Subscribe & Follow:

SMEs

5 เทคนิค เพิ่มกำไรอย่างไรที่ลูกค้ายังเต็มใจจ่าย?

5 เทคนิค เพิ่มกำไรอย่างไรที่ลูกค้ายังเต็มใจจ่าย? 1) ใช้กฏ 80:20 มาช่วย “โดยทั่วไป เมนูอาหารไม่ได้ขายดีทุกตัว” พี่พอท มิตรดนัย สถาวรมณี เจ้าของ Coro Field Dessert ร้านขนมหวานตอบคำถามว่า ถ้าอยากจะปรับเพิ่มราคาอาหาร แต่ทำยังไงลูกค้าถึงเต็มใจจ่าย พี่พอท อธิบายเทคนิคให้ผมฟังต่อว่า ยอดขายส่วนใหญ่จะเป็นไปตามกฏ 80:20 เลยครับ สมมุตว่าในร้านมี 10 เมนู ส่วนใหญ่จะมีเมนูที่ขายดีมากๆ แค่ 2 เมนู แต่สร้างยอดขายได้สัดส่วน 80% ของทั้งร้านครับ “เรายังไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าที่เราขายดีมากๆได้ในทันที ไม่งั้นแฟนคลับที่ทานประจำอาจจะไม่พอใจ และทำให้มีปัญหาตามมา” เทคนิคที่พี่พอท แนะนำให้ใช้คือ ค่อยๆตัดเมนูที่ขายไม่ออก แล้วคิดเมนูใหม่ แล้วค่อยเพิ่มราคา “ถ้าปรับเมนู ทั้งเล่มถ้าผมเป็นลูกค้า ผมก็ยัวะนะ” พี่พอทให้ความเห็นเพิ่มเติมครับ ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับกลยุทธ์ของพี่พอทนะครับ เพราะถ้าเป็นสินค้าใหม่ แล้วถ้ามีความแปลกใหม่ ถ้าผมเป็นลูกค้า ผมเองก็คงเต็มใจอยากจะลอง แม้ว่าราคาจะแพงขึ้นก็ตามครับ แต่ถ้าขึ้นราคาทุกเมนูก็อาจจะอยากลองไปทานร้านข้างๆดู 🙂 ============== 2) ให้มาก ยิ่งได้มาก อีกวิธีที่ช่วยทำให้เราขายอาหารได้ในราคาที่สูงขึ้นคือ การปรับเมนูอาหารให้เป็น 3 รูปแบบครับ ตามทฤษฎี Good, Better และ Best เช่น 1) อาหารแบบแรก อาจจะมี พาสตา กับซอสธรรมดา (good) 2) ถ้าลูกค้าต้องการให้ใส่ผักและเห็ดด้วย ก็จะเป็นอาหารแบบที่ 2 แต่ต้องยอมจ่ายเพิ่ม (better) 3) และถ้าลูกค้าคนไหนต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มขึ้นอีก แต่เราก็ต้องมีสิ่งที่เจ๋งจริงๆเช่น เพิ่มกุ้ง หรือไก่ เป็นต้น (best) ตามธรรมชาติของคนส่วนใหญ่จะชอบสั่ง option กลางๆ ไม่ถูกมาก แต่ก็ไม่แพงมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถลองทำได้ คือ ตั้งราคาให้แบบที่ สอง และแบบที่สาม ไม่ต่างกันมาก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเมนูที่แพงที่สุด เพราะจะรู้สึกว่าได้รับคุณค่ามากกว่าแบบที่ 2 ได้ทานอาหารอร่อยๆ แต่จ่ายเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ============== 3) ให้แต่ละเมนูช่วยกันเพิ่มกำไรแบบทีมเวิร์ค ใกล้เคียงกับเทคนิคที่ 2 ครับ ผมนึกถึงกลยุทธ์ของ Starbucks ร้านกาแฟขวัญใจคนทั้งโลก “ไม่ควรเพิ่มราคาสินค้าที่ให้กำไรสูงสุด แต่ควรค่อยๆเพิ่มราคาสินค้าอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนกลางๆ” สิ่งที่ Starbucks ทำคือเพิ่มราคาของกาแฟขนาด tall (ขนาดกลางสำหรับกาแฟร้อน) เพื่อให้ลูกค้าซื้อกาแฟ grande (ขนาดใหญ่) แทน ซึ่งเป็นขนาดที่ร้านกาแฟมีกำไรสูงสุด หรืออีกตัวอย่างคือ “ร้านอาหารทะเลครับ” ปกติแล้วร้านอาหารทะเลจะมีประเภทอาหารที่มีอัตราทำกำไรสูงที่สุด เช่น ล็อบสเตอร์ ถ้าเราเพิ่มสินค้าอื่นๆ ที่กำไรน้อยกว่า ล้อปสเตอร์ เช่น หอย, ปู ลูกค้าก็จะเริ่มหันมามอง ล็อปสเตอร์มากขึ้น และถ้าเราใช้อีกกลยุทธ์คือให้พนักงานเสิร์ฟ แอบเชียร์ล็อปสเตอร์ โดยเล่าคุณประโยชน์ของสารอาหาร ก็จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสโน้มน้าวให้ลูกค้าสั่งได้ครับ (แต่ล็อปสเตอร์ต้องดีจริงนะครับ ไม่งั้นลูกค้าจะไม่สั่งอีกเลย ============== 4) ใช้เหยื่อล่อ กลยุทธ์ของ McDonald’s ช่วงหนึ่งคือการลดราคา ชีสเบอร์เกอร์ ขายแค่ 1 ดอลลาร์ แค่นี้คนก็แห่มาซื้อเต็มร้านเลยครับ แต่ทำไม McDonald ถึงใช้วิธีนี้? เพราะเค้ารู้ว่าตามธรรมชาติของคนทั่วไป ถ้าเห็นว่าลดราคามากๆ ก็อาจจะเปลี่ยนใจแทนที่จะกินร้านอื่น มากินร้านนี้แทน และธรรมชาติอีกนั่นแหละครับ ที่ปกติแล้วถ้าลูกค้าสั่งแฮมเบอร์เกอร์ ลูกค้าก็จะต้องสั่งเฟรนช์ฟรายส์, และน้ำดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตราทำกำไรสูงมากกว่านั่งเองครับ กลยุทธ์นี้จะทำให้ ร้านอาหารในภาพรวมมีกำไรมาก แม้ว่าจะมีรายการอาหารบางอย่างที่ได้กำไรน้อยก็ตาม และข้อดีอีกอย่างคือ มีโอกาสได้ลูกค้าคนใหม่ๆที่ยังไม่เคยทานร้านเรา  วิธีนี้ดีครับ แต่ไม่ควรทำบ่อยและควรจำกัดเวลา (ระบุวันที่กำหนดชัดเจน) เพราะลูกค้าจะชินและรอวันที่ลดราคา ทำให้ยอดขายช่วงที่ไม่มีส่วนลด อาจจะไม่ดี ============== 5) ปรับขนาดของอาหารให้เหมาะสม การจะใช้เทคนิคนี้ต้องคอยสังเกตดูว่า ปกติแล้วลูกค้าทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มหมดหรือไม่ ถ้าปกติลูกค้าทานแค่ครึ่งเดียว เราก็อาจจะลองลดขนาดลงมาให้เหมาะสม ขยับราคาลงมาซักหน่อย แต่จุดนี้ต้องระวังเพราะลูกค้าบางคนอาจจะคิดว่าเราให้น้อยลง แล้วอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจนะครับ แม้เทคนิคนี้อาจจะทำให้รายได้น้อยลง แต่จะทำให้การบริหารวัตถุดิบทำง่ายขึ้น มีของเหลือทิ้งน้อยลงและมีกำไรมากขึ้นในระยะยาว ============== ได้อ่านเทคนิคครบแล้ว บางคนอาจจะนำไปใช้ 1 เทคนิค บางคนอาจจะนำไปใช้ได้มากกว่านั้น แต่ก็ต้องอย่าลืมนะครับ ว่าหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้ของการเปิดร้านอาหาร คือ รสชาติอร่อย บริการดี และคุณค่าเหมาะสม เพราะถ้าไม่มี 3 สิ่งนี้แล้ว การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ก็เหมือนการถึงเป้าหมายแค่ระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว กลับเข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้า….ไม่ได้

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในการบริหารพนักงานหลายเชื้อชาติ

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในการบริหารพนักงานหลายเชื้อชาติ “ต้นทุนค่าแรง” และ “ขาดแคลนแรงงานไทย” คงจะเป็นสองเหตุผลหลักที่ทำให้ร้านอาหารในบ้านเรา กลายเป็นร้านอาหารนานาชาติไปโดยปริยายว่ามั๊ยครับ เมื่อมีความหลากหลาย แน่นอนว่าก็มีความแตกต่างตามมา ด้วยพื้นเพที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ทำให้กลายเป็นความท้าทายของร้านอาหารไทยในยุคนี้เช่นกัน ว่าจะปรับตัวอย่างไรในการบริหารพนักงานหลากหลายเชื้อชาติ วันนี้เลยอยากชวนคิด เกี่ยวกับมุมมองที่เจ้าของร้านอาหารสามารถนำมาเริ่มปรับใช้ได้แบบเบาๆกันครับ =============== เข้าใจสิ่งที่เค้าเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น “การบริหารพนักงานที่มีหลายเชื้อชาติ คือความท้าทายอย่างมากครับ” “แต่ถ้าทำได้ ก็คุ้มค่ามากเช่นกัน” เป็นประโยคทองที่พี่เค วรทัศน์ ตันติมงคลสุข เจ้าของ LogisticOne ผู้นำธุรกิจขนส่งในกัมพูชา เล่าให้ผมฟังสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ “รู้มั๊ย ว่าบางชนชาติเค้านอนพักตอนกลางวันกัน แล้วทำงานต่อตอนเย็น”  “ในขณะที่บางชนชาติจะขยันแบบสุดๆ ทำงานแบบไม่พักเลย” สิ่งที่พี่เค อยากจะสื่อคือ ถ้าพวกเค้าทำอะไรที่ในมุมมองของเราเป็นเรื่องที่ผิด เรื่องที่ไม่ดี อย่าเพิ่งด่วนสรุปโดยใช้ “สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น” มาเป็นตัวตัดสิน มันต่างกันนะครับ… เพราะธรรมชาติของเรา มักจะมองสิ่งต่างๆจากมุมมองของตัวเอง “ทำไมเค้าไม่ทำแบบนั้น ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้” ซึ่งหลายครั้งอาจจะทำให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง สิ่งที่ควรทำ คือ ทำความเข้าใจลักษณะของคนแต่ละเชื้อชาติให้มากที่สุด ลองหาข้อมูลดู หรือถ้ารู้ประวัติศาสตร์ก็จะยิ่งช่วยทำให้เราเข้าใจความคิดของเค้าได้มากขึ้นเช่นกัน =============== เข้าเมืองตาหลิ่ว ไม่ต้องหลิ่วตาตามเสมอไป ถูกครับ ว่าพวกเค้าเข้ามาทำงานที่บ้านเราก็ควรจะต้องพูดภาษาของเรา แต่อย่าลืมว่า การทำให้พวกเค้ารู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเปลี่ยนงานลดน้อยลง “เคล็ดลับการเรียนรู้วัฒนธรรมให้เร็วที่สุด คือการเรียนรู้ภาษาเค้าคะ” เป็นคำแนะนำจาก คุณอรนุช ผการัตน์ นักธุรกิจไทยที่บุกเบิกทำธุรกิจในกัมพูชามานานหลายสิบปี คุณอรนุช บอกว่าเรื่องเล็กน้อยที่คนพลาด คือเรื่องภาษา เพราะการที่เราเข้าใจภาษาเค้าจะช่วยทำให้เราคุยกับเค้าง่ายขึ้น สร้างความคุ้นเคย การทำงานก็ง่ายขึ้นมาก “ภาษาไทย กับ สปป.ลาว แทบจะเหมือนกันเลย” “สำหรับภาษาไทย กับกัมพูชาเองก็ใกล้เคียงมาก ถ้าตั้งใจเรียน ก็ใช้เวลาไม่นาน” เพราะฉะนั้นลองดูครับ อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆแต่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างอย่างมากให้กับพนักงานต่างชาติของเรา =============== แม้จะต่าง ก็ต้องการความเท่าเทียม จริงๆแล้วไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร เรื่องความเท่าเทียมกันก็เป็นสิ่งพื้นฐานที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ แต่ในกรณีนี้ ผมหมายถึงว่าต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษครับ เพราะหลายๆอย่างที่เป็นความต่างอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารภายในร้าน จากที่เคยติดประกาศต่างๆเป็นภาษาไทยทุกคนก็เข้าใจดี แต่ถ้ามีพนักงานต่างชาติ อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าใจ แล้วเรามีวิธีการอื่นมาเสริมเพื่อให้พนักงานกลุ่มนี้ได้รับข้อมูลเท่าเทียมกับคนอื่นๆหรือไม่? =============== เปิดใจเพื่อเข้าใจ ให้เยอะกว่าเดิม ข้อนี้จำเป็นสำหรับการบริหารพนักงานในทุกที่ครับ โดยเฉพาะสังคมที่ขี้เกรงใจแบบวัฒนธรรมเอเชีย “การที่เค้าพยักหน้า อาจจะไม่ได้แปลว่าเค้าเข้าใจนะครับ” “และหลายเชื้อชาติ เวลามีปัญหา…เค้าอาจจะไม่กล้าพูด” พี่เค วรทัศน์ ยกตัวอย่างเพิ่มเติม พนักงานบางคนจะรู้สึกต้องให้เกียรติผู้บังคับบัญชา เพราะฉะนั้นก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ความน่ากลัวของการไม่พูด มีหลายอย่าง ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาตามมาเช่น เราจะคิดไปเอง ทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะสื่อสารแบบนั้น หรืออีกด้านคือ ผู้บริหารจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เพราะพนักงานไม่เคยบอกปัญหาให้ฟัง วิธีแก้คือ ผู้บริหารอาจจะใช้วิธีชวนพนักงานไปทานข้าวด้วยกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเกิดความคุ้นเคย และกล้าที่จะเล่าปัญหาให้ฟังเมื่อมีปัญหา “อย่าลืมว่า ธรรมชาติของคนจะรู้สึกดีที่ผู้บริหารรับฟัง” “ในขณะที่การขาดการทำความเข้าใจ นานวันเข้าจะทำให้เกิดความแตกแยก” ถ้าเราไม่เริ่มเปิดใจฟังทีมงาน กว่าจะรู้ตัวอีกที…. ร้านอาหารของเราก็อาจจะเสียหายไปแล้ว =============== ความเห็นของ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน มุมมองเหล่านี้ นอกจากมองเห็นแล้ว เราต้องลงมือฝึกฝนด้วยเช่นกัน เหตุผลที่ผมใช้คำว่าฝึกฝน เพราะเรื่องของการจัดการคนไม่ใช่ทักษะที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน โดยเฉพาะ ทักษะการบริหารจัดการร้านที่มีพนักงานหลายเชื้อชาติแล้ว ไม่ง่ายเลยนะครับ ทำวันละนิด ฝึกฝนวันละหน่อย จะทำให้เราเข้าใจคนในแต่ละชาติมากขึ้น ยิ่งเราเข้าใจเค้ามากเท่าไหร่ ก็จะช่วยทำให้สามารถดึงคนให้ทำงานกับเราได้นานขึ้น … สิ่งที่เจ้าของร้านทุกคนต้องการ จริงมั๊ยครับ?

3 แนวคิดของศิลปินเกษตร “CORO Field”

3 แนวคิดของศิลปินเกษตร “CORO Field” “ผมกับน้องชายนิยามตัวเองว่าเป็นศิลปินเกษตร” “ผมอยากทำธุรกิจที่จะช่วยให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้น ไม่มากก็น้อย” เป็นคำพูดสั้นๆที่ทรงพลังมากครับ… แค่นี้ก็ทำให้ผมสนใจวิธีคิดของผู้ชายที่ชื่อว่า คุณพอท มิตรดนัย สถาวรมณี แล้ว ============== คุณพอทเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่สร้างชื่อจากการสร้างฟาร์มเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น“CORO Field”ที่สวนผึ้งจังหวัดราชบุรี จากการต่อยอดธุรกิจครอบครัวที่ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ข้อดีของการได้สัมผัสชีวิตของพี่น้องเกษตร คือทำให้เห็นสัจธรรมของชีวิต ทำให้เข้าใจความรู้สึกของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติครับ”  “ชีวิตของใครบางคนที่ผม อยากทำให้ดีขึ้น ก็คือพี่น้องเกษตรกร เนี่ยละครับ” คุณพอทพูดเสริมด้วยสายตามุ่งมั่น ============== ผมนัดเจอกับคุณพอท ที่ร้านขนมหวานแห่งใหม่ที่ปั้นมากับมือ “ผมให้นิยามร้าน CORO Field Dessert นี้ว่า เป็น Fresh Farm Dessert for CORO Field Farm” แปลง่ายๆคือ เป็นร้านขนมหวานที่มีวัตถุดิบคุณภาพดีและสด ส่งตรงมาจากฟาร์ม CORO Field มาเสิร์ฟความอร่อยถึงใจกลางกรุงเทพมหานครครับ ที่นี่เมนูหลักๆทำมาจาก 2 อย่าง อย่างแรกคือเป็น โทมิเมล่อน เป็นเมล่อนสีเขียวสดใส รสหวานมากครับ และอีกชนิดคือ มันม่วงมุราซากิ ที่มีกลิ่นหอมเตะจมูกมาแต่ไกล ทั้งเมล่อนและมันม่วง ที่ปลูกเอง ดูแลเอง และบางส่วนก็ซื้อจากสวนเกษตรกรในสวนผึ้ง ก่อนที่จะถูกรังสรรค์ให้เป็นเมนูขนมหวาน ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ที่เป็นเอกลักษณ์ในราคาที่สามารถจับต้องได้ ถูกใจคนรักผลไม้อย่างผมเลย ============== “สิ่งสำคัญสำหรับการทำธุรกิจร้านอาหาร คือ คุณต้องเข้าใจ 3 ขา นั่นคือ การเงิน, การตลาด และการบริหารจัดการ” แต่ก่อนที่จะคุยถึงหลักคิด ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคุณพอท ถึงเลือกวัตถุดิบมาแค่ 2 ชนิด ทั้งๆที่ ฟาร์มของเค้าก็ปลูกผลไม้หลายชนิดที่น่าจะเอามาทำขนมได้เหมือนกัน “อะไรที่เข้าใจยาก มันเข้าใจยากจริงๆ” “หน้าที่ของเรา คือต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจเราจริงๆ” คุณพอท อธิบายเพิ่มเติมว่า เค้าต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านขนมของเค้าครับ ภายใน 5-10 วินาที ถ้าลูกค้าเดินผ่านร้านของเค้า ลูกค้าต้องเข้าใจทันทีว่ากำลังขายอะไร หรือนำเสนอคุณค่าอะไรให้ “เดี๋ยวนี้ Noise มันเยอะ หมายความว่าคนทำธุรกิจเยอะ ถ้าธุรกิจเราไม่ชัด ก็จะไม่เป็นที่จดจำในสายตาลูกค้า” “สำหรับผม… ถ้าลูกค้าอยากกินเมล่อน หรือมันม่วง ต้องนึกถึงร้านของผมครับ” อืม…. ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆครับ ============== มาลุยหลักคิด 3 ขากันทีละข้อกันครับ 1) การเงิน “สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะทำร้านอาหารหรือขนมหวาน ต้องทำ feasibility ครับ” “ต้องประเมินให้ได้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด เราจะยังอยู่รอดไหม” ข้อนี้ผมเห็นด้วยมากครับ เพราะชีวิตจริงทำร้านอาหารกว่าจะติดตลาด หลายร้านต้องใช้เวลาเป็นปี นั่นหมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจจะไม่เหมือนที่เราฝันไว้ ซ้ำร้าย เราอาจจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติ, ความไม่สงบ, หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเลือกทำเลที่ตั้งผิด ลูกค้าอาจจะไม่เข้าร้านของเรา คำถามคือ เราจะยังอยู่รอดได้หรือไม่ มีแผนรองรับอย่างไร “และที่สำคัญ เราต้องประเมินด้วยว่า ขนาดของตลาดนั้นที่เราสนใจนั้น ใหญ่พอกับความต้องการของเราหรือป่าว” คุณพอทให้ข้อคิดเพิ่มเติมครับ หลายครั้งเราทำแทบตาย เราพัฒนาตัวเองสุดๆ แต่ถ้าตลาดเล็ก ความต้องการอาหารประเภทนี้ไม่มากพอ ก็จะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่ทุ่มเทให้นะครับ ============== 2.การตลาด “ทุกสิ่งที่ผมพูด ทุกสิ่งที่ผมให้นิยาม ผมทำมันจริงๆ” สิ่งที่คุณพอท อยากจะช่วยพี่น้องเกษตรกร ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เค้าก็ทำอย่างนั้นจริงๆครับ  โดยให้มองว่าร้านขนมของเค้า จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าของเกษตรกร ไม่ต้องผ่านตัวกลางทำให้เกษตรกรได้รายรับไปเต็มๆ แถมไม่ต้องลุ้นว่าจะขายได้หรือไม่ เพราะยิ่งร้านของเค้าขายดีเท่าไหร่ เกษตรกรก็มีโอกาสขายของได้มากเท่านั้น “และสิ่งที่สำคัญก่อนที่จะทุ่มเม็ดเงินทางการตลาด เราต้องรู้ก่อนว่า คนที่กินของแบบนี้เค้าอยุ่ไหน”  สำหรับ CORO Field Dessert ลูกค้าของเราคือ ครอบครัว, คู่รัก และแก๊งเพื่อน ทำให้เค้ามองว่าเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นสถานที่ที่ใช่ เพราะเป็นสถานที่รวมตัวกันของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเค้า ถ้าเรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราอยู่ตรงไหน เราก็แค่หาเครื่องมือการตลาดที่จะทำให้เราไปอยู่ตรงนั้น เพื่อให้ลูกค้าได้มาทดลองทานขนมที่ร้านของเรา ============== 3.บริหารจัดการ “การทำธุรกิจ ต้องอย่าลืมคำนึงถึงจุดคุ้มทุนหรือ Break even ต่อวันด้วย” คุณพอทเสริมว่า เราควรคำนวณต้นทุนให้รอบด้าน ต้องคิดให้หมด ทั้งค่าเช่า, ค่าวัตถุดิบ ค่าการตลาด ค่าพนักงาน  แล้วลองคำนวณต่อวันว่าเราต้องทำยอดขายให้ได้เท่าไหร่ถึงจะถึงจุดคุ้มทุน ให้เร็วที่สุดในแต่ละวัน ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่หลายคนทำไม่ได้ดี และมักจะเป็นจุดตายของธุรกิจร้านอาหารและขนมหวานคือ “ต้นทุน” ครับ ต้นทุนอันไหนที่ลดได้ ก็ต้องลด ถ้าลดไม่ได้ก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ นี่คือหลักคิดครับ การที่คุณพอท เลือกเอาวัตถุดิบเพียงแค่สองชนิด คือ เมล่อน และมันม่วง นอกจากจะมีข้อดีด้านการตลาดแล้ว บริหารจัดการวัตถุดิบก็ง่าย และยังมีข้อดีด้านการบริหารจัดการต้นทุนด้วยครับ “งานหลังบ้านจะง่ายขึ้นเยอะ ทั้งการขนส่ง หรือการที่ได้ Economy of scale ต้นทุนโดยรวมก็ยิ่งถูกลง” “ผมควบคุมต้นทุนทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยอมไม่ได้คือ ต้นทุนวัตถุดิบ” คุณพอทจะรับซื้อเฉพาะวัตถุดิบที่มีคุณภาพเท่านั้น แม้ว่าจะต้องจ่ายแพงก็ตาม “เหตุผลคือ ทุกวันนี้ลูกค้าฉลาด ถ้าพบว่าวัตถุดิบไม่ดีก็จะมาแค่ครั้งเดียว ต่อให้เรามีการตลาดดีแค่ไหน บริหารจัดการดีเพียงใด” “แต่ถ้าสินค้าไม่ดีลูกค้าเค้าก็มาทานแค่ครั้งเดียว ไม่คุ้มครับ” ============== ความเห็นของถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน คุยกับคุณพอทแล้ว ทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการทำร้านอาหารและร้านขนม ผมว่าสิ่งที่จะปรุงให้ธุรกิจร้านอาหารและร้านขนมประสบความสำเร็จได้ นอกจากหลักการพื้นฐาน เช่น การทำตลาด หรือการคำนวณด้านตัวเลขแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ “ความฝัน” ความฝันของศิลปินเกษตรอย่างคุณพอท คือทำให้ CORO Field เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ชีวิตเกษตรดีขึ้น ความฝันนี้ทำให้ CORO Field มีภาพใหญ่ที่ต้องการเป็นเหมือน “เป้าหมาย” สิ่งที่ตามมาก็คือแนวทางการทำธุรกิจและภาพลักษณ์ที่ชัดเจน กลั่นมาออกเป็นหลักความคิดที่คุณพอทเล่าให้ผมฟังในวันนี้ แล้วคุณละครับ ความฝันของการทำร้านอาหารหรือร้านขนมของคุณคืออะไร?

5 ค่าใช้จ่ายของร้านอาหารที่เจ้าของมักมองข้าม

5 ค่าใช้จ่ายของร้านอาหารที่เจ้าของมักมองข้าม ผมคิดว่าหลายคนที่มีความฝันอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แน่นอนว่าสิ่งที่ทำอย่างแรก ก็คือหยิบกระดาษและเครื่องคิดเลขขึ้นมา ทั้งจดทั้งกดเครื่องคิดเลขคำนวณดูว่า “เงินที่คิดว่าจะขายได้” จะมากกว่า “เงินลงทุนที่ต้องใช้” หรือไม่? ถ้ากด “เครื่องหมายเท่ากับ” ปุ๊บ! แล้วตัวเลขสุดท้ายออกมาไม่ติดลบ พูดแบบใจพองโตว่ามี “กำไร” นั่นเอง ถ้าเลขสุดท้ายออกมาเป็นบวก แสดงว่าไอเดียการเปิดร้านอาหารของเรา น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หลายครั้ง การคำนวณเพื่อประเมินความเป็นไปได้ (ไม่รู้ว่าง่วงนอน หรือว่าคิดตอนกำลังดูละคร) ต้นทุนหลายอย่าง มักจะไม่ได้ถูกรวมเข้าไปหรือถูกรวมไม่ครบ ผลก็คือ ทุกเช้าคุณตื่นขึ้นมาพลิกป้ายหน้าประตูเป็นร้านเป็น “เปิด” ด้วยรอยยิ้ม แต่พอถึงสิ้นเดือนที่ทำบัญชี รอยยิ้มกลับหายไปเพราะขาดทุน วันนี้ผมมี 6 ค่าใช้จ่ายที่ควรจะถูกรวม แต่มักจะถูกลืม ของร้านอาหารมาแชร์ให้ฟังกันครับ ——————— 1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยี: ในยุคที่เทคโนโลยีเกือบจะเป็นเหมือนอีกหนึ่งอวัยวะที่ขาดไม่ได้ แม้ว่าร้านอาหารที่เรากำลังจะเปิดไม่ได้ใหญ่โตเหมือนร้านอาหารตามห้างใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องคำนึงถึงนะครับ ค่าใช้จ่ายที่ผมพูดถึง เช่น ราคาเครื่องเก็บเงินสด, ถาดใส่เงิน, เครื่องพิมพ์สลิป หรือกล้องวงจรปิด ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์เหล่านี้มีตั้งแต่ราคาหลักพันบาท จนถึงหลายๆหมื่น เพราะฉะนั้น ดูให้ละเอียดซักนิดนะครับ ว่าร้านเราต้องการสิ่งไหนบ้าง และราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับการใช้งาน รวมๆขึ้นมาก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยอยู่นะครับ 2. การทำโฆษณา: ลองเริ่มจากการตอบคำถามว่า “คุณจะทำยังไงให้คนรู้ว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ และอยากมาลองชิม?” วิธีเริ่มต้นก็มีมากมาย ตั้งแต่ แจกใบปลิว ลงโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือใช้การตลาด ออนไลน์ ประมาณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ครบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าทำใบปลิว แค่แรงคนแจกใบปลิว ค่าลงโฆษณาตามสื่อ รวมถึงต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในการทำเพจของร้านด้วย 3. ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค: ร้านอาหารบางประเภทใช้ไฟค่อนข้างมาก ในขณะที่บางประเภทก็จะหนักไปที่ค่าน้ำ ลองประเมินดูว่าพื้นที่ของร้าน จำนวนจานชาม (ถ้าร้านบุฟฟเฟ่ต์ก็ล้างกันมันเลยนะครับ) และรูปแบบการตกแต่งที่คิดไว้ จะมีผลอย่างไรต่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้บ้าง ที่สำคัญ หากกำลังจะเช่าพื้นที่ร้านต่อจากคนอื่น อย่าลืมเด็ดขาดนะครับ !!! เช็คให้มั่นใจว่าไม่มีค่าสาธารณูปโภคอะไรที่เค้ายังค้างจ่ายอยู่ ไม่อย่างนั้นละก็ ยังไม่ทันเปิดร้านเลย ก็มีภาะต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ซะแล้ว 4. ค่าเพลงต่างๆที่จะใช้เปิดในร้าน: อันนี้แล้วแต่รูปแบบร้านนะครับ บางร้านก็ไม่ได้ต้องการสร้างบรรยากาศเพิ่มเติมก็ไม่จำเป็นต้องมี แต่สำหรับใครที่คิดอยู่ว่า อยากจะมีวงดนตรีสด มาเล่นเพลงชิคๆย้อนวัยไปสมัยวัยรุ่นในร้าน ก็อย่าลืมดูค่าใช้จ่ายด้วยว่า วงดนตรีที่ชอบคิดค่าใช้จ่ายวันละเท่าไร เล่นกี่ชั่วโมง กี่เบรค รวมเครื่องดนตรีครบเซ็ทหรือไม่ ทางร้านต้องเตรียมจัดเตรียมบางส่วนหรือเปล่า บางคนคิดว่า ไม่ต้องขนาดนั้นเดี๋ยวใช้วิธีเปิดเพลงแทน ก็อย่าลืมดูเรื่องค่าลิขสิทธิ์เพลงด้วยนะครับ ตอนนี้เจ้าของค่ายเพลงเริ่มเอาจริง เดี๋ยวจะเป็นเรื่องบานปลาย 5. ค่าธรรมเนียมกรณีรับชำระลูกค้าเป็นบัตรเครดิต: คนสมัยนี้พกเงินสดน้อยลงๆเรื่อยๆครับ คนส่วนใหญ่พกบัตรเครดิตเหมือนพกมือถือ เพราะฉะนั้นการรับบัตรเครดิตอาจจะไม่ใช่จุดเด่นของธุรกิจอีกต่อไป แต่แทบจะเป็นอะไรที่ต้องมีเพื่อบริการลูกค้า อย่าลืมนะครับ ว่าการรับบัตรเครดิต เราจะถูกคิดค่าธรรมเนียม 2%-3% จากทางบัตรเครดิต ดังนั้น เผื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วย และที่สำคัญ เตรียมเงินหมุนเวียนให้เพียงพอนะครับ เพราะการรับชำระเงินทางบัตรเครดิต ร้านอาหารไม่ได้รับเงินในทันที แต่ใช้เวลาอีกอย่างน้อยเกือบ 1 สัปดาห์ในการได้รับเงิน ——————— ความคิดเห็น ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน การวางแผนให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ แต่อีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ที่การแก้ปัญหาของเรา ไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง หรือจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้แผนที่วางไว้อย่างดี ไม่เป็นไปตามนั้น แต่ที่แน่ๆคือความมุ่งมั่น และพยายาม จะทำให้เราผ่านมันไปได้ สู้ๆครับทุกคน 🙂

“ทำธุรกิจ จดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ดี?”

“ทำธุรกิจในนามบุคคลแบบนี้ต่อไป หรือจะจดทะเบียนบริษัทดีกว่ากัน?” สำหรับเจ้าของร้านอาหารทุกคน หากให้นึกย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เริ่มทำเปิดร้านอาหารเล็กๆแล้วให้เล่าให้ฟังว่าเจอปัญหาอะไรมาบ้าง ผมว่าคงเล่าได้เป็นวันๆเลยจริงมั๊ยครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องลูกน้อง เรื่องการหมุนเงิน การซื้อวัตถุดิบ หรือยอดขายไม่มากพอ ปัญหาทั้งหลายชวนปวดหัวทั้งนั้น แต่วันนี้ ผมอยากมาชวนคิดถึง Good problem หรือปัญหาที่ถ้าเกิดขึ้น แสดงว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีกันบ้าง ถ้าใครเจอปัญหานี้ คงพร้อมแก้ปัญหาไปพร้อมรอยยิ้มเลยนะครับผมว่า “ทำธุรกิจในนามบุคคลแบบนี้ต่อไป หรือจะจดทะเบียนบริษัทดีกว่ากัน?” ———————————————- หลายคนเริ่มต้นจากการขายอาหารในนามบุคคลธรรมดา คำอาจจะดูงงๆนิดหน่อย พูดง่ายๆก็คือเวลารับเงิน หรือออกเอกสารพวกใบเสร็จต่างๆให้ลูกค้า เราใช้ชื่อ นามสกุลเรานี่แหละ ข้อดีก็คือ ได้ความคล่องตัวและไม่มีขั้นตอนซับซ้อน เช่น การทำบัญชีก็บันทึกง่ายๆ แบบรายรับ/รายจ่าย, ไม่ต้องจัดทำงบการเงินเพื่อนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และลดจำนวนแบบฟอร์มทางภาษีที่ต้องยื่นระหว่างเดือน ถ้าอย่างนั้น แล้วทำไมเมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง คนส่วนมากถึงหันมาจดทะเบียนบริษัทกันละ? “เพราะว่าบริษัทเสียภาษี น้อยกว่าบุคคลธรรมดา” อ่านถึงประโยคนี้แล้วอย่าเพิ่งรีบวิ่งไปจดทะเบียนบริษัทนะครับ อ่านต่อไปอีกนิด เพราะถึงแม้จะมีข้อดี ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน ———————————————- “ก่อนตัดสินใจ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?” 1. พิจารณาค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเพิ่มว่าคุ้มหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี 1.1 ค่าจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนนี้หากทำเอกสารไปยื่นเองอะไรเอง ค่าธรรมเนียมที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเก็บก็จะอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 บาท สำหรับทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แต่หากรู้สึกว่าทนความซับซ้อนของการกรอกเอกสารทั้งหลายไม่ไหว บริษัทบัญชีหลายแห่งก็รับทำให้ครับ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000-5,000 บาท 1.2 ค่าจ้างพนักงานบัญชี (เป็นพนักงานประจำ) หรือจะจ้างสำนักงานบัญชีทำบัญชีเป็นรายเดือนก็ได้ ค่าใช้จ่ายมากน้อยขึ้นอยู่กับประเภท และขนาดของธุรกิจ 1.3 ค่าจัดทำงบการเงินตอนสิ้นปี และค่าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อเซ็นรับรองความถูกต้องของงบการเงิน (ปีละครั้ง) โดยเท่าที่เห็นมาคร่าวๆสำหรับกิจการที่เติบโตจะมีค่าใช้จ่ายก้อนนี้ประมาณตั้งแต่ 20,000 ขึ้นไปต่อปี (อันนี้ไม่นับบริษัทที่จดขึ้นมาแล้วทิ้งไว้เฉยๆนะครับ แล้วก็ขึ้นกับสำนักงานบัญชีแต่ละที่ด้วยครับ) 2. มองหาผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มได้หรือยัง เพราะปัจจุบัน การจดทะเบียนบริษัทยังคงต้องมีผู้ถือหุ้นบริษัทอย่างน้อย 3 คน แต่ละคนจะมากจะน้อยก็ได้ หรือมีหุ้นเดียวก็ได้ครับ 3. พร้อมกับความยุ่งยากเรื่องเอกสารหรือไม่ ตั้งแต่ขั้นตอนเอกสารต่างๆ จนถึงการยื่นแบบทางภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น การออกใบหัก ณ ที่จ่าย, การยื่นแบบ ภงด.3 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากเรามีการจ่ายเงินที่เป็นค่าบริการให้กับบุคคลอื่น) หรือ ยื่นแบบ ภงด.53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากเรามีการจ่ายเงินที่เป็นค่าบริการให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลอื่น) ถ้าไม่จ้างคนทำบัญชี ก็ต้องจดต้องจำให้ดีเลยนะครับ เพราะหากเลยกำหนดหรือยื่นไม่ครบ ก็อาจจะมีค่าปรับจากการที่เราความจำไม่ค่อยดีด้วย 4. พร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้การบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ พอเปลี่ยนมาเป็นบริษัท การทำบัญชีก็จะต้องเป็นไปตามหลักการต่างๆ เช่น จากของที่เคยซื้อมาแล้วเมื่อก่อนจดเป็นค่าใช้จ่าย พอจดบริษัทปุ๊บ ก็ต้องจดว่าเป็นสินทรัพย์คอยตัดค่าเสื่อมแต่ละปี ตามจำนวนปีที่กำหนด หลายคนรู้สึกขัดออกขัดใจ เพราะต้องเก็บข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อันนี้ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ 5. รายได้มากถึงจุดที่คุ้มที่จะเปลี่ยนไปทำธุรกิจในนามบริษัทหรือยัง? ข้อสุดท้ายแต่น่าจะสำคัญที่สุดคือ ข้อนี้แล้วแต่กิจการเลยจริงๆครับ เพราะความสามารถในการทำรายได้ และจำนวนค่าใช้จ่ายแต่ละธุรกิจก็แตกต่างกันไป แต่ก็แนะนำให้ประมาณการคร่าวๆไว้ล่วงหน้าเพื่อวางแผนและเตรียมตัวนะครับ การคำนวนหากใครรู้หลักการคร่าวๆก็คำนวนเองได้เลยครับ แต่หากใครรู้สึกว่าเจอตัวเลขทีไรงงงวยทุกที ผมก็มีลิงค์ดีๆของ itax ที่ช่วยเปรียบเทียบค่าภาษีระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ บริษัทให้กับร้านอาหาร/เครื่องดื่มมาแชร์ครับ ลองคำนวนดูว่าร้านเราพร้อมหรือยัง? คลิก https://www.itax.in.th/entp/customer/chef/v2/comparison ———————————————- ความเห็นจาก ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน จริงๆแล้ว การจ่ายภาษีน้อยลงไม่ใช่ข้อดีข้อเดียวของการจดบริษัทหรอกนะครับ ถึงแม้จะยุ่งยากนิดหน่อย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่การจดบริษัทช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเรา ในสายตาของคนคู่ค้าที่เราทำธุรกิจด้วย เนื่องจากเป็นการบันทึกบัญชีตามหลักมาตรฐาน และมีคนภายนอกคอยตรวจสอบความถูกต้อง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือตัวเลขผลการดำเนินงานที่ได้ ช่วยสะท้อนให้เราเห็นภาพธุรกิจที่ถูกต้อง และช่วยให้เราจัดการธุรกิจของเราได้ดีขึ้นนะครับ

“Hotto Bun กับแนวคิดจับตลาดเด็กรุ่นใหม่ ที่ใครๆกำลังจับตา”

“Hotto Bun กับแนวคิดจับตลาดเด็กรุ่นใหม่ ที่ใครๆกำลังจับตา” “เด็กรุ่นนี้ ถ้าเราทำให้เค้ารักได้ เค้าจะรักเลย” “แต่ถ้ายังทำไม่ได้ เค้าก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” นี่เป็นข้อสังเกตของพี่เบียร์ ธนากร ปมุติโต เจ้าของร้านหนุ่มมาดเท่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Hotto Bun ร้านบันสไตล์ไต้หวัน แต่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเล่าให้ผมฟัง ด้วยตาเป็นประกาย ============== “จุดเริ่มต้นของเรา คืออยากทำร้านอาหารเป็นสถานที่ ที่ให้เพื่อนๆมีพื้นที่สังสรรค์กัน พูดคุยกัน เฮฮาเหมือนสมัยตอนที่อยู่นิวยอร์คด้วยกัน” “แต่วันนี้ถือว่ามาไกลเกินฝันของเรามากแล้วครับ” พี่เบียร์ยิ้มและเล่าอย่างภาคภูมิใจครับ จำนวนสาขาที่มีกว่า 6 สาขา (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สามย่าน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ท่ามหาราช, เซ็นทรัลลาดพร้าว, และมหาวิทยาลัยมหิดล ) ด้วยเวลาเพียง 3 ปี และยอดขายที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดของพี่เบียร์และเพื่อนๆ ที่บอกว่ามาไกลเกินฝันได้อย่างดีเลยทีเดียว “กลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่มลูกค้าที่บางคนกลัว แต่เป็นกลุ่มที่ผมถนัดครับ” พี่เบียร์เกริ่นแล้วอมยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนี้ ทำให้ผมต้องถามต่อว่า Hotto Bun มีแนวความคิดอย่างไร ในการทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มที่ได้ชื่อว่าอยู่กับแบรนด์ไม่ค่อยนาน ===================== “ไม่ใช่แค่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร แต่ต้องเห็นให้ชัดว่ามีไลฟ์สไตล์ยังไง” “เราควรจะเขียนตุ๊กตา (model) ออกมาก่อนเลยให้เห็นชัดๆว่า กลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร ใช้ชีวิตยังไง แต่งกายยังไง ถือกระเป๋ายังไง ใส่รองเท้ายังไง” “สำหรับ Hotto Bun ลูกค้าเป็นเด็ก ปี 1 ปี 2 ใส่กางเกงขาสั้น ใส่ sneaker ดูแล้วเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ดูดีมีสไตล์” เหตุผลที่พี่เบียร์ให้เริ่มต้นจากการมองหากลุ่มลูกค้าของเราให้ชัด นั่นเป็นเพราะมีผลต่อการสร้างแบรนด์ สร้างโลโก้ การตกแต่งร้าน และการทำการตลาดให้โดนใจ ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากการเห็นภาพลูกค้าที่ชัดเจนก่อนครับ ===================== “ดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ” หนึ่งในหุ้นส่วนเป็น Chef ใหญ่ ฝีมืออันดับต้นๆของประเทศ มีประสบการณ์มานาน มองเห็นโอกาสของอาหาร Finger Food ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช้อน ส้อมในการทาน แต่ใช้มือ ในการหยิบแล้วทานได้เลยทันที (สำหรับสาวๆไม่ต้องกลัวมือเลอะเทอะ เพราะทางร้านมีถุงมือให้ครับ) “พี่ต้อม เป็นเชฟยอดฝีมือ อยากทำอาหารอร่อยๆถูกปากคนไทย ในราคาที่จับต้องได้ แต่ต้องไม่ซ้ำแบบใคร” นี่เป็นแรงบันดาลใจของการคิดค้น “บัน” ที่ดูผิวเผินจะคล้ายกับหมั่นโถว ที่ถูกรังสรรค์จาก แป้งสาลี เนย และยีสต์ มาตีรวมกัน แล้วนำมานึ่งด้วยสูตรลับพิเศษ โดยที่ไม่ใช้ ผงฟู และสารคงรูป เป็นบันที่ดีต่อสุขภาพมากๆครับ แต่เมื่อกัดลงไป จะสัมผัสได้ถึงความนุ่ม และเมื่อทานร้อนๆ พร้อมๆกับได้กลิ่นของซอสที่ถูกปรุงเป็นพิเศษ และเนื้อ ต้องบอกว่าฟินจริงๆครับ แหม…. อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ก็รู้สึกหิวเลยนะครับ สรุปคือ อาหารของคุณต้องมีเอกลักษณ์ มีจุดขายไม่ซ้ำใครครับ ===================== “ไม่แพงเกินไป ถ้าทำให้เค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า” เมนูอาหารของ Hotto Bun ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท บางคนอาจจะมองว่าน่าจะเป็นราคาที่สูงเกินไปสำหรับกลุ่มนักศึกษา “หลังจากที่เรา survey สำรวจกลุ่มลูกค้าดีๆ จะเห็นว่าน้องๆรุ่นใหม่นี้กำลังซื้อสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลายคนดื่มน้ำแก้วละ ร้อยบาท และทานอาหารมื้อละหลายร้อย” พี่เบียร์และเพื่อนๆ จึงมั่นใจว่าราคา 60 บาทของ Hotto Bun ที่ทั้งถูกปากคนไทยและกินแล้วอิ่มท้อง เป็นราคาที่คุ้มค่า ไม่ทำให้กลุ่มนักศึกษารู้สึกว่าแพงเกินไป เพราะคำว่าแพง หรือ ไม่แพงในสายตาลูกค้าขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าที่เค้าได้รับครับ แต่แน่นอนครับ การที่ให้วัตถุดิบดี และเยอะแบบจัดหนักจัดเต็มก็อาจจะทำให้ มีอัตราทำกำไรไม่มากนัก ทำให้ Hotto Bun เองก็ต้องปรับตัวอยู่บ้าง “สิ่งที่เราทำคือ เราต้องกระจายสินค้าให้มากที่สุดเพื่อลดค่าใช้จ่าย และบางส่วนเราก็เร่งเปิดสาขา, เปิดจุดขายใหม่เช่น Food Truck และการทำ Catering จัดอาหารสำหรับจัดเลี้ยง เพื่อเพิ่มยอดขายนั่นเอง” ===================== “ลูกค้ากลุ่มนี้เปิดรับการตลาดที่สร้างสรรค์และแหวกแนว” “ช่วงที่เปิดร้านแรกๆ เงียบกริ๊บ เลยครับ” ถ้าเป็นช่วงเปิดร้านแรกๆก็คงจะเครียดเป็นเรื่องธรรมดาครับ แต่ทีมงาน Hotto Bun ไม่ยอมแพ้ครับ เปลี่ยนกลยุทธ์ เชิญให้เน็ตไอดอลของมหาลัย มาทานที่ร้าน (เช่น ลีดมหาลัย, ดาวคณะ, พิธีกรมหาลัย) “บังเอิญว่า น้องๆชอบ ก็เลยโพสต์ใน IG และ Facebook ให้” จุดนี้แหละครับที่เปรียบเสมือนกับใบเบิกทางให้ Hotto […]

4 กลโกงพนักงาน รูรั่วทางการเงินที่มองข้ามไม่ได้!!

4 กลโกงพนักงาน รูรั่วทางการเงินที่มองข้ามไม่ได้!! “ปัญหารั่วไหลของธุรกิจร้านอาหาร ส่วนใหญ่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เจ้าของมักจะมองข้าม แต่สุดท้ายนำไปสู่ปัญหาใหญ่บานปลาย ทำให้หลายๆที่ต้องปิดตัวลง” เป็นคำพูดที่พี่ทินกร เหล่าเราวิโรจน์ ผู้บริหารคนเก่ง ผู้พัฒนา FR-Asia ซอฟท์แวร์ช่วยบริหารจัดการร้านอาหาร เคยเตือนผมจากประสบการณ์ที่เห็นในหลายๆธุรกิจครับ พี่ทินกร เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ปัญหาทุจริตภายในร้าน เปรียบเสมือนกับเรือที่มีรูรั่วเล็กๆอยู่ เรือกำลังแล่นออกสู่ทะเลด้วยความมุ่งมั่นของกัปตัน แต่สุดท้ายต้องหันหัวเรือกลับเข้าฝั่ง เพราะมีน้ำรั่วเข้ามาอย่างรวดเร็ว แบบที่เราไม่รู้ตัว นั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ร้านอาหารหลายร้านขายดี แต่ไม่มีกำไร และหลายรายก็ต้องปิดตัวไปอย่างน่าเสียดาย เป็นคำเตือนที่ทำให้ผมต้องฉุกคิด และลองมานึกดูว่า ที่ผ่านมาคนรอบตัวเจอปัญหารูรั่วแบบไหนกันบ้าง? ============== 1. ”โปรโมชั่นไปไม่ถึงลูกค้า” “ถ้าลูกค้าซื้อแซนด์วิช ครบ 800 บาท รับส่วนลดไปเลย 100 บาท” นี่เป็นตัวอย่างโปรโมชั่นจริงของร้านแซนด์วิชเพื่อสุขภาพ ที่ผมเคยทำงานช่วงที่เรียนในออสเตรเลียครับ ปัญหาคืออะไรทราบไหมครับ? เพื่อนทำงานที่เป็นฝรั่งก็หัวหมอ พอลูกค้าสั่งครบ 800 บาท แต่ลูกค้าบางคนก็ไม่รู้ว่ามีโปรโมชั่นนี้ นั่นหมายความว่าลูกค้าก็ต้องจ่ายเต็ม 800 บาท หลังจากนั่นเพื่อนคนนี้ก็แอบใส่ส่วนลด แล้วทำหน้านิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ได้เงินไปใช้ 100 บาทต่อลูกค้า 1 คน แหม… คนหัวหมอ ก็มีสารพัดวิธีเลยนะครับ ============== 2. ”ไม่ใช่เงินอย่างเดียวที่รั่ว วัตถุดิบก็รั่วได้” ทำไมถึงเป็นปัญหา? บางร้านเลือกที่จะให้พนักงานเป็นคนไปจ่ายตลาด หรือซื้อวัตถุดิบเอง แม้ว่าจะมีใบเสร็จมายืนยัน แต่อย่าลืมว่าราคาวัตถุดิบขึ้นๆลงๆ (เราเองก็ไม่ทราบราคาที่แน่นอน) บางร้านก็ซื้อตามตลาดร้านค้าทั่วไป ไม่ได้ซื้อตามห้างสรรพสินค้า และถ้าพนักงานไปซื้อวัตถุดิบเป็นประจำ พนักงานอาจจะได้ส่วนลดพิเศษจาก พ่อค้า แม่ค้า และแน่นอนเค้าอาจจะไม่บอกเรา ก็ได้ แล้วก็อาจจะกินส่วนต่างโดยที่เราไม่รู้ตัวครับ อีกปัญหาที่พบบ่อย คือ จ่ายเงินไปเต็มจำนวน แต่เอาของมาให้ที่ร้านไม่ครบ เช่น สั่งเนื้อไก่ไว้ 5 กิโลกรัม แต่จริงๆแล้วเอาเนื้อไก่มาให้ที่ร้านเพียงแค่ 4 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือเอาไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋า หรืออีกกรณี เอาวัตถุดิบในร้านไปทำทานกันเอง บางที่ถึงขั้นนำกลับบ้านทีละเล็กทีละน้อย ============== 3. ”เอาเงินในร้านไปหมุนก่อน” ปัญหานี้เจอกับร้านส้มตำ ของเพื่อนร่วมงานของผมครับ “น้องอิก บางทีพี่ก็ติดงานประจำดึก เลยไม่มีเวลาเข้าร้าน กว่าจะเข้าร้านอีกทีก็ต้องวันถัดไป” นี่แหละครับรอยรั่วมากๆ เพราะลูกน้องบางคน เค้าจะสังเกตพฤติกรรมของเจ้าของ ว่าเข้าร้านบ่อยแค่ไหน และปกติเราจะให้เค้าโอนเงินเข้าบัญชีของร้านอย่างไร, ใครเป็นคนปิดบัญชีตอนสิ้นวัน “ข้อสังเกตคือ ลูกน้องอาจจะเอาเงินเข้าไม่ตรงเวลา เช่น 3-4 วันครั้ง, หรือบางทีก็ 1-2 วัน ไม่ให้เป็นรูปแบบที่แน่นอน ไม่ให้เจ้าของรู้สึกแปลกใจ” เมื่อไหร่ที่เจ้าของเผลอ หรือเข้าร้านบ้าง ไม่เข้าร้านบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายร้านคือ ลูกน้องก็เอาเงินไปหมุนใช้จ่ายส่วนตัว (ซึ่งก็เอามาคืนบ้าง ไม่คืนบ้าง ฮุบไปบ้าง) บางคนอาจจะมองว่า เอาเงินไปหมุนไม่ได้เอาไปเลยซักหน่อย ไม่น่าจะเป็นรูรั่ว แต่เท่าที่เห็นมาพอมีเงินก้อนหนึงมาหมุน พนักงานมักจะเอาไปใช้ในทางที่เกินตัว เช่น ผ่อนมือถือ ซื้อหวย ดื่มเหล้า สุดท้ายเงินขาดมือ ไม่สามารถนำเงินมาคืนเจ้าของร้านได้ในที่สุด … รูรั่วใหญ่เลยครับ ============== 4. ”บันทึกยอดขายไม่ตรงกับความเป็นจริง” สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือ พนักงานบางคนอาจจะคิดเงินลูกค้าต่ำกว่าความเป็นจริง กรณีนี้เกิดขึ้นบ่อยกับเครื่องดื่ม ที่มีหลายไซส์ หลายขนาด หลายประเภท เพราะนับสินค้าตอนสิ้นวันค่อนข้างยาก ไม่เหมือนสินค้าที่มีลักษณะเป็นชิ้นๆ เช่น ถ้าลูกค้าสั่งแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่ แต่พนักงานใส่ตัวเลขยอดขายในระบบเป็นขนาดกลาง แล้วก็เก็บส่วนต่างไป เมื่อสิ้นวันปิดบัญชีตัวเลขยอดขายกับเงินสดก็ถูกต้อง ซ้ำร้าย บางคน เจอกรณีที่พนักงานไม่บันทึกยอดขายเข้าระบบ เพราะลูกค้าหลายคนไม่ค่อยสนใจอยากจะได้ใบเสร็จ ทำให้เป็นช่องโหว่ ให้พนักงานได้เงินลูกค้าไปใช้ฟรีๆ ส่วนปริมาณเครื่องดื่ม ณ สิ้นวัน ก็จะไม่ตรงตามยอดขายบ้าง แต่ก็หาสาเหตุยากนะครับ เพราะอาจจะขาดบ้าง เกินบ้าง หรือหกไปบ้าง ….. รั่วไปบ้างอีกตามเคย ============== ความเห็นของถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน วันนี้มาเล่าด้านมืดของการทำร้านอาหารให้ฟัง ไม่ได้มีเจตนาที่กล่าวหาใคร แต่อยากแชร์ประสบการณ์ต่างๆที่เห็นมา ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เราจะได้ตั้งข้อสังเกตได้ทัน ถามว่าจะแก้ไข หรือป้องกันอย่างไร? ก็คงจะไม่มีสูตรตายตัวครับ แต่ยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี ที่เราจ่ายค่าบริการไม่แพงแต่ก็สามารถช่วยเราเก็บข้อมูลและตรวจเช็คสต๊อกสินค้า และเงิน เข้า-ออกได้อย่างละเอียด หรือถ้าเป็นร้านแซนด์วิชที่ผมเคยทำงานที่ออสเตรเลีย เค้าก็จะใช้วิธี ติดกล้องวงจรปิดไว้ทั่วร้าน วันดีคืนดี เจ้าของก็จะโทรศัพท์เข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว เพื่อให้ลูกน้องรู้ว่าตอนนี้เค้าถูกจ้องมองอยู่นะ นอกจากนี้การสร้างระบบการทำงานให้คานอำนาจกันเองในแต่ละฝ่าย เช่นคนนี้ดูแลการรับวัตถุดิบ, คนนี้ดูเรื่องเงิน, อีกคนดูหน้าร้าน, […]

จัดการเงินธุรกิจ ก่อนจะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง”

5 วิธีทำให้เงินหมุนเวียนในธุรกิจดีขึ้น คนที่ทำธุรกิจมาได้ซักระยะแล้ว คงจะพอนึกกันออกนะครับ ว่าพละกำลังที่มี นอกจากจะใช้ไปกับการขายสินค้าหรือบริการให้ได้แล้ว สิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างในการทำธุรกิจก็คือ “หมุนเงินให้ทัน” ถ้าเปรี ยบเทียบเป็นชีวิตส่วนตัว พูดกันบ้านๆก็คือ “ชักหน้าให้ถึงหลัง” นั่นเอง ทำยังไงถึงจะหมุนเงินทันละ? ถ้าพูดกันง่ายๆก็คือ “ให้เงินสดรับ มากกว่าเงินสดจ่าย” มาถึงตรงนี้คงคิดกันใช่มั๊ยครับว่าพูดง่ายนะ แต่เอาเข้าจริงรายรับและรายจ่ายมันมีเยอะเหลือเกิน จะไปเริ่มจากอันไหน วันนี้ผมเลยมี 5 วิธีมาแชร์กันครับ ———– 1. ใส่ใจกับค่าใช้จ่ายที่เป็น “ค่าใช้จ่ายประจำ” ให้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายประจำ คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ อาจจะทุกเดือน ทุกไตรมาส หรือทุกปี เช่น ค่าเช่า ค่าทำความสะอาดรายเดือน หรือค่าบริการต่างๆ ลองดูครับ ว่าค่าใช้จ่ายประจำเหล่านี้เดือนละเท่าไร มีส่วนไหนที่ไม่จำเป็นหรือไม่ ค่าใช้จ่ายบางอย่างดูไม่มาก แต่เมื่อรวมๆกันแล้วหลายธุรกิจมีค่าใช้จ่ายประจำค่อนข้างสูงทีเดียว หรือบางกรณี ค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ต้องจ่ายล่วงหน้า พอเห็นว่าถ้าจ่ายล่วงหน้าหลายๆเดือน (บางทีเป็นปี) แล้วรายเดือนถูกกว่า เท่านั้นละครับ ต่อมโลภทำงาน ใช้เงินสดจ่ายล่วงหน้าโลด อย่าลืมนะครับว่า ราคาต่อหน่วยถูกลงก็จริง แต่ถ้าหมุนเงินไม่ทันเรื่องใหญ่กว่านะครับ 2. ทำบัญชีเงินสดรับ เงินสดจ่ายล่วงหน้า วิธีนี้ก็เหมือนเรากางแผนที่ครับ จะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าธุรกิจเรามีกระแสดเงินสดเป็นอย่างไร อีกเดือนสองเดือนข้างหน้าเงินสดพอหรือไม่ ถ้าไม่พอรายการไหนบ้างที่สามารถปรับ เพื่อช่วยให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น ส่วนถ้าใครที่กำลังคิดว่า จะเริ่มไงดี เริ่มแบบง่ายๆเลยครับ list รายการที่เป็นกระแสเงินสดรับทั้งหมดของเดือนหน้าออกมา เช่น เงินที่คาดว่าจะขายได้เดือนหน้าที่ลูกค้าจ่ายเงินสด + เงินจากการขายของเดือนนี้ แต่ลูกค้าจะจ่ายเดือนหน้า (อย่าลืมนะครับ ว่าดูที่เงินสด ว่าเข้า ออกกระเป๋าเราเมื่อไร) หลังจากนั้นก็ list รายการที่เป็นกระแสเงินสดจ่ายทั้งหมดของเดือนหน้าออกมา เช่น ค่าเช่า (ถ้าต้องจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน ก็ต้องรวมทั้งหมดนะครับ เพราะอย่าลืมว่าดูที่เงินสด ว่าเข้า ออกกระเป๋าเราเมื่อไร แล้วเอา เงินสดที่มีสิ้นเดือนนี้ + กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับทั้งหมดเดือนหน้า – กระแสเงินสดที่คาดว่าจะจ่ายทั้งหมดเดือนหน้า = เงินสดคงเหลือเดือนหน้า หลังจากนั้นก็ยกยอดเงินสดที่เหลือไปเดือนถัดไปเรื่อยๆ ทำแบบนี้ล่วงหน้าหลายๆเดือน ถ้าเงินสดคงเหลือเดือนไหนติดลบ ก็ต้องรีบหาสาเหตุวางแผนแก้ไขล่วงหน้า เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในเดือนนั้นๆครับ 3. โทรหาลูกค้า ตามเบาๆเมื่อใกล้ถึงงวดรับเงิน เป็นเรื่องธรรมดาครับในการทำธุรกิจ ที่ลูกค้าจะจ่ายเร็วบ้าง ช้าบ้าง ต่างๆกันไป แต่ที่ผมแนะนำให้โทรตามเบาๆเมื่อใกล้ถึงงวดรับเงินเป็นเพราะว่า ลูกค้าอาจจะไม่ได้ตั้งใจจ่ายเงินช้า แต่อาจเกิดความผิดพลาดด้านเอกสารโน่นนี่ ซึ่งถ้าเราไม่รีบถาม เราก็จะได้เงินช้าออกไปอีก แล้วส่วนมากไม่ได้ช้าแค่ 1-2 วันนะครับ ถ้าพลาดรอบจ่ายนี้ บริษัทส่วนใหญ่ก็จะให้รอรอบจ่ายหน้าซึ่งส่วนใหญ่คืออีก 1 เดือนเลย T.T เพราะฉะนั้น แนะนำให้โทรตามเบาๆครับ “พี่ครับ ของที่ผมส่งไปเดือนที่แล้ว ผมน่าจะได้รับยอดสัปดาห์หน้าใช่มั๊ยครับ?” แต่ถ้าตามแล้วตามอีกไม่ได้ อันนี้เรื่องใหญ่ละครับ 4. ปรับธุรกิจให้มีรายได้หลายๆแบบ ถ้าธุรกิจของใครที่ได้รับเงินเป็นก้อนตามโปรเจค ซึ่งกว่าจะได้รับเงินแต่ละก้อนก็เป็นหลักเดือน อาจจะลองปรับธุรกิจให้มีรายได้แบบอื่นด้วย เช่น เก็บรายเดือน หรือมีโปรเจคเล็กๆบ้าง เพราะเก็บเงินได้เร็วขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่กำไรจะน้อยกว่าโปรเจคใหญ่ๆ แต่ก็เป็นส่วนที่ช่วยให้เงินทุนหมุนเวียนสม่ำเสมอนะครับ 5. อย่าเก็บสต็อกไว้เยอะ ธุรกิจส่วนใหญ่ตัดสินใจเก็บสต็อกเยอะด้วยหลายสาเหตุครับ เช่น ถ้าเป็นธุรกิจร้านอาหารก็เพราะกลัวว่าของไม่พอขาย จะเสียโอกาสเอา ส่วนถ้าเป็นธุรกิจโรงงานผลิต เลือกที่จะสต็อกเยอะเพราะว่าต้นทุนของถูกกว่ามาก ถ้าซื้อเยอะๆ แม้ว่าธุรกิจที่ยกตัวอย่างมา จะคนละธุรกิจ แต่จริงๆแล้วได้รับผลกระทบเดียวกันคือ กระแสเงินสดจ่าย (ซื้ออาหารสด ซื้อวัตถุดิบผลิต) มากกว่ากระแสดเงินสดรับ (ขายได้ไม่เยอะเท่าที่ซื้อมา ได้เงินมานิดเดียว) เพราะฉะนั้น วางแผนดีๆครับ ถ้าจำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบเยอะจริงๆ ก็ควรจะหาเงินสดรับให้เพียงพอด้วย ซึ่งก็กลับไปที่ข้อ 2. “ทำบัญชีเงินสดรับ เงินสดจ่ายล่วงหน้า” เพราะจะทำให้เรารู้ตัวและวางแผนได้ล่วงหน้านะครับ

ทำไมต้องลำบากแยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว?

ทำไมต้องลำบากแยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว? ผมมีโอกาสคุยกับนักธุรกิจหลายคน เชื่อไหมครับว่าหลายๆปัญหาที่ SMEs ส่วนใหญ่เจอ ปัญหามาจากการไม่แยกให้ชัดเจน ระหว่างเงินส่วนตัวและเงินของธุรกิจครับ หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นเรื่องยุ่งยาก หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย หลายคนอาจจะคิดว่า เงินธุรกิจก็เหมือนเป็นเงินของเรา ใช้รวมๆกันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆนี่แหละครับ ที่ทำให้เกิดหลายปัญหาตามมา ======== 1. “ขาดทุนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว” “ร้านสลัดของผมขายดีมากๆ แต่สุดท้ายรู้ตัวอีกทีก็เกือบจะเจ๊งละครับ” เป็นคำพูดของคุณกล้อง อาริยะ คำภิโล ผู้ปลุกปั้นโจนส์สลัด ร้านสลัดเพื่อสุขภาพที่โด่งดัง คุณกล้องเล่าให้ผมฟังว่า ช่วงที่เปิดสาขาแรกใหม่ๆ เค้าเคยใช้โปรโมชั่น จัดหนัก จัดเต็มครับ ให้คนมาจับฉลากลูกปิงปอง ถ้าโชคดีก็จะได้กินฟรี เป็นอีกกลยุทธ์ที่ทำให้คนมาเข้าแถวซื้อสลัด ยาวเหยียดทุกวัน แต่ปัญหาเกิดขึ้นที่ช่วงแรกคุณกล้องไม่ได้แยกกระเป๋าเงินให้ดี ไม่ได้จดบัญชีให้เป็นกิจจะลักษณะ ทำให้แม้ว่าโปรโมชั่นนั้นจะทำให้ร้านขาดทุน แต่ก็มีเงินส่วนตัวมาโปะไว้ ทำให้ไม่เห็นปัญหา กรณีนี้ยังดีที่คุณกล้อง รู้ตัวเร็ว เริ่มเอะใจตรงที่รู้สึกเหนื่อยแทบตาย และขายดีมากๆ แต่ทำไมถึงไม่มีตังค์เหลือ ทำให้แก้ไข ทำบัญชี และปรับกลยุทธ์ทำให้ยอดขายก็ยังดี และร้านเองก็กลับมามีกำไรอย่างงดงามครับ ======== 2. กำไรดี แต่อยู่ไม่รอด “ร้านส้มตำของพี่ขายดีนะ แต่ไม่ค่อยมีตังเหลือ” ผมว่าเป็นปัญหาสุดคลาสสิคที่หลายคนเจอกันบ่อยๆครับ กรณีนี้เกิดขึ้นกับ รุ่นพี่ผมเองครับ เค้าเปิดร้านส้มตำที่ขายดีมากๆ ซึ่งเป็นกรณีตรงกันข้ามกับข้อแรก เพราะกรณีนี้ ร้านขายได้กำไรนะครับ แต่เราเองต่างหาก ที่ดึงเงินของร้านมาใช้แบบไม่รู้ตัว รุ่นพี่เล่าให้ฟังต่อว่า เค้าให้เงินเดือนลูกน้องทุกคน “แต่พี่ไม่ได้ให้เงินเดือนตัวเองนะ เพราะพี่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว” ด้วยจิตวิญญาณของการเป็นที่ปรึกษาการเงิน ผมถามทันทีครับว่า แล้วพี่แบ่งกำไรจากธุรกิจอย่างไร “อ่อ พี่ก็เอาเงินในลิ้นชักเนี่ยละ เอาไปซื้อผัก ซื้อเนื้อ แล้วก็ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ร้านมีกำไรเหลือหนิ” รุ่นพี่ผมตอบอย่างภาคภูมิใจ นี่แหละครับคือต้นตอของปัญหาที่รุ่นพี่ไม่มีเงินเหลือ จิตวิทยาของคนทั่วไป ถ้าเรารู้เงินเดือนของตัวเองชัดเจน เช่น 10,000 บาท เราก็จะมีการจำกัดการใช้เงินอัตโนมัติครับ (เพราะเรารู้แล้วนิ ว่าเรามีเงินเท่าไหร่) แต่ถ้าเราไม่รู้งบประมาณ และไม่แยกจากเงินของบริษัท ก็หยิบเงินออกจากลิ้นชักเพลินเลย นั่นหมายความว่าเรากำลังเอาเงินที่เป็นกำไรบางส่วนของการทำธุรกิจมาใช้ส่วนตัว แบบที่เราไม่รู้ตัว สุดท้ายก็ต้องมานั่งสงสัยว่า ขายดี๊ดี แต่ทำไมเงินไม่เหลือ ======== 3. ไม่สามารถประเมินเงินสำรองได้ พี่เซธ คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กูรูผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ เคยให้ข้อคิดไว้ว่า เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นทำธุรกิจมักจะมองโลกสวย คิดว่าจะทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น แต่อาจจะลืมไปว่า โลกแห่งความเป็นจริงอาจจะโหดร้ายกว่าที่เราคิดครับ ถึงแม้ว่า อาจจะไม่เจอกรณีแบบ 2 ข้อแรก สามารถประคับประคองร้านมาได้ แต่เพราะไม่ได้แยกเงินชัดเจนนี่แหละ ทำให้ไม่สามารถประเมินเงินสำรองที่ธุรกิจควรจะต้องมีได้ เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น กำลังซื้อของผู้บริโภคอาจจะลดลง, ค่าแรงอาจจะเพิ่มขึ้น, ธุรกิจอาจจะเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ เป็นต้น และเชื่อไหมครับว่า เวลาที่เกิดความเสี่ยงก็มักจะมาพร้อมๆกัน ดังนั้นถ้าเราไม่มีเงินสำรองไว้ยามฉุกเฉิน ธุรกิจเราก็อาจจะไปต่อไม่ได้ ======== 4.”กู้เงินจากสถาบันทางการเงินยาก” เงินทุนหมุนเวียนคือ เส้นเลือดของธุรกิจ ที่จะตัดสินว่าธุรกิจจะอยู่รอดหรือไม่ แหล่งเงินทุนหมุนเวียนมาได้หลายทางครับ อาจจะเป็นเงินของตัวเอง ของครอบครัว แต่ถ้าไม่พอก็คงจะต้องหันไปพึ่งการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ถ้าเราไม่แยกกระเป๋าเงิน ออกจากเงินของธุรกิจ ไม่มีรายรับ รายจ่ายของธุรกิจที่แท้จริง เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินก็ยากละครับ เพราะธนาคารไม่สามารถประเมินความสามารถทางธุรกิจ สภาพคล่อง และตัวบ่งชี้อื่นๆได้ ทำให้สถาบันการเงินไม่มั่นใจว่า เรามีโอกาสที่จะคืนเงินให้เค้าได้หรือไม่ ทำให้เมื่อมีโอกาสเข้ามา แต่ไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนมาเพื่อขยายธุรกิจได้ เราก็อาจจะพลาดโอกาสสำคัญไปเลยนะครับ ======== ข้อคิดที่อยากฝากไว้คือ ทำธุรกิจไม่ว่าขนาดเล็ก หรือใหญ่ ควรจะแยกกระเป๋าเงินชัดเจน ระหว่างเงินส่วนตัว และเงินบริษัท เพื่อป้องกันการสับสนและใช้เงินผิดประเภท ย้ำอีกทีครับ เรื่องเล็กๆน้อยๆนี่แหละครับ ที่อาจจะชี้เป็นชี้ตายธุรกิจของเราได้เลย หากใครที่อยากจะเริ่ม แล้วมืด 3 ด้าน แนะนำในเริ่มง่ายๆก่อนเลย 1. เปิดบัญชีธนาคารแยกกัน ระหว่างเงินที่ใช้กับธุรกิจและเงินส่วนตัว 2. จดบันทึก รายรับรายจ่ายสำหรับเงินสดสำรองที่ใช้ในธุรกิจ เหตุผลคือเราจะได้สามารถมาดูย้อนหลังได้ว่า มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวไปปนอยู่หรือไม่ 3. หากต้องการนำผลกำไรจากธุรกิจมาใช้ ให้จ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง (ห้ามไปเปิดลิ้นชักของร้าน หยิบเงินมาใช้นะครับ) อันนี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำได้เลยสำหรับธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ หากธุรกิจขยายขึ้นการจดทะเบียนนิติบุคคลก็จะช่วยให้แบ่งแยกระหว่างธุรกิจและส่วนตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีในการทำธุรกิจ ทำธุรกิจมีความสุขนะครับ

Ep.6 จิตวิทยา การตลาด ทำอย่างไร ให้ยอดขายเพิ่ม!

Ep.6 จิตวิทยา การตลาด ทำอย่างไร ให้ยอดขายเพิ่ม! แน่นอนครับว่า ร้านอาหารแต่ละร้านล้วนมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป บางร้านชูจุดเด่นของรสชาติอาหารที่โดดเด่น บางร้านเน้นราคาอาหารคุ้มค่า หรือบางร้านก็ตกแต่งร้านแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ให้ประสบการณ์ใหม่ๆแก่ลูกค้าที่ไปเยือน แต่นอกเหนือจากคุณภาพและราคาแล้ว รู้มั๊ยครับว่า จริงๆแล้วมีหลักจิตวิทยาหลายอย่าง ที่สามารถนำมาใช้เป็นเหมือนมนต์สะกด ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารได้เช่นกัน วันนี้ผมมี 5 มนต์สะกดมาเล่าให้ฟังครับ ======== 1. ทำยังไง ให้ราคาอาหารในเมนูไม่แพงอย่างที่คิด? ถ้าสังเกตให้ดี ร้านอาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะร้านอาหารหรูๆ จะมีชื่อเมนูอาหารและราคา แต่ไม่มีหน่วย “บาท” เช่น วากิวย่าง 500 แต่เค้าจะไม่เขียนว่า 500 บาท (ครั้งหน้าลองสังเกตดูนะครับ) บทวิจัยหลายฉบับพูดตรงกันครับว่า คนส่วนใหญ่จะจ่ายเงินมากขึ้น เมื่อเมนู ไม่มีหน่วยเงินกำกับอยู่ด้วยครับ เพราะใจเราจะไม่คิดถึงจำนวนเงินนั่นเองครับ (ทุกอย่างมีเหตุมีผลหมดนะครับ) ======== 2. อยากให้ลูกค้ากินเยอะหรือกินน้อย ก็ทำได้เหมือนกัน “เมื่อใช้จานใหญ่ คนที่ทานอาหารจะคิดว่าตัวเองทานได้เยอะ และหลายครั้งจะพบว่ามักจะตักอาหารมากกว่าที่สามารถทานได้จริงๆ” นี่เป็นผลการวิจัยของ Journal of Consumer Research ครับ เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจแล้วครับว่า ทำไมร้านอาหารที่เราสั่งเป็นจานๆ แล้วจ่ายเงินตามที่เราทาน เค้าก็มักจะให้จานใหญ่ๆ ก็เพื่อให้เราทานเยอะๆ และหลายครั้งพวกเราก็มักจะสั่งของหวานต่อ แต่!! ทำไมร้านอาหารบุฟเฟตต์ถึงชอบ จัดจานเล็กๆ แบนๆ ให้พวกเรา เพราะจิตวิทยาจากขนาดของจานจะทำให้เรารู้สึกว่า เราสามารถทานได้นิดเดียว จะได้ไม่กินเยอะนั่นเองครับ ======== 3. ใครว่ารูปแบบของแก้วไม่สำคัญ สังเกตมั๊ยครับ เราจะมีความคิดฝังใจตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ว่าเครื่องดื่มแบบนี้ ต้องดื่มกับแก้วรูปร่างแบบนี้นะ ไม่งั้นจะถึงกับไม่ฟินเลยทีเดียว เช่น ถ้าไปร้านกาแฟ เวลาสั่งกาแฟร้อน กาแฟก็จะต้องเสิร์ฟมาในแก้วอ้วนๆเล็กๆ กาแฟเย็นก็ต้องเสิร์ฟมาในแก้วสูงๆใสๆ ถ้าลองไปร้านไหนแล้วเสิร์ฟกาแฟร้านมาในแก้วสูงๆใสๆละก็ … หมดกัน จิตวิทยาแบบนี้ มีในเครื่องดื่มอื่นๆเช่นกันครับ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลายชนิด ถ้าใส่ในแก้วที่มีรูปร่างโค้งๆ ลูกค้าจะมีแนวโน้มดื่มหมดเร็วกว่า แก้วแบบตรงๆ เหตุผลคือคนส่วนใหญ่ชอบดื่มให้ถึงจุดใดจุดหนึ่งเสมอ เช่น ครึ่งแก้ว หรือหมดแก้ว สำหรับแก้วที่มีรูปร่างโค้งๆ เวลาที่ดื่มมาถึงครึ่งแก้ว ความจริงแล้วคุณลูกค้าดื่มไปมากกว่าครึ่งแก้วแบบไม่รู้ตัวแล้วนะครับ (เพราะแก้วโค้งๆส่วนใหญ่บริเวณฐานมักจะแคบกว่าปากแก้วนั่นเองครับ) ======== 4. กระตุ้นความอยากอาหารตั้งแต่ยังไม่เข้าร้าน “KFC” “Subway” “Mc Donald’s” คือเชนร้านอาหาร ชื่อดังระดับโลกที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี แต่เคยสังเกตไหมครับว่า สิ่งหนึ่งที่คล้ายๆกันของทั้งสามแบรนด์นี้คือ “สี” สังเกตไหมครับว่า ทั้ง 3 แบรนด์มีโลโก้ หรือการตกแต่งร้านที่เน้นสีเหลือง และสีแดง นั่นเป็นเพราะว่า สีแดง เป็นสัญลักษณ์ของความตื่นเต้น ความอยากทานอาหาร แต่ถ้าร้านมีสีแดงมากเกินไป แล้วถ้าเราเสิร์ฟอาหารช้า ก็อาจจะทำให้ลูกค้าโมโหหิวได้นะครับ แหม..ก็เราไปกระตุ้นความอยากเค้าแล้วหนิ จริงไหมครับ ส่วนสีเหลือง เป็นสีแห่งความสุขครับ เป็นสีที่ช่วยเพิ่มความกระตือรือร้น ทานอาหารแล้วมีแต่รอยยิ้ม และได้ยินแต่เสียงหัวเราะครับ ======== 5. ไม่ใช่คนเท่านั้นที่รูปร่างสำคัญ อาหารก็เหมือนกัน ผลการวิจัยหลายแห่งระบุตรงกันว่า ถ้าอาหารรูปร่างสี่เหลี่ยม เช่นช็อคโกแลตสี่เหลี่ยม ลูกค้ามักจะคิดว่ามีรสขม แต่ถ้าช็อคโกแลตมีรูปร่างกลมๆ ลูกค้าจะคิดว่ามีรสหวาน (ทั้งๆที่เป็นอาหารหรือขนมชนิดเดียวกัน) “คนเราส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ถ้าสินค้าอะไรมีน้ำหนัก มักจะมีคุณภาพที่ดีกว่า” ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆเลยครับ เวลาที่เราทานโยเกิร์ต ถ้าเราใช้ช้อนเงิน จะรู้สึกว่าโยเกิร์ตอร่อย กว่ากินด้วยช้อนพลาสติก ========

8 เทคนิคการตลาดร้านอาหาร เกาะกระแสฟุตบอลโลก

8 เทคนิคการตลาดร้านอาหาร เกาะกระแสฟุตบอลโลก “ผมให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก” “พนักงานเป็นอันดับที่ 2” “แล้วผู้ถือหุ้นถึงจะเป็นอันดับที่ 3” เป็นการจัดลำดับความสำคัญของ Jack Ma ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Alibaba เจ้าตลาด E commerce ของจีน ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีครับ เหตุผลคือ ลูกค้าคือคนที่จ่ายตัง, ส่วนพนักงานคือคนที่ขับเคลื่อนองค์กร แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้ถือหุ้นคือกลุ่มแรกที่จะขายหุ้นออกไป แต่ลูกค้าและพนักงานยังต้องอยู่กับบริษัท (เริ่มเข้าใจวิธีคิดของเค้าละครับ) Jack Ma จะคอยเฝ้าดูว่า ลูกค้าใช้ชีวิตอย่างไร มีพฤติกรรมการซื้อของอย่างไร แล้ว website แบบไหนที่ลูกค้าจะชอบ จะใช้งานง่าย, เทคโนโลยีแบบไหนที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ตัวเค้าเองไม่ใช่คนที่เก่งเทคโนโลยี แต่เป็นคนที่มองเทคโนโลยีจากสายตาของลูกค้าครับ นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้ Alibaba ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทในดวงใจของคนทั้งโลกครับ ============ “ลูกค้าไม่ได้อยากมาดูบอล แต่เค้าต้องการความตื่นเต้น เค้าต้องการความสุข” อาจารย์ วิว ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร มือหนึ่งด้านการตลาดจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฟันธงให้ผมฟัง อาจารย์วิว ขยายความว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องเข้าใจ ความต้องการของลูกค้าจริงๆครับ ต้องยอมรับก่อนว่า ช่วงที่เกิดกระแสระดับโลกอย่างฟุตบอลโลกนี้ พฤติกรรมของลูกค้าจะเปลี่ยนไป ลูกจะไม่ทานอาหารแบบเดิมๆ ผมขอให้อาจารย์วางกรอบ 3 ช่วงเวลา ที่ร้านอาหาร จะสามารถเกาะกระแสฟุตบอลโลกได้ ซึ่งก็คือ ช่วงก่อนการแข่งฟุตบอลโลก, ระหว่างแข่งขัน และหลังการแข่งขันจบลง มาดูเทคนิคในแต่ละช่วงเวลากันครับ ============ ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มแข่ง ตั้งรับกันอย่างไรดี? 1. “ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ตรงจุดและแตกต่าง” อาจารย์วิวแนะนำให้เจ้าของร้านอาหารวางแผนชัดๆเลยว่าอยากจะทำการตลาดอะไร หลักๆเราต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราในช่วงการแข่งขันรอบแรกๆ จะดูบอลที่ไหน ดูที่บ้านไหม แล้วนัดหลังๆลูกค้าจะเปลี่ยนที่ดูไหม จะนั่งดูดึกไหม ต้องฝึกตั้งคำถามเรื่อยๆเพื่อให้รู้ว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเค้าจะใช้ชีวิตอย่างไร จะได้ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุดครับ เช่น ควรปรับโปรโมชั่นอย่างไร, ควรปรับเมนูไหม สิ่งที่สำคัญคือ การฝึกตั้งคำถามและเตรียมตัวให้พร้อมครับ “การทำการตลาดมันมีอะไรมากกว่า ให้ทายผลฟุตบอล หรือถ้าจะให้ทายผล มันก็มีวิธีสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากกว่าคู่แข่ง” กูรูด้านการตลาดแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชวนให้คิดอย่างน่าสนใจครับ ============ ช่วงระหว่างแข่ง ก็ต้องควักออกมาทุกกลเม็ดซิครับ !! 2. “แข่งนัดหลังๆ เริ่มอยู่ไม่ติดบ้านกันแล้วละ” ช่วงแรกของการแข่งขัน ร้านอาหารต้องหันมาเน้นสั่งทางออนไลน์ หรือทางโทรศัพท์มากขึ้นครับ อาจารย์วิวเล่าให้ฟังถึงธรรมชาติของลูกค้าครับ อย่าไปคิดว่าลูกค้าจะออกมาทานอาหารหน้าปากซอย เราต้องคิดว่าอาหารต้องไปหาลูกค้าก็ได้ ไม่ใช่รอให้ลูกค้ามาหาเรา อย่างเดียว (ดูบอลดึกๆ คนก็มักจะหิว เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสทองของคนที่ยอมเปิดร้านดึกขึ้น และขยายบริการส่งถึงบ้าน พูดง่ายๆคือลูกค้าทำอะไร เปลี่ยนพฤติกรรมยังไงเราก็ต้องเปลี่ยนตามครับ) 3. “อาศัยช่วงกระแสนี้แหละ โปรโมทร้านซะเลย” อาจารย์วิว เริ่มให้เทคนิคละครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าใส่เสื้อทีมฟุตบอล ตอนที่คนของเราไปส่งอาหารที่บ้าน แล้วถ่ายรูปเซลฟี่ โพสต์ลง social media ก็จะได้ส่วนเครื่องดื่มฟรี หรือไม่คิดค่าส่ง เป็นต้น (ยุคนี้เป็นยุคที่คนเชื่อเพื่อนพูดมากกว่าให้แบรนด์พูดเอง และยิ่งถ้าโพสต์ดึกๆนะครับ น่าจะช่วยกระตุกต่อมความหิวได้ดีเลยละครับ) 4.”ยกทีม มาไว้ที่นี่” เช่น เพิ่มเมนูขาหมูเยอรมัน หรือ Fish and chip จากอังกฤษ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ เป็นอีกตัวอย่างที่เราสามารถเกาะกระแสฟุตบอลโลก ทำให้ร้านของเราเป็นที่สนใจได้เช่นกันครับ (และเผลอๆ ถ้าเมนูนั้นขายดีมาก เราอาจจะได้เมนูใหม่ประจำร้านเลยก็ได้นะครับ) 5. “ทำให้ร้านของเรา เป็นบ้านหลังที่ 2 ในใจลูกค้า” พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในช่วงการแข่งขันรอบลึกๆ คือการออกมานั่งทานกับเพื่อนๆที่ร้าน มาสนุกกัน มาลุ้นกัน มาตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน เจ้าของร้านเองอาจจะลองสร้างกิมมิค เล็กๆน้อยๆ เช่น ถ้าคนมาดู 3 นัด จะได้อะไร, ถ้าพาเพื่อนๆมา 10 คนจะได้อะไร เป็นต้นครับ (อย่าลืมว่า การเชียร์กีฬากับเพื่อนๆ จะรู้สึกสนุก และยิ่งถ้าชวนเพื่อนๆแล้วได้สิทธิประโยชน์เพิ่ม ลูกค้าก็เต็มใจชวนเพื่อนมากขึ้น นั่นหมายความว่าเจ้าของร้านก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆครับ) 6. “บางครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องโพสรูปอาหารเสมอไป” “คุณลองสร้างกิมมิคแบบนี้ก็ได้นะ เช่นให้ลูกค้าลองนึกดูว่า ฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วคุณดูกับใคร หรือตอนม.6 จำได้ไหมว่าดูที่ไหน” อาจารย์วิวให้เทคนิคเพิ่มเติมครับ หลังจากนั้นให้ลูกค้าแชร์ภาพในอดีต มาประกวดกัน ภาพไหนเจ๋งก็จะได้สิทธิประโยชน์อะไรบางอย่างจากทางร้าน วิธีนี้จะเป็นวีธีที่สนุก และลูกค้าช่วยกันแชร์ ช่วยโปรโมทแบรนด์ของเราได้อีกทางครับ 7. “Offline to Online เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน” อย่าลืมว่า ช่วงระหว่างดูบอลจะมีพักครึ่งเวลา สิ่งที่เจ้าของร้านอาหารสามารถทำได้คือ อัพเดทผลคะแนน หรือส่งข้อความให้กำลังใจสำหรับทีมที่กำลังโดนนำอยู่ (ถ้าถ่ายภาพการเชียร์สนุกๆที่ร้านแล้วโพสต์ไป […]

Subscribe & Follow