเองสุดๆ แต่ถ้าตลาดเล็ก ความต้องการอาหารประเภทนี้ไม่มากพอ ก็จะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่ทุ่มเทให้นะครับ  …

5 ค่าใช้จ่ายของร้านอาหารที่เจ้าของมักมองข้าม

  ผมคิดว่าหลายคนที่มีความฝันอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แน่นอนว่าสิ่งที่ทำอย่างแรก ก็คือหยิบกระดาษและเครื่องคิดเลขขึ้นมา ทั้งจดทั้งกดเครื่องคิดเลขคำนวณดูว่า “เงินที่คิดว่าจะขายได้” จะมากกว่า “เงินลงทุนที่ต้องใช้” หรือไม่?   ถ้ากด “เครื่องหมายเท่ากับ” ปุ๊บ! แล้วตัวเลขสุดท้ายออกมาไม่ติดลบ พูดแบบใจพองโตว่ามี “กำไร” นั่นเอง   ถ้าเลขสุดท้ายออกมาเป็นบวก แสดงว่าไอเดียการเปิดร้านอาหารของเรา น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หลายครั้ง การคำนวณเพื่อประเมินความเป็นไปได้ (ไม่รู้ว่าง่วงนอน หรือว่าคิดตอนกำลังดูละคร) ต้นทุนหลายอย่าง มักจะไม่ได้ถูกรวมเข้าไปหรือถูกรวมไม่ครบ   ผลก็คือ ทุกเช้าคุณตื่นขึ้นมาพลิกป้ายหน้าประตูเป็นร้านเป็น “เปิด” ด้วยรอยยิ้ม แต่พอถึงสิ้นเดือนที่ทำบัญชี รอยยิ้มกลับหายไปเพราะขาดทุน   วันนี้ผมมี 6 ค่าใช้จ่ายที่ควรจะถูกรวม แต่มักจะถูกลืม ของร้านอาหารมาแชร์ให้ฟังกันครับ   ———————   1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยี:   ในยุคที่เทคโนโลยีเกือบจะเป็นเหมือนอีกหนึ่งอวัยวะที่ขาดไม่ได้ แม้ว่าร้านอาหารที่เรากำลังจะเปิดไม่ได้ใหญ่โตเหมือนร้านอาหารตามห้างใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องคำนึงถึงนะครับ   ค่าใช้จ่ายที่ผมพูดถึง เช่น ราคาเครื่องเก็บเงินสด, ถาดใส่เงิน, เครื่องพิมพ์สลิป หรือกล้องวงจรปิด ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์เหล่านี้มีตั้งแต่ราคาหลักพันบาท จนถึงหลายๆหมื่น เพราะฉะนั้น ดูให้ละเอียดซักนิดนะครับ ว่าร้านเราต้องการสิ่งไหนบ้าง และราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับการใช้งาน รวมๆขึ้นมาก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยอยู่นะครับ   2. การทำโฆษณา:   ลองเริ่มจากการตอบคำถามว่า “คุณจะทำยังไงให้คนรู้ว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ และอยากมาลองชิม?” วิธีเริ่มต้นก็มีมากมาย ตั้งแต่ แจกใบปลิว ลงโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือใช้การตลาด   ออนไลน์ ประมาณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ครบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าทำใบปลิว แค่แรงคนแจกใบปลิว…

“ทำธุรกิจ จดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ดี?”

  “ทำธุรกิจในนามบุคคลแบบนี้ต่อไป หรือจะจดทะเบียนบริษัทดีกว่ากัน?”   สำหรับเจ้าของร้านอาหารทุกคน หากให้นึกย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เริ่มทำเปิดร้านอาหารเล็ก ๆแล้วให้เล่าให้ฟังว่าเจอปัญหาอะไรมาบ้าง ผมว่าคงเล่าได้เป็นวันๆเลยจริงมั๊ยครับ   ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องลูกน้อง เรื่องการหมุนเงิน การซื้อวัตถุดิบ หรือยอดขายไม่มากพอ ปัญหาทั้งหลายชวนปวดหัวทั้งนั้น   แต่วันนี้ ผมอยากมาชวนคิดถึง Good problem หรือปัญหาที่ถ้าเกิดขึ้น แสดงว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีกันบ้าง ถ้าใครเจอปัญหานี้ คงพร้อมแก้ปัญหาไปพร้อมรอยยิ้มเลยนะครับผมว่า “ทำธุรกิจในนามบุคคลแบบนี้ต่อไป หรือจะจดทะเบียนบริษัทดีกว่ากัน?” ———————————————-   หลายคนเริ่มต้นจากการขายอาหารในนามบุคคลธรรมดา คำอาจจะดูงงๆนิดหน่อย พูดง่ายๆก็คือเวลารับเงิน หรือออกเอกสารพวกใบเสร็จต่างๆให้ลูกค้า เราใช้ชื่อ นามสกุลเรานี่แหละ   ข้อดีก็คือ ได้ความคล่องตัวและไม่มีขั้นตอนซับซ้อน เช่น การทำบัญชีก็บันทึกง่ายๆ แบบรายรับ/รายจ่าย, ไม่ต้องจัดทำงบการเงินเพื่อนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และลดจำนวนแบบฟอร์มทางภาษีที่ต้องยื่นระหว่างเดือน   ถ้าอย่างนั้น แล้วทำไมเมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง คนส่วนมากถึงหันมาจดทะเบียนบริษัทกันละ?   “เพราะว่าบริษัทเสียภาษี น้อยกว่าบุคคลธรรมดา” อ่านถึงประโยคนี้แล้วอย่าเพิ่งรีบวิ่งไปจดทะเบียนบริษัทนะครับ อ่านต่อไปอีกนิด เพราะถึงแม้จะมีข้อดี ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน ———————————————-   “ก่อนตัดสินใจ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?”   1. พิจารณาค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเพิ่มว่าคุ้มหรือไม่   ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี   1.1 ค่าจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนนี้หากทำเอกสารไปยื่นเองอะไรเอง ค่าธรรมเนียมที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเก็บก็จะอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 บาท สำหรับทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แต่หากรู้สึกว่าทนความซับซ้อนของการกรอกเอกสารทั้งหลายไม่ไหว บริษัทบัญชีหลายแห่งก็รับทำให้ครับ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000-5,000 บาท   1.2…

“Hotto Bun กับแนวคิดจับตลาดเด็กรุ่นใหม่ ที่ใครๆกำลังจับตา”

    “เด็กรุ่นนี้ ถ้าเราทำให้เค้ารักได้ เค้าจะรักเลย” “แต่ถ้ายังทำไม่ได้ เค้าก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”   นี่เป็นข้อสังเกตของพี่เบียร์ ธนากร ปมุติโต เจ้าของร้านหนุ่มมาดเท่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Hotto Bun ร้านบันสไตล์ไต้หวัน แต่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเล่าให้ผมฟัง ด้วยตาเป็นประกาย   ==============   “จุดเริ่มต้นของเรา คืออยากทำร้านอาหารเป็นสถานที่ ที่ให้เพื่อนๆมีพื้นที่สังสรรค์กัน พูดคุยกัน เฮฮาเหมือนสมัยตอนที่อยู่นิวยอร์คด้วยกัน” “แต่วันนี้ถือว่ามาไกลเกินฝันของเรามากแล้วครับ” พี่เบียร์ยิ้มและเล่าอย่างภาคภูมิใจครับ   จำนวนสาขาที่มีกว่า 6 สาขา (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สามย่าน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ท่ามหาราช, เซ็นทรัลลาดพร้าว, และมหาวิทยาลัยมหิดล ) ด้วยเวลาเพียง 3 ปี และยอดขายที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดของพี่เบียร์และเพื่อนๆ ที่บอกว่ามาไกลเกินฝันได้อย่างดีเลยทีเดียว   “กลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่มลูกค้าที่บางคนกลัว แต่เป็นกลุ่มที่ผมถนัดครับ” พี่เบียร์เกริ่นแล้วอมยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนี้ ทำให้ผมต้องถามต่อว่า Hotto Bun มีแนวความคิดอย่างไร ในการทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มที่ได้ชื่อว่าอยู่กับแบรนด์ไม่ค่อยนาน   =====================   “ไม่ใช่แค่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร แต่ต้องเห็นให้ชัดว่ามีไลฟ์สไตล์ยังไง”   “เราควรจะเขียนตุ๊กตา (model) ออกมาก่อนเลยให้เห็นชัดๆว่า กลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร ใช้ชีวิตยังไง แต่งกายยังไง ถือกระเป๋ายังไง ใส่รองเท้ายังไง”   “สำหรับ Hotto Bun ลูกค้าเป็นเด็ก ปี 1 ปี 2 ใส่กางเกงขาสั้น ใส่ sneaker…