Subscribe & Follow:

Category :

Inspiration

วันนี้ชวนมาดู “ทางม้าลายสุดไฮเทค ที่มหานครเซี่ยงไฮ้” กันค่ะ

    #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ความเจ๋งของทางม้าลายนี้ คือ แสงตรงพื้นมันจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณไฟจราจร เช่น ถ้าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว พื้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพื่อบอกว่าให้เราสามารถเดินข้ามได้    หรือถ้าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง พื้นก็จะเปลี่ยนสีแดง เพื่อบอกว่าให้เราหยุด   เหมาะมากกกกกกกก สำหรับคนไหนที่ชอบจิ้ม ๆ มือถือ เอาแต่ก้มหน้า ไม่เห็นไฟจราจร 555   ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าประเทศที่เคยถูกพัฒนาช้ามาก แต่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำของโลกไปแล้วค่ะ   ใครเคยไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้นะค่ะ   ========   ความน่าทึ่งไม่ใช่สีสันสวย ๆ งาม ๆ หรือความอัจฉริยะของถนนเท่านั้นนะคะ จริง  ๆแล้วตอนนี้ที่สี่แยกจราจร และตามเมืองต่าง ๆในเซี่ยงไฮ้ เริ่มที่จะใช้กล้องวงจรปิดติดทั่วเมืองค่ะ (แต่ยังใช้แค่บางโซนนะคะ)   เป็นเทคโนโลยีนำร่องของ พี่ใหญ่อย่าง Alibaba (阿里巴巴) ของเฮียแจ๊ค หม่า (马云) โดยเริ่มใช้ที่แรกที่บ้านเกิดของเค้านั่นแหละค่ะ ที่หางโจว (杭州)    โครงการนี้ชื่อว่า “City Brain (ET城市大脑)” แปลเป็นไทยสั้นๆว่า มันสมองของเมืองค่ะ หรือแปลไทยให้เป็นไทย คือโครงการเมืองอัจฉริยะ อ้าว… เริ่มงงไปอีก   ต้องบอกว่า หนึ่งในปัญหาของเมืองใหญ่ ๆ ในจีน คือ ปัญหารถติดค่ะ (คล้าย ๆ กรุงเทพฯบ้านเราเลยเนอะ)    โดยระบบ AI ของ City Brain จะรวบรวมข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดตามสี่แยกต่างๆ แล้วก็ตำแหน่งที่ตั้งของรถบนท้องถนน และใช้ระบบจดจำใบหน้าคอยเก็บข้อมูลคน   ผลก็คือ มันจะคำนวณเลยค่ะว่า ไฟจราจรควรจะเปลี่ยนอย่างไร ที่แยกไหน เพื่อให้รถติดน้อยที่สุด หรือตรงไหนรถติด ระบบก็จะแจ้งไปยังตำรวจให้เข้ามาช่วยกันแก้ไขเคลียร์พื้นที่ให้   “ความเจ๋งคือ ช่วงไหนที่มีรถฉุกเฉิน หรือรถพยาบาลมาที่แยกไหน ระบบจะเปิดคำนวณ และจัดการสัญญาไฟจราจรเพื่อเปิดทางให้ ซึ่งขณะนี้ City Brain (ET城市大脑) ที่หางโจว (杭州) ช่วยลดเวลาและไปช่วยเหตุฉุกเฉินถึงที่หมายได้เร็วขึ้นเกือบ 50% และจัดการการจราจรได้ดีขึ้น 15%” นอกจากนี้ ระบบ AI ก็ยังสามารถช่วยคาดการณ์จราจรล่วงหน้าได้ด้วยนะคะ  สุดจริงๆ   โดยผู้บริหารของ Alibaba (阿里巴巴) มีแนวความคิดว่า ขณะนี้ 20% ของถนนกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อขยายเส้นทาง แต่แทนที่จะก่อสร้างถนนขึ้นใหม่เรื่อย ๆ เราควรหาทางจัดการกับถนน 80% ที่มีอยู่ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า   แหะ ๆ ไม่รู้ว่า Alibaba (阿里巴巴) จะสนใจแนวความคิดการจราจรบ้านเราบ้างมั๊ย ตอนเช้าช่องนี้ให้รถวิ่งไป แต่ตอนช่วงเย็นรถติด ๆ ให้รถฝั่งโน้นวิ่งกลับนะจ้า    ========   ข้อมูลเครื่องเคียง:   จำนวนประชากรเซี่ยงไฮ้: 19.87 ล้านคน (GDP 3.27 ล้านล้านหยวน หรือ 16 ล้านล้านบาท มากที่สุดในจีน) ใหญ่พอ  ๆกับ GDP ประเทศไทย ทั้งประเทศ    Market Cap ของ Alibaba: 3.87 แสนล้านเหรียญ (11 ล้านล้านบาท ใหญ่เกือบเท่ากับตลาดหุ้นไทยทั้งตลาด)   P/E: 31x, Net profit margin: 23%, รายได้: 5.6 หมื่นล้านเหรียญ (1.7 ล้านล้านบาท), กำไร: 1.3 หมื่นล้านเหรียญ (3.9 แสนล้านบาท)…

ทุกความสำเร็จ เริ่มมาจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ

“ไม่ได้เกิดในครอบครัวเศรษฐี” คงไม่ใช่ข้ออ้างในการเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือเริ่มลงทุน เพราะทุกความสำเร็จ เริ่มมาจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ   บริษัทที่ยิ่งใหญ่ 5 แห่งในวันนี้ ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นจากออฟฟิศเล็ก ๆ   แต่ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกันกว่า 2.3 ล้านล้านเหรียญ หรือ 60 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าตลาดหุ้นไทยทั้งตลาดเกือบ 4 เท่า!!     #ลงทุนนอกโลก #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุน   #Apple #Alibaba #Amazon #Disney #Google ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ [email protected]: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube Telegram: https://t.me/TAM_EIG…

วิธีรับมือกับการถูกปฏิเสธ ตามสไตล์เฮียแจ๊ค หม่า (马云)

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ตามประวัติแกเคยสมัครงาน KFC ไม่ได้ 30 ครั้ง เคยถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ได้   เคยสมัคร เข้าเรียน Harvard แล้วถูกปฏิเสธ 10 ครั้ง ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงเศร้าหมดกำลังใจกันแล้วใช่ไหมครับ   เคยพยายามระดมเงินทุน 5 ล้านเหรียญแรกในชีวิต แล้วถูกปฏิเสธ (ตอนนี้นักลงทุนกลุ่มนั้นคงเสียดายมาก ๆ)   เอ… ว่าแต่ว่า เค้าคิดอะไร เค้าทำยังไง ให้ไม่กลัวการถูกปฏิเสธ จนวันนี้ กลายเป็นหนึ่งในอภิมหาเศรษฐีเจ้าของ Alibaba (阿里巴巴) มาฟังความเห็นของเค้ากันครับ   =======   1. ต้องทำใจยอมรับก่อนว่า ถ้าคุณต้องการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องถูกปฏิเสธบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา   “คุณต้องทำตัวให้ชินกับการถูกปฏิเสธจากคนนับไม่ถ้วน ทั้งนักลงทุน, และลูกค้า” เฮียแจ๊ค หม่า (马云) บอกครับ   อันนี้ผมเห็นด้วยครับ การถูกปฏิเสธไม่ใช่เรื่องแปลกและถ้าเราทำใจได้ พอเราเจอการปฏิเสธความผิดหวังมันก็น้อยลงครึ่งนึงแล้วถูกไหมครับ   เฮียยกตัวอย่างซะเห็นภาพเลยครับ ว่า “ถ้าเราเป็นนักมวย แล้วไม่ทำตัวให้ชิน ว่าจะต้องถูกต่อย แล้วเราจะชกชนะคนอื่นได้ยังไง”   =======   2. การถูกปฏิเสธเป็นที่มาของโอกาส   “ถ้าช่วงแรกทุกคนเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของคุณ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นหมายความว่าโอกาสธุรกิจเหลือเพียงน้อยนิดแล้ว” เฮียหม่าบอกครับ   แต่ถ้าหากว่า ถ้ามีไม่กี่คนที่เชื่อในความคิดของคุณ “ตอนฟังตอนแรกก็คงจะห่อเหี่ยวใจ” แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่คุณเชื่อ และคุณคิดว่าน่าจะทำได้สำเร็จ ให้คุณลุยเต็มที่เลยครับ พิสูจน์ให้เค้าเห็นว่าพวกเค้าคิดผิด…

ทำไม Jack Ma ถึงแนะนำให้เด็กรุ่นใหม่ทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน

“ผมคิดว่า การทำงานแบบ 996 เป็นสิ่งที่ดีอย่างมากสำหรับคนรุ่นใหม่” เฮีย Jack Ma อภิมหาเศรษฐีและเจ้าของ Alibaba ให้คำแนะนำครับ   งงเลยใช่ไหมครับ มาเป็นรหัสลับแบบนี้   คำว่าการทำงานแบบ 996 ความหมายคือ การทำงาน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม (หรือ 9 P.M. ของเวลาฝรั่ง) เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ คือทำงานวันละ 12 ชั่วโมงต่อวัน   “หลายบริษัท และคนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ทำงานแบบ 996 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนไม่ดี” “ถ้าคุณไม่ทำงานหนักแบบ 996 ตั้งแต่ตอนวัยรุ่น แล้วคุณจะไปทำงานหนักตอนช่วงไหน” คุณ Jack Ma ตั้งข้อสังเกตครับ   แน่นอนว่าทุกคนบนโลกใบนี้ก็อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้นแหละครับ อยากมีชีวิตที่ดี อยากได้รับการยอมรับ   “ผมขอถามทุกคนหน่อยครับว่า ถ้าเราไม่ทุ่มเทกับการทำงาน ไม่ทุ่มเวลามากกว่าคนอื่น แล้วเราจะประสบความสำเร็จตามที่เราต้องการได้อย่างไร” “ผมรู้สึกโชคดีมาก และไม่เสียใจเลย ที่ได้มีโอกาสทำงานหนัก วันละ 12 ชั่วโมงต่อวันตอนช่วยวัยรุ่น”   แต่คุณ Jack Ma บอกว่า วัฒนธรรมการทำงานหนักต้องเกิดจากความต้องการของพนักงานเอง ไม่ใช่การไปบังคับ “ไม่มีใครที่ไหนหรอกที่อยากทำงาน ที่มีเจ้านายบังคับให้คนทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง”   “ถ้าคุณเจองานที่ใช่ การทำงานหนักจะไม่ใช่ปัญหาเลย” “แต่ถ้าคุณไม่มีความหลงใหลในงานที่ทำ ทุกๆนาทีที่ทำงานจะเป็นช่วงเวลาที่ทรมานใจอย่างมาก”   ==========   พอฟังเฮีย Jack Ma แบบนี้แล้วผมนึกถึงกฏ ของคุณ Malcolm ที่เคยพูดถึง กฏ 10,000 ชั่วโมง ที่แกไม่เชื่อว่าการมีพรสวรรค์จะทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องการฝึกฝนต่างหากที่จะทำให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำตามความฝันได้   ลองคำนวณเล่นว่า ถ้าเราฝึกฝนอะไรอย่างจริงๆจังๆ วันละ 4 ชม. เราจะใช้เวลาประมาณ 7…

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Jeff Bezos อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกครับ

แม้ว่าปีนี้เค้าจะเจอมรสุมชีวิตส่วนตัว แต่ด้านมุมมองการทำธุรกิจยังคงมีความเฉียบแหลม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรอ่าน ศึกษาและคิดตามอย่างมากครับ   ===========   1. พลังของความอยากรู้อยากเห็น   “นับตั้งแต่ที่เราเริ่มทำ Amazon ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรารู้ว่าเราอยากจะสร้างวัฒนธรรมของนักสร้าง(สิ่งใหม่ๆ) เป็นสังคมของคนที่สนใจใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็น เป็นนักสำรวจ” เฮีย Jeff Bezos นายใหญ่แห่งค่าย Amazon บอกในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปีนี้ครับ   เค้าอธิบายต่อว่า แม้ว่าทีมงานหลายคนจะเก่ง ตอนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่ยังต้องมีความกระหายอยากรู้อยากเห็นเหมือนเป็นมือใหม่อยู่เสมอ   “วิธีคิดที่เป็นนักสร้างนี่แหละ ที่ทำให้เราทำงานใหญ่สำเร็จ ช่วยให้เราคว้าโอกาสที่อาจจะดูยาก แต่สุดท้ายเราก็ทำสำเร็จ”   ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่องค์กรขนาดใหญ่ยังสามารถทำให้คนในองค์กรมีความกระหายอยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้แกเลยครับ (ถ้าหัวหน้าไม่มีความเชื่ออย่างแรงกล้า และผลักดันเต็มที่ ลูกน้องเองก็คงไม่ทำตาม จริงไหมครับ)   ===========   2. ความสำเร็จไม่ได้มาแบบง่ายๆ   ความสำเร็จเกิดจากการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ทดลอง ลงมือทำ แล้วก็คิดค้นใหม่ แล้วก็ลงมือทำอีกครั้ง   ทำแบบนี้ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก   “ความสำเร็จสามารถทำได้หลายทาง แต่ไม่มีทางเป็นเส้นตรง” ความหมายของแกคือ ความสำเร็จไม่มีทางได้มาง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากครับ   ===========   3. ความต้องการของลูกค้าสำคัญที่สุด   เฮีย bezos ยกตัวอย่างให้ฟังว่า บริษัท AWS (ให้บริการ cloud ธุรกิจที่ทำกำไรให้กับ Amazon มหาศาล)   เป็นธุรกิจที่มีลูกค้าหลายล้านราย และมีความหลากหลายมากๆ ตั้งแต่ startup เล็กๆ ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ หน่วยงานราชการ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กร ที่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าของตัวเองให้ดีที่สุด)   “พวกเราใช้เวลานานมากๆ ในการศึกษาความต้องการขององค์กรเหล่านั้น และวิธีคิดของทีมงานในองค์กร”“เราสร้าง AWS โดยมีพื้นฐานจากการฟังความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก”   เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆที่จะต้องถามความต้องการของลูกค้า และฟังเสียง (ความต้องการ) ของพวกเค้าอย่างตั้งใจ และพยายามหาวิธีที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเค้าให้ดีที่สุด ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด (เฮียแกให้ความสำคัญกับความเร็วของการปรับกลยุทธ์ธุรกิจมากๆครับ)   “ไม่มีธุรกิจไหนบนโลกใบนี้ที่สามารถอยู่รอดได้ โดยไม่สนใจความต้องการของลูกค้า”   การตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญแต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือการสร้างสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้ร้องขอ…

คุณรู้มั้ยว่านักกีฬา ดังระดับโลกเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไร?

เช้านี้ผมนั่งฟัง Ted talk อันนึงน่าสนใจดีครับ “คุณรู้มั้ยว่านักกีฬา ดังระดับโลกเขาประสบความสำเร็จได้อย่างไร?” เป็นคำพูดที่สะดุดหูผมมากครับ คนที่พูดนี้คือ คุณ Kenn Dickinson อดีตนักบาสเกตบอลในปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดังของ อเมริกาครับ “ นักกีฬาระดับซุปเปอร์สตาร์ทุกคนก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกเรานี่แหละไม่ได้เป็นซุปเปอร์แมน เหมือนที่หลายคนเข้าใจ” แต่สิ่งที่ทำให้กีฬาที่มีชือเสียงโด่งดัง มีผลงานเป็นที่ยอมรับระดับโลก แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างพวกเราคือ”วิธีคิดจินตนาการ” และ”วิธีการฝึกฝน” ครับ เช่น ถ้าเป็นนักบาสเกตบอล เค้าจะจินตนาการล่วงหน้าเลยว่า กำลังชู้ตลูกบาส ด้วยองศาประมาณไหน , ลูกหลุดออกจากมือ, ลูกกำลังโค้งลงห่วง และลูกกำลังลงห่วง ตาข่าย และได้ยินเสียงดัง “ซ้วบ” ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ เป็นพันรอบจนเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ในทางวิทยาศาสตร์เองก็พิสูจน์มาแล้วว่าการที่เราคิดจินตนาการบ่อยบ่อยเห็นภาพชัดเจนของเราในอนาคตก็เปรียบเสมือนกับว่าเราได้ฝึกซ้อมฝึกฝนจริงๆ เพราะฉะนั้นยิ่งฝึกจินตนาการเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เรานั้นใกล้ความฝันได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ================ เดือนที่แล้วผมเองมีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณ Andres Pira มหาเศรษฐีพันล้าน ที่มีอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ ที่ ภูเก็ต เค้าเป็นเจ้าของกิจการกว่า 19 แห่งตั้งแต่รีสอร์ทโรงแรมราคาทรัพย์สินร่วมกันหลายพันล้านบาท แต่เชื่อมั้ยครับว่าย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่แล้ว เค้าเป็นเพียงแค่วัยรุ่นธรรมดาเท่านั้นครับ เค้าย้ายมาอยู่เมืองไทย โดยให้เหตุผลว่าชอบเมืองไทย แต่มีเงินในกระเป๋าเพียงแค่ 100 เหรียญเท่านั้น เค้าไม่มีเงินซื้อข้าว ไม่มีที่อยู่ ต้องนอนข้างถนน ชีวิตรันทดมากเลยนะครับ จนกระทั่งตังหมดก็เลยส่งอีเมลไปขอตังค์เพื่อนแต่เพื่อนคนนั้นไม่ได้ให้ตังนะครับ สิ่งที่เค้าให้คุณ Andres คือหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “law of attraction” ครับ หนังสือเล่มนี้สอนให้เขาจินตนาการว่าในอนาคตเค้าอยากจะเป็นคนแบบไหนให้คิดเห็นภาพได้มากที่สุด ยิ่งเห็นภาพชัดมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งมีโอกาสดึงดูดให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พันธมิตร ความรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเอื้อให้เรามีโอกาสความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ผมถามเขาว่า แล้วความฝันในตอนนั้นของเค้าคืออะไร เค้าตอบผมว่า…

Sense of Urgency” ทักษะที่ทุกคนต้องมี…ก่อนที่จะสายเกินไป

“Sense of Urgency” ทักษะที่ทุกคนต้องมี…ก่อนที่จะสายเกินไป เคยสงสัยเหมือนผมไหมครับว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน บางคนรวยมาก หลายคนรวยโคตรๆ แต่บางคนทำยังไงก็ทำไม่ขึ้น ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองขยันมากพอแล้ว “องค์กรส่วนใหญ่ล้มเหลว มากกว่า 80%” “ส่วนถ้าเป็นระดับบุคคล คนที่อยากเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ล้มเหลวเกือบหมด” เป็นคำพูดของ คุณ Brigita Tomas ที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดังครับ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ “Sense of Urgency” ครับ แปลเป็นไทยง่ายๆ คือ ขาดความรู้สึกว่าต้องทำอะไรแบบด่วนๆ ส่วนใหญ่จะชอบทำตัวชิลๆจนกว่าจะตกอยู่ภาวะคับชันแล้ว ================ เอาให้เห็นภาพแบบนี้ครับ จะมีสักกี่คนที่จะเริ่มดูแลสุขภาพ ถ้ายังไม่ป่วย จะมีสักคนที่อยากตั้งใจเก็บเงินเต็มที่ ถ้ายังไม่ตกงาน จะมีสักกี่คนที่จะแสดงความรักกับแฟนเต็มที่ ถ้าแฟนยังไม่ทิ้งกันไป . เริ่มเข้าใจ Sense of urgency มากขึ้นไหมครับ มันเหมือนจะมีพลังพิเศษ ตามสัญชาตญานของคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่มันมักจะมา ตอนที่ตกอยู่ในภาวะคับขันเท่านั้น . แต่หลายครั้ง กว่าเราจะเริ่มรู้ตัวว่าต้องปรับปรุงตัวเอง เปลี่ยนตัวเอง ก็อาจจะสายเกินไปแล้ว ================ สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้คุยกับ พี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ หัวเรือใหญ่ของ COL ยักษ์ใหญด้านธุรกิจจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน รวมไปถึงสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ผ่านออนไลน์ “คุณอิก ครับกว่าผมจะมาถึงทุกวันนี้ได้ มันเกิดจากการมี sense of urgency ครับ” เป็นบทสรุปที่พี่หมูเล่าให้ผมฟัง ว่าทำไมธุรกิจครอบครัวเล็กๆถึงเติบใหญ่เป็นธุรกิจรายได้หมื่นล้านบาทได้ ในเวลาไม่กี่ปี ตอนสมัยที่พี่หมูยังเรียน ป.ตรี คุณพ่อบอกลูกๆว่า “กำลังจะหนีหนี้” ธุรกิจกำลังจะเจ๊ง นั่นเป็นครั้งแรกที่พี่หมู สัมผัสและเข้าใจความหมายของ sense…

Editor’s pick