Subscribe & Follow:

business

Video

วันนี้ชวนมาดู “ทางม้าลายสุดไฮเทค ที่มหานครเซี่ยงไฮ้” กันค่ะ

    #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ความเจ๋งของทางม้าลายนี้ คือ แสงตรงพื้นมันจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณไฟจราจร เช่น ถ้าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว พื้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เพื่อบอกว่าให้เราสามารถเดินข้ามได้    หรือถ้าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง พื้นก็จะเปลี่ยนสีแดง เพื่อบอกว่าให้เราหยุด   เหมาะมากกกกกกกก สำหรับคนไหนที่ชอบจิ้ม ๆ มือถือ เอาแต่ก้มหน้า ไม่เห็นไฟจราจร 555   ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าประเทศที่เคยถูกพัฒนาช้ามาก แต่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำของโลกไปแล้วค่ะ   ใครเคยไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้นะค่ะ   ========   ความน่าทึ่งไม่ใช่สีสันสวย ๆ งาม ๆ หรือความอัจฉริยะของถนนเท่านั้นนะคะ จริง  ๆแล้วตอนนี้ที่สี่แยกจราจร และตามเมืองต่าง ๆในเซี่ยงไฮ้ เริ่มที่จะใช้กล้องวงจรปิดติดทั่วเมืองค่ะ (แต่ยังใช้แค่บางโซนนะคะ)   เป็นเทคโนโลยีนำร่องของ พี่ใหญ่อย่าง Alibaba (阿里巴巴) ของเฮียแจ๊ค หม่า (马云) โดยเริ่มใช้ที่แรกที่บ้านเกิดของเค้านั่นแหละค่ะ ที่หางโจว (杭州)    โครงการนี้ชื่อว่า “City Brain (ET城市大脑)” แปลเป็นไทยสั้นๆว่า มันสมองของเมืองค่ะ หรือแปลไทยให้เป็นไทย คือโครงการเมืองอัจฉริยะ อ้าว… เริ่มงงไปอีก   ต้องบอกว่า หนึ่งในปัญหาของเมืองใหญ่ ๆ ในจีน คือ ปัญหารถติดค่ะ (คล้าย ๆ กรุงเทพฯบ้านเราเลยเนอะ)    โดยระบบ AI ของ City Brain จะรวบรวมข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดตามสี่แยกต่างๆ แล้วก็ตำแหน่งที่ตั้งของรถบนท้องถนน และใช้ระบบจดจำใบหน้าคอยเก็บข้อมูลคน   ผลก็คือ มันจะคำนวณเลยค่ะว่า ไฟจราจรควรจะเปลี่ยนอย่างไร ที่แยกไหน เพื่อให้รถติดน้อยที่สุด หรือตรงไหนรถติด ระบบก็จะแจ้งไปยังตำรวจให้เข้ามาช่วยกันแก้ไขเคลียร์พื้นที่ให้   “ความเจ๋งคือ ช่วงไหนที่มีรถฉุกเฉิน หรือรถพยาบาลมาที่แยกไหน ระบบจะเปิดคำนวณ และจัดการสัญญาไฟจราจรเพื่อเปิดทางให้ ซึ่งขณะนี้ City Brain (ET城市大脑) ที่หางโจว (杭州) ช่วยลดเวลาและไปช่วยเหตุฉุกเฉินถึงที่หมายได้เร็วขึ้นเกือบ 50% และจัดการการจราจรได้ดีขึ้น 15%” นอกจากนี้ ระบบ AI ก็ยังสามารถช่วยคาดการณ์จราจรล่วงหน้าได้ด้วยนะคะ  สุดจริงๆ   โดยผู้บริหารของ Alibaba (阿里巴巴) มีแนวความคิดว่า ขณะนี้ 20% ของถนนกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อขยายเส้นทาง แต่แทนที่จะก่อสร้างถนนขึ้นใหม่เรื่อย ๆ เราควรหาทางจัดการกับถนน 80% ที่มีอยู่ให้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า   แหะ ๆ ไม่รู้ว่า Alibaba (阿里巴巴) จะสนใจแนวความคิดการจราจรบ้านเราบ้างมั๊ย ตอนเช้าช่องนี้ให้รถวิ่งไป แต่ตอนช่วงเย็นรถติด ๆ ให้รถฝั่งโน้นวิ่งกลับนะจ้า    ========   ข้อมูลเครื่องเคียง:   จำนวนประชากรเซี่ยงไฮ้: 19.87 ล้านคน (GDP 3.27 ล้านล้านหยวน หรือ 16 ล้านล้านบาท มากที่สุดในจีน) ใหญ่พอ  ๆกับ GDP ประเทศไทย ทั้งประเทศ    Market Cap ของ Alibaba: 3.87 แสนล้านเหรียญ (11 ล้านล้านบาท ใหญ่เกือบเท่ากับตลาดหุ้นไทยทั้งตลาด)   P/E: 31x, Net profit margin: 23%, รายได้: 5.6 หมื่นล้านเหรียญ (1.7 ล้านล้านบาท), กำไร: 1.3 หมื่นล้านเหรียญ (3.9 แสนล้านบาท)   ========   ติดตามบทวิเคราะห์และสาระน่ารู้ที่จะทำให้คุณเข้าใจจีนมากขึ้นได้ใน #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขค่ะ 🙂   ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ    Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE   Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter   Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube   Telgram:  https://t.me/TAM_EIG   ขอบคุณคลิปสวยๆ จากคุณปั้น ปณิธาน ศรีอินทร์ X ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน

วิธีรับมือกับการถูกปฏิเสธ ตามสไตล์เฮียแจ๊ค หม่า (马云)

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ตามประวัติแกเคยสมัครงาน KFC ไม่ได้ 30 ครั้ง เคยถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ได้   เคยสมัคร เข้าเรียน Harvard แล้วถูกปฏิเสธ 10 ครั้ง ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงเศร้าหมดกำลังใจกันแล้วใช่ไหมครับ   เคยพยายามระดมเงินทุน 5 ล้านเหรียญแรกในชีวิต แล้วถูกปฏิเสธ (ตอนนี้นักลงทุนกลุ่มนั้นคงเสียดายมากๆ)   เอ… ว่าแต่ว่า เค้าคิดอะไร เค้าทำยังไง ให้ไม่กลัวการถูกปฏิเสธ จนวันนี้ กลายเป็นหนึ่งในอภิมหาเศรษฐีเจ้าของ Alibaba (阿里巴巴) มาฟังความเห็นของเค้ากันครับ =======   1. ต้องทำใจยอมรับก่อนว่า ถ้าคุณต้องการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องถูกปฏิเสธบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา   “คุณต้องทำตัวให้ชินกับการถูกปฏิเสธจากคนนับไม่ถ้วน ทั้งนักลงทุน, และลูกค้า” เฮียแจ๊ค หม่า (马云) บอกครับ   อันนี้ผมเห็นด้วยครับ การถูกปฏิเสธไม่ใช่เรื่องแปลกและถ้าเราทำใจได้ พอเราเจอการปฏิเสธความผิดหวังมันก็น้อยลงครึ่งนึงแล้วถูกไหมครับ   เฮียยกตัวอย่างซะเห็นภาพเลยครับ ว่า “ถ้าเราเป็นนักมวย แล้วไม่ทำตัวให้ชิน ว่าจะต้องถูกต่อย แล้วเราจะชกชนะคนอื่นได้ยังไง” ======= 2. การถูกปฏิเสธเป็นที่มาของโอกาส   “ถ้าช่วงแรกทุกคนเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของคุณ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นหมายความว่าโอกาสธุรกิจเหลือเพียงน้อยนิดแล้ว” เฮียหม่าบอกครับ   แต่ถ้าหากว่า ถ้ามีไม่กี่คนที่เชื่อในความคิดของคุณ “ตอนฟังตอนแรกก็คงจะห่อเหี่ยวใจ” แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่คุณเชื่อ และคุณคิดว่าน่าจะทำได้สำเร็จ ให้คุณลุยเต็มที่เลยครับ พิสูจน์ให้เค้าเห็นว่าพวกเค้าคิดผิด   ผมตีความว่า ถ้าทุกคนเห็นดีเห็นงามกับคุณไปหมด แสดงว่ามีคนเคยทำแล้ว เลยทำให้คนอื่นเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ หรือจริงๆแล้วเค้าอาจจะไม่กล้าวิจารณ์คุณ   แต่ถ้ามีคนไม่เห็นด้วย แต่คุณดูข้อมูลแล้ว รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ นี่หมายความว่านี่คือโอกาสทั้งนั้น เพราะอย่าลืมว่าโลกใบนี้มีไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จ นั่นแสดงว่า ถ้าเราจะสำเร็จได้ เราต้องฝ่าฟันแรงต้านทานของคนส่วนใหญ่ให้ได้ ลุยเต็มที่ครับ =======   3. ถ้าเหนื่อยนักก็นอนพัก แล้วค่อยเริ่มใหม่   เฮียแจ๊ค หม่า (马云) ยอมรับเองว่า “ถ้าคนอย่างแจ๊ค หม่า ประสบความสำเร็จได้ คนทั้งโลก 80% ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”   เหตุผลที่เค้าให้ คือ ตอนที่เค้าเริ่มต้นธุรกิจเริ่มมาจากศูนย์ไม่มีตังค์ไม่มีประสบการณ์ มีเพียงแค่ความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นว่าอยากจะประสบความสำเร็จและไม่เคยยอมแพ้ต่อการถูกปฏิเสธ   “สิ่งที่คุณต้องทำคือโน้มน้าวและพิสูจน์ให้ทีมงานและลูกค้าของคุณเห็น แบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องรีบร้อน”   ชีวิตจริงมันคงเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดแหละครับเวลาที่ถูกปฏิเสธ ช่วงไหนเหนื่อย ช่วงไหนท้อก็ให้ไปนอนพักซะ ตื่นมาเราก็มาลุยกันต่อ อย่าลืมว่า “ฟ้าหลังฝน สวยงามเสมอครับ” =======   4. ทำบ่อยๆจนเป็นนิสัยที่ดี   เฮียแจ๊ค หม่าเล่าให้ฟังว่า ตอนช่วงแรกตัวเค้าเองก็เรียนหนังสือภาษาอังกฤษไม่เก่ง เค้าใช้วิธีปั่นจักรยานไปที่โรงแรมแชงกรี-ลา (香格里拉酒店) ในทุกๆเข้า   แล้วก็อาสาไปรับนักท่องเที่ยวฝรั่งแต่ช่วงแรกก็โดนปฏิเสธ แต่เค้าก็ไม่ยอมแพ้ตื๊อ และบอกว่ามีข้อแลกเปลี่ยน คือขอพาฝรั่งไปทัวร์แบบฟรีๆ เพื่อจะได้ฝึกภาษาอังกฤษในทุกๆวัน   เชื่อไหมครับว่าเค้าทำแบบนี้ 9 ปีจนตอนหลังกลายเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษ และตอนหลังก็มีโอกาสได้ไปที่สหรัฐ จนกระทั่งได้เจอธุรกิจอาลีบาบา =======   5. อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น   ตอนแรกที่คุณแจ๊ค หม่า เริ่มต้นธุรกิจอาลีบาบา โดยได้พยายามโน้มน้าวเพื่อนๆ 17 คนในอพาร์ตเมนท์ของเค้าเอง   เชื่อไหมครับว่า เค้าใช้เวลาในการพูดโน้มน้าวเพื่อนๆนานหลายชั่วโมง สุดท้ายแล้วเพื่อนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เลยไม่ได้ลงตังให้ (วันนี้น่าจะเสียดายมากๆ)   และสิ่งที่คุณแจ๊ค หม่าทำคือ วันรุ่งขึ้นเค้าเปิดบริษัทที่ชื่อว่า Alibaba (阿里巴巴) พร้อมกับคนที่เชื่อในศักยภาพในตัวเค้า   “อย่ากลัว กับสิ่งที่คุณยังไม่ได้เริ่มต้น การทำธุรกิจใหม่ๆของผมเปรียบเสมือนคนตาบอดที่กำลังขี่หลังเสือที่ตาบอด” “แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ” ========   ติดตามบทวิเคราะห์และสาระน่ารู้ที่จะทำให้คุณเข้าใจจีน มากขึ้นได้ ใน #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน ครับ   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ 🙂 ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE Telegram: https://t.me/TAM_EIG Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter Youtube: […]

9 คำตอบที่ เหริน เจิ้งเฟย เปิดใจเกี่ยวกับสงครามการค้า

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   “他给我打电话,我可能都不接。不过他没有我电话号码,打不到我这来.”   ถ้าทรัมป์โทรศัพท์มาหาผม ผมก็คงไม่รับหรอก แต่ถึงยังไง ทรัมป์ก็ไม่รู้เบอร์ผมอยู่ดี ========   1. ไม่หยุดพัฒนาบริษัท ทำให้เติบโตเร็วมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา   “ผมต้องการทำให้บริษัทหวาเหว๋ย (华为) เป็นบริษัทที่ดีขึ้น” เฮียเหริน เจิ้งเฟย (任正非) พูดเสมอครับ   “ผมจะคิดเสมอว่าจะพัฒนาสินค้าและบริการให้เดินหน้าต่อยังไง” “ผมจะไม่หยุด แล้ววางหมวกลงเพื่อไปรับรางวัล”   เฮียเหริน บอกว่า ตอนนี้มีรางวัลวางอยู่บนโตะมากมาย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องพิสูจน์ความสามารถ เรายังต้องพัฒนาตัวเองต่อไป   ========   2.ไม่รู้ว่าอะไรคือแรงจูงใจให้สหรัฐมาแบน หวาเหว๋ย (华为)   “ผมไม่รู้ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอะไรที่เป็นแรงกระตุ้น แรงจูงใจให้สหรัฐทำแบบนี้” ช่วงแรกจะสังเกตเห็นว่าเฮียเหริน ชิล ๆ นะครับ พูดเสมอว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากการแบนรอบนี้   เพราะแกมักจะอธิบายว่า ตอนนี้หวาเหว๋ย (华为) เองก็ไม่ได้ เจาะตลาดสหรัฐอยู่แล้ว ทำให้คงจะไม่เป็นอะไรมากถ้าเราไม่ได้ทำธุรกิจในสหรัฐ   “เพราะต่อให้ไม่มีตลาดสหรัฐอเมริกา เราก็เป็นเบอร์หนึ่งอยู่ดี” นั่นคือสิ่งที่แกพูดมาตลอด แต่ระยะหลังคำพูดเริ่มเปลี่ยนบ้างหลังจากบริษัทในประเทศอื่น ๆ เริ่มประกาศแบนหัวเหวยเช่นกัน   “มาตรการของรัฐบาลทรัมป์ทำให้ความเป็นผู้นำของหวาเหว๋ย (华为)ถูกเตะขัดขาไปบ้าง” แต่บริษัทเองก็ไม่นิ่งนอนใจ เพราะตอนนี้ก็จะพยายามสร้างชิพขึ้นมาเอง และหาทางอื่น ๆในการรักษาตำแหน่งผู้นำสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี 5G   ========   3. บริษัทหวาเหว๋ย (华为)มีมูลค่ามากมายขนาดนั้นเหรอ   “ไม่มีทางที่กระต่ายน้อยอย่างหวาเหว๋ย (华为) จะสามารถล้มล้างตลาดทางอุตสาหกรรมได้” ดูแกเปรียบเทียบสิครับ น่ารักซะไม่มี   “เราไม่ได้มีความสำคัญมากมาย ถึงขั้นที่จะถูกเอาไปเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนได้”   เฮียเหรินเล่าให้ฟังว่า “ตอนสมัยเด็ก ๆ ผมชอบประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ความจริงตอนนี้ผมก็ยังชอบอยู่นะครับ” “ถ้าคุณได้มีโอกาสอ่านเอกสารของบริษัทตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา คุณก็จะรู้ว่ามันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นอเมริกัน”   แกยอมรับว่า จริง ๆ แล้วหวาเหว๋ย (华为) พัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองมาสักพักแล้วแหละ และการถูกแบนรอบนี้ก็ส่งผลกระทบกับเราจริง แต่จะมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถส่งช่างซ่อม ไปซ่อมเครื่องบินได้เร็วแค่ไหน แกเปรียบเทียบซะเห็นภาพเลยครับ   “ไม่ว่าเราจะใช้วัสดุแบบไหน อาจจะเป็นเหล็ก ผ้า หรือ กระดาษก็ได้” “เป้าหมายของเราจะทำให้เครื่องบินอยู่บนท้องฟ้าต่อให้ได้”   ========   4. อุปกรณ์หวาเหว๋ย (华为) มีปัญหาด้านความมั่นคงหรือไม่   “ตอนนี้หัวเหวยพัฒนามาไกลก็จริง มันก็เลยเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเจอปัญหากันบ้าง” เฮียเหริน บอกว่า ไม่ใช่ว่าเครื่องมือของหวาเหว๋ย (华为)ไม่มีปัญหาเลยนะ เพียงแต่ว่า อุปกรณ์ของหวาเหว๋ย (华为) ไม่ได้มุ่งร้ายต่อใคร   หวาเหว๋ย (华为) ขายอุปกรณ์ ไม่มากให้กับรัฐบาลและผู้ประกอบการโทรคมนาคมของจีน “หวาเหว๋ย (华为) ไม่ได้มีอำนาจหรือความสามารถที่จะทำอะไรเลย” เค้าพูดแบบตัดพ้อเล็กน้อยครับ   “ถ้าประเทศไหนก็ตามพบว่า อุปกรณ์ของหวาเหว๋ย (华为)สามารถสอดแนมได้ ป่านนี้ยอดขายของเราใน 170 ประเทศทั่วโลก คงร่วงหนักมากแล้ว” “สถานะทางการเงินของเราเองก็คงได้รับผลกระทบอย่างหนัก”   เค้าอธิบายต่อว่า ถ้าโลกใบนี้ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ ถ้าสงครามการค้ายังไม่จบ ตัวเค้ายินดีที่จะผลักดันให้รัฐบาลจีนเซ็นสนธิสัญญา ห้ามสอดแนม กับประเทศที่ต้องการได้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายและแสดงความบริสุทธิ์ใจ   ========   5. มีความเห็นกับกรณีที่ลูกสาวถูกจับกุมอย่างไร   ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา CFO ของหวาเหว๋ย (华为) ถูกจับกุมที่แคนาดาซึ่งเป็นลูกสาวของเฮียเหริน แกเองก็มีความเห็นเช่นกัน “อย่างที่เรารู้กันแหละครับว่า เมิ่ง หว่านโจว (孟晚舟) ลูกสาวผม เธอไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไม่เคยทำผิดในสหรัฐหรือประเทศไหน ๆ”   “การจับกุมตัวเธอเป็นสิ่งที่ผิด เพราะอย่างแรกโดยพื้นฐานการจับกุมใครก็ตามต้องมีความจริงก่อน” “และอย่างที่สอง ต้องมีหลักฐานถูกต้องไหมครับ? แต่นี่ไม่มี”   สิ่งที่ตัวเค้าเรียกร้องคือ อยากให้ศาลเปิดเผยข้อมูล เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเธอทำผิดหรือไม่ “ถ้าศาลเปิดเผยข้อมูล เราก็จะเชื่อศาล”   ========   6. คุณมองทรัมป์ยังไง?   “ผมคิดว่า คุณทรัมป์เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับ รัฐบาลจีนที่ดีครับ” ทำไมเหรอครับ? […]

ธุรกิจใหม่สุดแปลกในจีน “จ่ายเงินเพื่อให้คนยกย่อง !!” 夸夸群

#谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   หลัง ๆ มานี้ ไม่ว่าคุยกับใคร หนึ่งในลักษณะของคนจีนที่คนมักจะยกย่อง คือ ความขยัน และอดทนครับ เหตุผลหลัก ๆ ก็แน่นอนว่ามาจากการแข่งขัน เรียกได้ว่าดิ้นรนกันเต็มที่    สิ่งที่ตามมาในประเทศที่ต้องแข่งขันกันหนัก ๆ ก็คือ ความเครียด หรือถ้าศัพท์บ้านเราก็คงต้องบอกว่า ต๊อแต๊ …   แต่ในประเทศจีน มีคนเห็นโอกาสนี้ และพลิกมุมคิดทำให้เกิดธุรกิจใหม่สุดแปลกขึ้น นั่นคือธุรกิจที่คนยอม “จ่ายเงินเพื่อให้คนยกย่อง !!” สงสัยมั๊ยครับว่าไอเดียนี้มาได้ยังไง?   ==================   ในมหาวิทยาลัยจีน ก็เหมือนกับบ้านเราครับ มีการตั้งกลุ่มในแอปพลิเคชันแชท แล้วลากเพื่อน ๆ เข้าไปในกลุ่ม เพื่อเอาไว้ติดต่อสื่อสารกัน ในไทยเราใช้ “ไลน์” กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ในประเทศจีนใช้แอปพลิเคชัน “Wechat (微信)” ครับ   และเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ในกลุ่ม Wechat ของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (浙江大学)  มีนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่ง ระบายความโชคไม่ดีที่เกิดกับตัวเองตั้งแต่เช้าจรดเย็นเข้าไปในกรุ๊ปแชท ที่มีคนอยู่กว่า 500 คน   “ขึ้นรถเมล์ก็ผิดสาย แถมร่มดันมาหายอีก ใครก็ได้ช่วยยกย่องผมหน่อยเถอะ !”   ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อนคนอื่น ๆ ในกรุ๊ปต่างก็ส่งข้อความตอบมามากมาย ยกย่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาคนนั้น   “สุดยอด !!! ที่มือถือไม่หายด้วย ไม่งั้นคงส่งข้อความหาพวกเราไม่ได้เลย” “ถ้าไม่นั่งรถผิดสาย ก็คงอดชมวิวทิวทัดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นนะเนี่ย”   แน่นอนครับ หลังจากได้รับข้อความมากมายให้กำลังใจจากคนนับร้อย ยกย่องกับเหตุการณ์ที่เจ้าตัวคิดว่า “แย่ที่สุดแล้ว” นักศึกษาคนนั้นก็รู้สึกดีขึ้น แล้วมองในมุมอื่นที่ตัวเองคาดไม่ถึง   ==================   พฤติกรรมนี้กลายเป็นกระแส จากมหาวิทยาลัยสู่วงกว้าง จนมีคนที่มองเห็นโอกาสนำมาทำธุรกิจ ตั้งกลุ่ม Wechat  (微信) ขึ้น และเก็บค่าบริการใครก็ตาม ที่อยากให้คนยกย่อง ชมเชย จากคนแปลกหน้านับร้อย   แม้ว่าจะมีกลุ่มที่ฟรีไม่ต้องเสียเงิน แต่ก็มีกลุ่มที่คิดค่าบริการ โดยมีตั้งแต่ 50 – 100 หยวน (ประมาณ 250 – 500 บาท) ต่อเวลา 5 นาที !!!    จ่ายเงินแล้วยังไงหรอครับ? หลังจ่ายเงินก็จะต้องรอให้ถึงคิวก่อน เมื่อถึงคิวของคุณ คุณจะได้รับเชิญเข้าไปในกลุ่ม Wechat (微信) และสามารถบอกปัญหา หรืออะไรก็ได้เข้าไปในกลุ่ม คนในกลุ่มก็จะพิมพ์ข้อความยกย่อง ชมเชยคุณในมุมต่างๆกันไป และเมื่อครบเวลา 5 นาที แอดมินก็จะเตะคุณออกจากกลุ่ม เป็นอันจบบริการ ….   ฟังมาถึงตอนนี้ คงสงสัยใช่มั๊ยครับว่า แล้วคนในกลุ่มนับร้อยนั้นทำไปเพื่ออะไร? แล้วจะมีซักกี่คนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนมายกย่อง?   คนอื่น ๆในกลุ่มจะได้รับ “อั่งเปา (红包)” ซึ่งอาจจะเป็นคูปอง ของหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นการตอบแทน แล้วคนยอมจ่ายด้วยหรอ?   ในเวปไซต์ “เถาเป่า (淘宝)” ช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มที่มียอดขายที่สูงที่สุด ทำเงินได้กว่า 4 แสนบาท !!!!   ==================   ความเห็นของ #谈亿 #ถันอี้ #ถามอีกกับอิกเรื่องลงทุนจีน   ธุรกิจสุดแปลกนี้ก็มีกันหลายมุมมองนะครับ    บางคนมองว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร เพราะคนพวกนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ มาพิมพ์ยกย่องเราแบบเกินจริง เพียงเพราะได้บางอย่างตอบแทน    อีกมุมมองหนึ่ง คนก็มองกันว่า เพราะสังคมการแข่งขันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องแบกรับแรงกดดันมากมาย โดยเฉพาะสังคมจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ก็คงไม่แปลก ถ้าคนจะต้องการกำลังใจ และความเห็นจากคนอื่น ๆ ช่วยชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ว่าชีวิตก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ   แต่ที่เจ๋งที่สุด คือมุมมองการเห็นโอกาสในการทำธุรกิจนี้แหละครับ !! น่ายกย่องของจริง   […]

“ทฤษฏีหมูสามชั้น” กับสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

“ทฤษฏีหมูสามชั้น” กับสงครามการค้าสหรัฐ-จีน   ผมรู้จัก พี่อาร์ม (ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มาสักพักละครับ เป็นคนหนุ่มไฟแรง และขึ้นชื่อว่าเข้าใจสถานการณ์สงครามการค้าได้ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศครับ   วันก่อนผมมีโอกาสได้ฟังความรู้ดีๆจากพี่อาร์ม ในงานสัมมนาของ The Advisory โดยธนาคารกรุงศรี สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า Krungsri Prime และ Krungsri Exclusive ของธนาคารกรุงศรีครับ เลยอยากจะมาแบ่งปันเล่าให้ฟังครับ =======   1. แท้จริงแล้วเศรษฐกิจสหรัฐกับจีน ก็เหมือนจะเป็นเศรษฐกิจเดียวกัน?   พี่อาร์มเล่าให้ฟังว่า ตามตำราของจีนมองว่าเศรษฐกิจของทั้งจีนและสหรัฐมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งมากจนแทบจะเป็นเศรษฐกิจเดียวกัน   “เอกชนสหรัฐไปลงทุนที่จีน แล้วใช้ประโยชน์จากค่าแรงราคาถูก ผลิตของเยอะๆ แล้วส่งออกไปสหรัฐ” “สังเกตว่า 90% ของสินค้าในห้างค้าปลีกชื่อดังอย่าง Walmart ก็ทำมาจากประเทศจีนทั้งนั้น”   การที่ประชาชนในสหรัฐซื้อสินค้าได้ในราคาถูก (ในอดีต) ก็เป็นเพราะมีจีนเป็นฐานการผลิตสำคัญนั่นเอง   “เพราะฉะนั้นถ้าทำสงครามการค้ารอบนี้ สหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น (จากการตั้งกำแพงภาษีที่นำเข้าจากจีน)”   และอย่าลืมว่า จีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลืองรายใหญ่จากสหรัฐ ซึ่งพอสหรัฐเริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษี ทางจีนเองก็ตอบโต้ขึ้นภาษีเช่นกัน ทำให้เกษตรกรของสหรัฐเจ็บตัวไปตามๆกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงของทรัมป์ ผู้นำสหรัฐครับ   เช่นเดียวกันจีนเองก็ได้รับผลกระทบต้องซื้อของราคาแพงขึ้น และเอกชนก็ขายของได้น้อยลง เอาเป็นว่าช็อตนี้ถ้าทำสงครามการค้าก็เจ็บตัวทั้งคู่แหละครับ   (แต่เนื่องจากสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่า นั่นหมายความว่าถ้าทำสงครามการค้า คนที่จะเจ็บตัวมากกว่าคือ จีนครับ) =======   2. สงครามการค้ายังเกิดขึ้นได้อีกเหรอในยุคนี้?   สงครามการค้าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมองได้ 2 มุมครับ คือมุมของนักเศรษฐศาสตร์กับมุมของนักกลยุทธ์ครับ   “สงครามการค้ามีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายแพ้ทั้งคู่ นี่เป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองชัดๆ ดังนั้นจึงไม่ควรทำสงครามการค้า” นั่นคือมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์   แต่ถ้าเป็นนักกลยุทธ์ เค้าจะมองกลับกัน “ต่อให้เจ็บตัวยังไงก็ต้องทำสงครามการค้า” เพราะจำเป็นต้องเจ็บตัวตอนนี้ เพื่อรักษาอนาคตของความเป็นมหาอำนาจเอาไว้   จะเห็นว่าเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน เนื่องจากนักกลยุทธ์มักจะไม่มองเฉพาะตัวเลข แต่ต้องมองภาพใหญ่กว่านั้น มองไกลกว่านั้น ลุยอ่านต่อเลยครับ =======   3. ทฤษฏีหมูสามชั้น กับสงครามการค้า   “ชั้นแรก คือสงครามการค้าที่เราเห็นกันตามข่าวหน้าหนึ่ง” แต่จริงๆแล้วลึกกว่านั้นมันคือ สงครามเทคโนโลยียุคใหม่   และถ้ามองให้ลึกกว่านั้นในชั้นที่ 3 จะเห็นว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้มันคือเรื่องความมั่นคงครับ   “ในมุมของนักกลยุทธ์จะตั้งข้อสังเกตว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน” “เราไม่ควรมองจีนเป็นประเทศ แต่ควรมองเป็นมณฑล” พี่อาร์มอธิบายว่าเนื่องจาก 1 มณฑลของจีนมีขนาดและประชากรที่มากกว่าประเทศไทยเสียอีก   “แต่ถ้าจะพูดให้ทันสมัยต้องบอกว่า เราควรมองจีนเป็น cluster เมือง” ความหมายคืออะไรครับ?   “เราไม่จำเป็นต้องอยู่เซี่ยงไฮ้ แต่เราก็สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงไปติดต่องานได้”   เพราะตอนนี้จีนเร่งสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงแต่ละเมืองเข้าหากัน เดินทางเพียงแค่ไม่กี่ชม.   “เมื่อรวมตัวกันเป็นเมือง การทำธุรกิจก็ง่ายขึ้น ต้นทุนการเดินทางลดลง เกิดการแลกเปลี่ยนไอเดียในการทำธุรกิจกัน” และข้อดีอีกอย่างคือ เกิดกลุ่มพลังผู้บริโภคในเมืองที่มีตังมหาศาลทำให้จีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต เนื้อหอมอย่างมากครับ =======   4. เมื่อจีนไม่ได้มีดีที่แรงงานราคาถูกเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว   จีนไม่ใช่จุดหมายปลายทางของคนที่อยากได้แรงงานราคาถูกอีกต่อไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ค่าแรงแพงมากครับ   แต่เหตุผลที่ตอนนี้จีนโตเร็วมากๆ และนักลงทุนชอบสุดๆ นั่นเป็นเพราะว่าจีนเป็นที่ที่มีห่วงโซ่การผลิตที่สมบูรณ์มาก   “เช่น เสิ่นเจิ้น มีหลายโรงงานที่สามารถผลิตโทรศัพท์ได้เลย จบอยู่ในเมืองเดียวเพราะ supply chain ทุกอย่างครบจบที่เดียวครับ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาวัตถุดิบจากที่อื่น”   อีกมุมนึงคือการเชื่อมโยงชนชั้นกลางของจีน ที่มีความเป็นเมืองในแต่ละมณฑลเข้าด้วยกัน กลายเป็นกำลังซื้อมหาศาลที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด   แต่ข้อเสียคือ ใครที่อยากจะจับตลาดคนจีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทจีนด้วย ถ้าไม่ยอมเค้าก็พร้อมจะทำธุรกิจกับคนที่ยอม =======   5. รื้อฟื้นความเป็นศูนย์กลางการค้าโลกด้วยนโยบาย Belt and Road   พี่อาร์มเล่าให้ฟังว่า “ท่านผู้นำจีน สีจิ้นผิง บอกว่า เมื่อก่อนจีนนี่แหละที่เป็นคนริเริ่มเส้นทางการค้าโลก และตอนนี้จีนต้องการอยากจะมารื้อฟื้นเส้นทางสายไหมอีกรอบ แล้วครับ”   โดยจีนจะพยายามเชื่อมเอเชียกลาง แล้วเชื่อมจีนเข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสะพาน ถนน ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง ท่อก๊าซน้ำมัน เชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ และระหว่างเมืองของจีนเอง   “ญี่ปุ่นเองก็ไม่เคยฝันใหญ่ขนาดนี้” “โซเวียตเองก็ไม่เคยคิดแบบนี้”   ไม่เคยมีประเทศไหนในโลก ที่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่และกำลังทำให้เป็นรูปธรรมเท่ากับสิ่งที่จีนกำลังทำมาก่อนครับ   […]

ทำไม Jack Ma ถึงแนะนำให้เด็กรุ่นใหม่ทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน

“ผมคิดว่า การทำงานแบบ 996 เป็นสิ่งที่ดีอย่างมากสำหรับคนรุ่นใหม่” เฮีย Jack Ma อภิมหาเศรษฐีและเจ้าของ Alibaba ให้คำแนะนำครับ   งงเลยใช่ไหมครับ มาเป็นรหัสลับแบบนี้   คำว่าการทำงานแบบ 996 ความหมายคือ การทำงาน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม (หรือ 9 P.M. ของเวลาฝรั่ง) เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ คือทำงานวันละ 12 ชั่วโมงต่อวัน   “หลายบริษัท และคนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ทำงานแบบ 996 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่ให้ผลตอบแทนไม่ดี” “ถ้าคุณไม่ทำงานหนักแบบ 996 ตั้งแต่ตอนวัยรุ่น แล้วคุณจะไปทำงานหนักตอนช่วงไหน” คุณ Jack Ma ตั้งข้อสังเกตครับ   แน่นอนว่าทุกคนบนโลกใบนี้ก็อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้นแหละครับ อยากมีชีวิตที่ดี อยากได้รับการยอมรับ   “ผมขอถามทุกคนหน่อยครับว่า ถ้าเราไม่ทุ่มเทกับการทำงาน ไม่ทุ่มเวลามากกว่าคนอื่น แล้วเราจะประสบความสำเร็จตามที่เราต้องการได้อย่างไร” “ผมรู้สึกโชคดีมาก และไม่เสียใจเลย ที่ได้มีโอกาสทำงานหนัก วันละ 12 ชั่วโมงต่อวันตอนช่วยวัยรุ่น”   แต่คุณ Jack Ma บอกว่า วัฒนธรรมการทำงานหนักต้องเกิดจากความต้องการของพนักงานเอง ไม่ใช่การไปบังคับ “ไม่มีใครที่ไหนหรอกที่อยากทำงาน ที่มีเจ้านายบังคับให้คนทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง”   “ถ้าคุณเจองานที่ใช่ การทำงานหนักจะไม่ใช่ปัญหาเลย” “แต่ถ้าคุณไม่มีความหลงใหลในงานที่ทำ ทุกๆนาทีที่ทำงานจะเป็นช่วงเวลาที่ทรมานใจอย่างมาก”   ==========   พอฟังเฮีย Jack Ma แบบนี้แล้วผมนึกถึงกฏ ของคุณ Malcolm ที่เคยพูดถึง กฏ 10,000 ชั่วโมง ที่แกไม่เชื่อว่าการมีพรสวรรค์จะทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่เป็นเรื่องการฝึกฝนต่างหากที่จะทำให้เราเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำตามความฝันได้   ลองคำนวณเล่นว่า ถ้าเราฝึกฝนอะไรอย่างจริงๆจังๆ วันละ 4 ชม. เราจะใช้เวลาประมาณ 7 ปี , ถ้าเราฝึกฝนทุ่มเท 8 ชม. ต่อวัน เราจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี   แต่ถ้าเราทุ่มเทมากๆ วันละ 12 ชม. เราจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆได้   ==========   แต่ความเป็นจริง เราคงต้องมีพักบ้างใช่ไหมครับ อย่าหักโหมเกินไป สิ่งสำคัญคือความเชื่อที่ว่า เรามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ขอแค่เราทุ่มเทกับมันมากเพียงพอครับ   ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุข นี่คือ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุนครับ

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Jeff Bezos อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกครับ

แม้ว่าปีนี้เค้าจะเจอมรสุมชีวิตส่วนตัว แต่ด้านมุมมองการทำธุรกิจยังคงมีความเฉียบแหลม ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรอ่าน ศึกษาและคิดตามอย่างมากครับ   ===========   1. พลังของความอยากรู้อยากเห็น   “นับตั้งแต่ที่เราเริ่มทำ Amazon ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรารู้ว่าเราอยากจะสร้างวัฒนธรรมของนักสร้าง(สิ่งใหม่ๆ) เป็นสังคมของคนที่สนใจใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็น เป็นนักสำรวจ” เฮีย Jeff Bezos นายใหญ่แห่งค่าย Amazon บอกในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปีนี้ครับ   เค้าอธิบายต่อว่า แม้ว่าทีมงานหลายคนจะเก่ง ตอนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่ยังต้องมีความกระหายอยากรู้อยากเห็นเหมือนเป็นมือใหม่อยู่เสมอ   “วิธีคิดที่เป็นนักสร้างนี่แหละ ที่ทำให้เราทำงานใหญ่สำเร็จ ช่วยให้เราคว้าโอกาสที่อาจจะดูยาก แต่สุดท้ายเราก็ทำสำเร็จ”   ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่องค์กรขนาดใหญ่ยังสามารถทำให้คนในองค์กรมีความกระหายอยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้แกเลยครับ (ถ้าหัวหน้าไม่มีความเชื่ออย่างแรงกล้า และผลักดันเต็มที่ ลูกน้องเองก็คงไม่ทำตาม จริงไหมครับ)   ===========   2. ความสำเร็จไม่ได้มาแบบง่ายๆ   ความสำเร็จเกิดจากการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ทดลอง ลงมือทำ แล้วก็คิดค้นใหม่ แล้วก็ลงมือทำอีกครั้ง   ทำแบบนี้ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก   “ความสำเร็จสามารถทำได้หลายทาง แต่ไม่มีทางเป็นเส้นตรง” ความหมายของแกคือ ความสำเร็จไม่มีทางได้มาง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากครับ   ===========   3. ความต้องการของลูกค้าสำคัญที่สุด   เฮีย bezos ยกตัวอย่างให้ฟังว่า บริษัท AWS (ให้บริการ cloud ธุรกิจที่ทำกำไรให้กับ Amazon มหาศาล)   เป็นธุรกิจที่มีลูกค้าหลายล้านราย และมีความหลากหลายมากๆ ตั้งแต่ startup เล็กๆ ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ หน่วยงานราชการ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (ล้วนแล้วแต่เป็นองค์กร ที่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าของตัวเองให้ดีที่สุด)   “พวกเราใช้เวลานานมากๆ ในการศึกษาความต้องการขององค์กรเหล่านั้น และวิธีคิดของทีมงานในองค์กร”“เราสร้าง AWS โดยมีพื้นฐานจากการฟังความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก”   เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆที่จะต้องถามความต้องการของลูกค้า และฟังเสียง (ความต้องการ) ของพวกเค้าอย่างตั้งใจ และพยายามหาวิธีที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเค้าให้ดีที่สุด ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด (เฮียแกให้ความสำคัญกับความเร็วของการปรับกลยุทธ์ธุรกิจมากๆครับ)   “ไม่มีธุรกิจไหนบนโลกใบนี้ที่สามารถอยู่รอดได้ โดยไม่สนใจความต้องการของลูกค้า”   การตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญแต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือการสร้างสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้ร้องขอ (ลูกค้าอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าต้องการอะไร แล้วเราต้องจินตนาการและเข้าใจความรู้สึกภายในของลูกค้าให้ได้ ว่าลึกๆแล้วจริงๆเค้ามีความต้องการอะไรบางอย่าง เพียงแต่เค้ายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร)   AWS คือธุรกิจตัวอย่างที่สร้างขึ้นมาในช่วงที่ลูกค้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเค้าต้องการ cloud ช่วยในการจัดเก็บข้อมูล แต่จริงๆแล้วเป็นบริการที่ทุกคนนั้นกระหายอยากได้อยากมีอย่างมาก   “เรามีความรู้สึกว่าธุรกิจนี้ยังไงก็ต้องมาแรง มันเกิดจากการสังเกตุ การทำการบ้านอย่างหนัก การทดลอง การแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างต่อเนื่อง”   อีกหนึ่งตัวอย่างคือการพัฒนาบริการที่เรียกว่า DynamoDB ระบบจัดเก็บฐานข้อมูล เป็นระบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากมีผู้ใช้แล้วหลายพันราย   “ไอเดียการทำธุรกิจเกิดจาก การที่เราสังเกตเห็นว่าลูกค้ามีอุปสรรคในการใช้ ระบบจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิมๆ เราเลยคิดใหม่ทำใหม่จนเกิดบริการที่สร้างโอกาสธุรกิจได้อย่างมหาศาล”   และในที่สุดก็สามารถพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลที่ทรงพลัง แต่ราคาถูก เหลือ 1 ใน 10 ของระบบที่ให้บริการอยู่ในช่วงนั้น   “นอกจากนี้เรายังซุ่มพัฒนาระบบ Machine Learning ที่ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆล้มเหลว หลายต่อหลายครั้งครับ”   “แต่เราก็ทดลอง แล้วก็ศึกษาเสียงสะท้อนจากลูกค้าอย่างจริงจัง จนเป็นที่มาของบริการที่เรียกว่า Sage Maker ที่เพิ่งให้บริการเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว” โดย Sage Maker ได้ช่วยลดความยุ่งยากของ Machine Learning ทำให้ตอนนี้มีลูกค้ามากมาย หลายพันราย   นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัท AWS ตอนนี้ถึงมีรายได้สูงถึง 3 หมื่นล้านเหรียญหรือ 1 ล้านล้านบาทในตอนนี้ และยังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกๆปี   ===========   4. ฝึกจินตนาการสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้   “แม้ว่ายอดขายของ Amazon จะเติบโตหนักมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ยังถือว่ามียอดขายออนไลน์ในสัดส่วนที่น้อยมาก (คิดเป็นตัวเลข หลักเดียวเท่านั้น) เมื่อเทียบกับยอดขายปลีกทั้งโลก” เฮีย Bezos บอกครับ   เหตุผลคือ ยอดค้าปลีกส่วนใหญ่ของทั้งโลกสัดส่วนมากกว่า 90% นั้น มาจาก offline (หน้าร้าน)   “หลายปีที่ผ่านมา Amazon เลยคิดว่าถ้าเราจะเจาะยอดขายจากการมีหน้าร้านบ้างจะทำยังไง?” แต่สไตล์ของ Amazon จะธรรมดาได้ที่ไหนละครับ   “เรามั่นใจว่าเราทำได้ แต่เราต้องทำสิ่งใหม่ที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ นั่นเลยเป็นที่มาของการทำร้าน Amazon Go”   ไอเดียก็คือ ต้องการอยากจะกำจัดข้อเสียที่แย่ที่สุดของการมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง นั่นคือ การรอคิวเข้าแถวจ่ายตังเวลาซื้อของครับ   “ไม่มีลูกค้าคนไหนหรอกครับ ที่อยากเข้าแถวนานๆ เราก็เลยลองจินตนาการดูว่าถ้าเราจะมีหน้าร้านดูบ้าง ต้องเป็นแบบ ที่ลูกค้าแค่เดินเข้ามาในร้าน แล้วก็หยิบของที่ต้องการ แล้วก็เดินออกไปเลย (ไม่ต้องเข้าแถว)”   ฟังแวบแรกก็รู้แล้วว่ายาก ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแหละครับ ซึ่งในทางเทคนิคก็ยากมากๆ ต้องระดมสมองของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร เทพระดับโลก มาทั้งโลก มาช่วยกันออกแบบกล้อง ชั้นวางของ และประดิษฐ์อัลกอริธึ่มของคอมพิวเตอร์ระบบใหม่   “ผลจากการทำงานอย่างหนัก รางวัลที่ได้รับคือ ผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า โดยส่วนมากมองว่า ประสบการณ์การซื้อของใน Amazon Go เหมือนเวทมนตร์” ปัจจุบันมี 10 สาขาและเตรียมขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต   ===========   5. เมื่อเล่นเกมที่ใหญ่ขึ้น ความล้มเหลวควรจะต้องใหญ่ขึ้นเป็นเงาตามตัว   “เมื่อไหร่ก็ตามที่บริษัทเติบโต หลายๆสิ่ง หลายๆอย่างก็ควรเติบโตด้วยเช่นกัน” “เช่นเดียวกับ ความล้มเหลว ถ้าหากความล้มเหลวไม่ใหญ่ ไม่ล้มเหลวมากขึ้น คุณจะไม่มีทางสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆได้เลย” เฮีย Bezos บอกครับ   กว่าจะประสบความสำเร็จแบบนี้ได้ Amazon เองก็เคยล้มเหลวระดับหลายพันล้านเหรียญสหรัฐมาแล้ว   “เราจะทำงานหนักมาก เพื่อให้การลงทุนแต่ละครั้งคุ้มค่า แต่แน่นอนว่าการลงทุนแต่ละครั้งคงจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอไป” […]

CPF ทุ่มเงินซื้อ Dak Galbi ร้านอาหารเกาหลี 55 ล้านบาท 

Dak Galbi เป็นร้านอาหารเกาหลีแบบผัดร้อน ที่เราเห็นตามห้าง แล้วพนักงานจะให้เราเลือกวัตถุดิบแล้วก็มาผัดให้ทานแบบสดๆครับ   ตอนนี้มี 10 สาขาในประเทศไทยครับ   รายได้ ปี 2561: 142 ล้านบาท   กำไรขั้นต้น: 75 ล้านบาท   EBITDA  2561: 10 ล้านบาท   กำไรสุทธิ 2561: 1 ล้านบาท ลดลงเรื่อยๆครับ (ปี 2560 กำไร: 3 ล้านบาท และปี 2559 กำไร: 9 ล้านบาท)   สินทรัพย์รวม: 50 ล้านบาท   หนี้สินรวม: 46 ล้านบาท   =====   ดีลนี้บริษัทลูกของ CPF เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF RF) ได้ลงนามซื้อหุ้นและร่วมลงทุนในสัดส่วน 60%   โดยรอบนี้เป็นการซื้อครั้งแรกก่อนครับ ซึ่ง Dak Galbi จะเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยออกหุ้นเพิ่มทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 55 ล้านบาท   เบื้องต้นคาดว่าจะสำเร็จภายใน 1 เดือน ซึ่งภายหลังการซื้อครั้งนี้ จะทำให้ Dak Galbi จะมีสถานะเป็นบริษัทร่วมของ CPF   แต่ดีลนี้เปิด option ให้ CPF เข้าซื้อรอบสองได้ครับ สอง ได้ แต่จะต้องคำนวณจากผลการดำเนินงาน   คิดมูลค่าการลงทุนจาก 5.7 เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน โดยไม่รวมดอกเบี้ย ,ภาษี,ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ตามงบการเงินปี 62 หักด้วยหนี้สินสุทธิ ณ สิ้นปี 61   =====   แหล่งเงินทุนมาจากไหน?   มาจากกระแสเงินสดของ CPF RF โดยคณะกรรมการเห็นว่าการลงทุนในธุรกิจร้านอาหารที่ถือเป็นหนึ่งในช่องทางจำหน่ายสินค้าของบริษัท และยังเป็นการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าจากการเลี้ยงสัตว์ของบริษัทด้วย   =====   ข้อสังเกตจากถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน   เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา CPF ได้ร่วมทุนกับ HiLai Group ผู้นำบุฟเฟต์จากไต้หวัน เปิดร้าน HiLai Harbour Restaurant ที่ Icon Siam ด้วยงบลงทุนเกือบ 130 ล้านบาท   แต่เหตุผลที่ CPF บุกธุรกิจร้านอาหารมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ของกลุ่ม CP   และตัวเลขบทวิจัยต่างๆก็มองตรงกันว่าตลาดร้านอาหารในไทยสูงกว่า 3-4 แสนล้านบาท และเติบโตมากขึ้นในทุกๆปี ทำให้ดูแล้วหอมหวนมากขึ้น   ส่วนประโยชน์อีกด้าน คือการที่ CPF ได้ใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น จะทำให้เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และมองว่าน่าจะเก็บข้อมูล Big Data เพื่อไปพัฒนากระบวนการผลิตของทั้งบริษัท   เกมธุรกิจร้านอาหารของ CPF ยังไม่หยุดแค่นี้แน่ๆครับ น่าจับตามองมากๆครับ   ============   ไม่อยากพลาด! อย่าลืมกดติดตามนะครับ   Line@: http://bit.ly/TAM-EIG_LINE   Twitter: http://bit.ly/TAM-EIG_Twitter   Youtube: http://bit.ly/TAM-EIG_Youtube  

Subscribe & Follow