Subscribe & Follow:

business

Video

ถอดบทเรียน เจ๊จง หมูทอด ร้อยล้าน !

ถอดบทเรียน เจ๊จง หมูทอด ร้อยล้าน ! สัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสคุยกับคุณจงใจ กิจแสวง หนึ่งในไอดอลของผม แต่คนส่วนใหญ่จะรู้จักเธอในนาม “เจ๊จง หมูทอด ร้อยล้าน” (ยิ่งคุย ยิ่งรู้สึกหัวใจพองโต มีกำลังใจในการทำงานขึ้นเยอะเลยครับ) ร้านหมูทอดของเจ๊จง โด่งดังมานานแล้วครับจาก “หมูทอดที่หมักจนได้ที่ รสชาติกลมกล่อม” “ข้าวสวยร้อนๆ ที่เสริ์ฟพร้อมน้ำจิ้มสุดแซ่บ” “พอทานหมดจานก็ยังมีกล้วยให้ทานปิดท้ายอีก” แหม… แค่คิดน้ำลายก็สอ แล้วละครับ “ทุกครั้งที่ผมสังเกตเห็น ร้านหมูทอดเจ๊จง ไม่ว่าจะเป็นที่ตลาดนัดช่อง 3 (ตอนนี้ไม่ขายแล้ว), หลังโลตัสพระราม 4 หรือ ตึก FYI จะเห็นแถวยาวเหยียดเสมอ” แต่สิ่งที่ผมทึ่งคือ เจ๊จง เป็นเพียงร้านอาหารไม่กี่แห่งที่ขายดีมากขนาดนี้อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญเป็นเพียงไม่กี่แห่งที่เจ้าของเป็นขวัญใจคนทั้งประเทศ มีแฟนคลับเยอะมาก เจ๊ไปไหนก็จะมีคนอยากถ่ายรูป อยากเข้ามาคุยด้วย เมื่อมีโอกาสคุยกับเจ๊จง ผมเลยอดไม่ได้ที่จะชวนคุยถึงข้อคิดที่ทำให้เจ๊จงประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ================== 1. สู้ชีวิตไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา “สมัยก่อนเจ๊มีหนี้สินล้นพ้นตัว” แต่เจ๊ไม่ยอมแพ้นะครับ แกมีเคล็ดลับคือ “อย่าก้มหน้า เพราะก้มหน้าแล้วน้ำตามันจะไหล” โอ้โห… คมมากๆครับ ไม่น่าเชื่อนะครับว่า เจ๊จง ที่เราเห็นว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในวันนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เจ๊จงเจอช่วงชีวิตที่ตกต่ำมากๆ เจ๊บอกผมว่า วันนี้ถือว่ามาไกลกว่าฝันมากครับ เจ๊จงเริ่มจากขายอาหารตามสั่ง ทำสารพัดอย่าง ขายดีสุดๆ แต่ยังไงก็ไม่พอกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนเจ้าหนี้ในแต่ละเดือน ก็เลยคิดมาตลอดว่าจะทำอะไรดี จนกระทั่งวันนึง เจ๊ไปซื้อข้าวหมูทอดร้านหนึ่ง ปรากฏว่าลูกสาวชอบมากๆ “แม่จะทำแบบนี้ให้ลูกกินเอง” เจ๊จงบอกลูกสาว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ตำนาน “เจ๊จงหมูทอดร้อยล้าน” ที่วันนี้มีสาขามากถึง 10 สาขาครับ ถ้าวันที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวแกยอมแพ้ต่อโชคชะตา ก็คงจะไม่มีเจ๊จงในวันนี้ จริงไหมครับ? ================== 2. ให้ลูกค้ามากกว่าความคาดหวัง “ทำให้ลูกค้ามาลองทานที่ร้านครั้งแรกถือว่าเป็นสิ่งที่ยากแล้ว” “แต่สิ่งที่ยากกว่า คือ ทำยังไงให้ลูกค้าติดใจมากินทุกวัน” เจ๊จงบอก ถามว่า แล้วการที่จะทำให้ลูกค้ามีความสุขต้องทำอย่างไร? คำตอบที่เจ๊ ตอบผมทันทีคือ “ถูก ดี มีน้ำใจ” ครับ “ถูก” คือ อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง ให้นึกว่า ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า เท่าที่ผมสังเกตต้องบอกว่า ข้าวหมูทอดของเจ๊ ถูกมากๆครับ 25-30 บาทก็ทานได้อิ่มมากๆแล้ว “สาขาที่ตึก FYI เป็นสาขาที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่เจ๊บอกลูกๆว่า ถ้าขายราคาแพงกว่าสาขาอื่น เจ๊จะไม่ให้ขาย เพราะเจ๊ไม่อยากให้คนกินอาหาร ต้องจ่ายแพง” นั่นเลยเป็นอีกเหตุผลที่ทำไมถึงไม่เห็นร้านเจ๊จงขึ้นห้างสรรพสินค้า แม้ว่าจะมีคนติดต่อมาเยอะก็ตามครับ “ดี” คือ เจ๊จงสั่งซื้อวัตถุดิบหมูชั้นดีจากบริษัทชั้นนำของประเทศ “ลูกค้าเค้าไม่ได้โง่นะ เค้ากินเค้าก็รู้แล้วว่าของดีหรือไม่ดี ถ้าเราเอาของไม่ดีมาขายแค่ครั้งเดียว เค้าก็จะไม่มากินของเราอีก” “มีน้ำใจ” คือ เจ๊ให้ข้าวหมูทอดแบบจัดหนักจัดเต็มและมีเครื่องเคียงแถมให้เสมอ “เจ๊ เคยซื้อผัก ซื้อกล้วยมาจากตลาด แล้วซื้อมาเยอะมาก เลยเริ่มแบ่งให้ลูกค้าทานด้วยกัน” พอเวลาผ่านไป แม้กำไรน้อยหน่อย แต่ก็ทำให้ลูกค้าได้ทานอาหารดีๆ ลูกค้ามีความสุข ก็เลยเป็นสิ่งที่เจ๊จัดให้ลูกค้ามาโดยตลอดครับ เจ๊จงยังเล่าอีกว่า “เจ๊ขายที่ไหน ก็ไปดึงยอดขายของคนละแวกนั้น” เจ๊บอกผมพร้อมกับสายตาเศร้าๆ ส่วนตัวผมเห็นด้วยครับ แกไปขายที่ไหน คนก็แห่ไปเข้าแถวซื้อยาวเหยียดตลอด ทำให้ร้านบริเวณนั้นขายไม่ดี สิ่งที่เจ๊จงทำคือ แบ่งให้ร้านอาหารแถวนั้นเอาอาหารแกไปขาย เพื่อช่วยดึงลูกค้า ให้ร้านบริเวณนั้นยังอยู่ได้ “เจ๊ จะไม่รวยแบบที่เบียดเบียนคนอื่น” เป็นอีกหนึ่งประโยคทองที่ผมประทับใจมากๆครับ ความมีน้ำใจของเจ๊ ยังมีอีกด้านครับ อีกประมาณ 1 เดือน เจ๊จงกำลังจะสร้างโรงงานแห่งใหม่เสร็จ โรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานที่ทำข้าวกล่องหมูทอดเจ๊จงขาย โดยขายส่งให้กับผู้ที่สนใจอยากมีรายได้เสริม รับไปขายอีกต่อนึง โอ้โห…. นับถือใจแกจริงๆครับ ================== 3. อย่าลืมจุดแข็งของตัวเอง ผมว่าเป็นเรื่องปกติครับ ที่เวลาเราขายดีมากๆ ก็คงอยากจะลองขายอย่างอื่นเพิ่มเติม “ยิ่งเอาอาหารอย่างอื่น เช่น ข้าวแกง ผัก ผลไม้ มาขายยิ่งขายดี พอขายดียิ่งเพลิน เพลินจนลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ” เจ๊ให้ข้อคิดน่าสนใจมากว่า พอขายหลายอย่าง มากเกินไป ก็เริ่มเสียโฟกัส ทำให้ลืมไปว่าสิ่งที่ทำให้เจ๊สร้างเนื้อสร้างตัวได้คือ การขายหมูทอด และที่สำคัญขายอย่างอื่นกำไรน้อยมาก หรือบางอย่างขาดทุน โดยไม่รู้ตัว เพราะภาพรวมยังกำไร (หลักๆมาจากขายหมูทอด) พอตั้งหลักได้ใหม่ เจ๊ก็เริ่มกลับมาเน้นอาหารหมูทอด นั่นแหละครับที่ทำให้กำไรกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนเดิมครับ ================== 4. หัวหน้าคือตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อง เจ๊จงเล่าให้ผมฟังว่า ทุกวันนี้แกนอนตอนทุ่มกว่าๆ แล้วตื่น ตี 2 เพื่อเตรียมหมูทอดและอาหารในร้าน แกทำอย่างนี้มาเป็นสิบๆปี ทั้งๆที่แกมีฐานดีจนไม่ต้องมาทำแบบนี้ก็ได้ “เจ๊อยากให้ลูกน้องเห็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง อยากให้ขยันเหมือนเจ๊” เจ๊บอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจมากๆครับยกนิ้วให้แกเลยครับ ================== 5. ยิ่งเติบโต ก็ยิ่งต้องเรียนรู้ “อันไหนที่เจ๊ไม่รู้ เจ๊ก็จะถาม” “ยิ่งเรียนรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็ก” เจ๊บอกผมด้วยตาเป็นประกายมากครับ เจ๊ยกตัวอย่างการเรียนรู้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ที่บอกลูกสาวว่าเจ๊จะทำข้าวหมูทอดให้กิน ตอนนั้นเจ๊เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำข้าวหมูทอดอย่างไร “สูตรหมูทอด เจ๊ก็ไปอ่านจากหนังสือทำอาหารในร้านหนังสือ” ก่อนที่จะกลับมาปรับปรุงสูตรจนกลายเป็นสูตรของเจ๊เอง ส่วนด้านการทำการตลาด เจ๊เข้าฟังอบรมฟังสัมมนาซึ่งยังทำอยู่มาจนทุกวันนี้ “ตอนทำ social media เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีนักศึกษาทำเพจให้ แต่เจ๊ก็ยังไม่ได้สนใจอะไร” เจ๊จงเริ่มปรึกษา อาจารย์ด้านการตลาดก็เลยได้รับคำแนะนำว่า ต้องใส่ความเป็นตัวตนของตัวเองลงไป และที่สำคัญต้องทำเอง เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้เจ๊จง โด่งดังอย่างรวดเร็วครับ “การทำธุรกิจเป็นเส้นทางที่ยาวไกล ถ้าหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ ก็อาจจะไปไ่ม่รอด สรุปคือต้องเปิดใจเรียนรู้เสมอๆ” ================== ความเห็น “ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน” “สิ่งที่ทำให้เจ๊ยังมีแรงทำมากขนาดนี้ คืออยากทำให้คนกินมีความสุขในราคามิตรภาพ ถ้าลูกค้ามีความสุข เจ๊ก็มีความสุข” เจ๊จงปิดท้ายการพูดคุยด้วยรอยยิ้ม ที่ทำให้ผมเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้มีความสุขในสิ่งที่ทำมากๆ ผมได้คำตอบแล้วละครับว่า ทำไมร้านหมูทอดเจ๊จง ถึงเป็นร้านไม่กี่แห่งที่มีคนต่อแถวยาวเหยียดตลอดเวลา และไม่แปลกใจว่าทำไม เจ๊จงถึงเป็นคนที่คนไทยชื่นชอบทั้งประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้ได้จากการคุยกับเจ๊จงครั้งนี้คือ การทำธุรกิจที่ดีไม่ใช่การจ้องจะแย่งยอดขายของคู่แข่งมาเป็นของเราเสมอไป เจ๊จงทำให้ผมเชื่อว่า การที่เรามุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จริงใจในสิ่งที่ทำ และที่สำคัญกับคนรอบตัวที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในธุรกิจได้เช่นกัน เหมือนกับที่สุภาษิตว่าไว้ .. “ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้”

ถอดบทเรียน การตลาดร้านอาหาร จากเทศกาลกินเจ

5 เทคนิคการตลาดที่ เรียนรู้ได้จากเทศกาลกินเจ “ตลาดกินเจ มีมูลค่าสูงถึง 4,650 ล้านบาท และยังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆจากกระแสรักสุขภาพ ทำให้ตลาดนี้น่าสนใจมากๆครับ”   อาจารย์ วิว ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับประเทศ เล่าให้ผมฟังระหว่างพักเบรก การสอนที่จุฬา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ แม้ว่าเทศกาลกินเจในปีใกล้จะจบลง แต่ช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่วันของเทศกาลนี้ของทุกปี ทำให้เงินสะพัดหลักพันล้านบาท และยังเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี มีมองมุมด้านการตลาดที่น่าสนใจครับ ว่าทำไมเทศกาลกินเจถึงได้เติบโตอย่างต่อเนื่องแบบไม่ต้องพึ่งโฆษณา ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านอาหารน่าจะสามารถเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้ และนำไปปรับใช้กันได้ครับ #งานจบการตลาดไม่จบ ========= เทคนิคที่ 1: การตลาดด้วย “ความเชื่อ” ของคน เทศกาลกินเจ เป็นเทศกาลนึงที่เป็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนสำหรับการตลาดที่อาจารย์วิวเรียกว่า “Faith Marketing หรือ การตลาดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน” ผมขอให้อาจารย์ยกตัวอย่าง พฤติกรรมของคนทานเจ ที่นำไปทำการตลาดได้ อาจารย์ตอบทันทีครับว่า “คนกลุ่มนี้ ถ้าเราทำความเข้าใจพวกเค้าจริงๆ คนไม่ได้กินเจเพราะอยากจะทำบุญอย่างเดียว แต่กินเพราะอยากทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น” อาจารย์ยกตัวอย่างกลยุทธ์ คือการทำเมนูอาหารที่จะช่วยเสริมดวง ให้กับคนในแต่ละราศรี “คนเกิดราศรีนี้ ถ้าทานแบบนี้แล้วจะดีกับความเชื่ออะไร” “หรือต้องทานเมนูที่เป็นเส้นหมี่ เพื่อให้ชีวิตยืนยาว” “ความเชื่อและศรัทธา เป็นเสมือนที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ” และการที่ร้านเอาเมนูอาหาร มาทำการตลาดคู่กับความเชื่อและศรัทธา จึงกลายเป็นส่วนเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารและเพิ่มมูลค่าทางจิตใจให้กับลูกค้าได้ ========= เทคนิคที่ 2: “Function” ต้องมี “Emotion” ต้องมา อาจารย์วิว อธิบายว่า การทำร้านอาหารให้แตกต่างจากเจ้าอื่น ต้องคิดถึงทั้งเรื่อง “ฟังก์ชัน” และ “อารมณ์” ควบคู่กันไปด้วยครับ “ร้านอาหารเจไม่ต่างจากอาหารปกติ แม้ว่าจะมีเรื่องเล่าหรือ story ดีแค่ไหน ถ้าอาหารไม่อร่อยเค้าก็คง ไม่กลับมาทานอีกรอบ อันนี้เรียกว่าฟังก์ชัน หรือลักษณะพื้นฐานที่จำเป็นต้องมี” แต่สิ่งที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ขาดคือ การเชื่อมโยงคุณค่าทางอารมณ์ของลูกค้าให้เข้ากับเมนูอาหารของเรา อาหารเจ มักจะมีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพ “เราจะเห็นว่า ร้านอาหารเจหลายร้านจะโฆษณาเลยว่า ทานเห็ดชนิดนี้แล้วจะเป็นมงคลด้านไหน” “ทานผักชนิดนี้แล้วจะเป็นมงคลอย่างไร” พูดง่ายๆคือ เราต้องทำการบ้านว่า อาหารแต่ละชนิดมีประโยชน์ทางโภชนาการอะไร แล้วพยายามพลิก มุมคิดดูว่า ถ้าเอามาผูกกับเรื่องดีๆสร้างให้เกิดเรื่องราว เช่น ด้านมงคลตามความเชื่อ หรือเป็นการดูแลสุขภาพให้แก่ร่างกาย ก็จะทำให้อาหารของเรามีทั้ง Function และ Emotion ========= เทคนิคที่ 3: มอบความหลายหลายให้กับลูกค้า “จะสังเกตเห็นว่า ธรรมชาติของลูกค้าที่ทานอาหารเจ คือ ส่วนใหญ่พอทานร้านนึงแล้ว ก็มักจะเปลี่ยนไปทานร้านอื่น ในช่วง 10 วันนี้” แหม… อาจารย์พูดได้ตรงใจมากเลยนะครับ การที่จะให้ลูกค้าไม่เบื่อ และมาทานที่อาหารเจ ที่ร้านเราบ่อยๆต้องใช้กลยุทธ์ทำเมนูอาหารใหม่ๆออกมาในทุกๆวัน “เราต้องรู้ว่า อาหารอะไรของร้านเราที่ขายได้แน่ๆ เราก็ต้องมีเมนูเหล่านี้ไว้ ยืนพื้นในทุกๆวัน” “แต่เราต้องทำเมนูอาหารใหม่ๆออกมาในแต่ละวัน ที่ลูกค้าจะได้ทานเฉพาะวันนี้เท่านั้น ถ้ามาวันอื่นเมนูนี้จะไม่ขายแล้ว” เทคนิคนี้ นำไปปรับใช้ในการทำโปรโมชั่นอาหารแนะนำ ก็ได้นะครับ ========= เทคนิคที่ 4: สร้างความผูกพันกับลูกค้า “นอกจากเราจะมีอาหารที่อร่อยแล้ว แต่เราสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยการสร้างบรรยากาศและพัฒนาด้านบริการได้ครับ” การสร้างบรรยากาศเทศกาลกินเจ ด้วยการตกแต่งร้านใหม่, ให้พนักงานแต่งกายชุดใหม่ ใส่ชุดจีน หรือแม้แต่สร้างมุมหนึ่งของร้านให้เป็นที่ไหว้เจ้า หลังทานอาหารเสร็จ รวมถึงเทคนิคการสร้างความประทับใจ เช่น พอทานอาหารเสร็จเราก็ให้กระดาษที่เป็นคำอวยพรขอให้เ สริมโชค เสริมลาภ เป็นต้น “มาทานร้านเรา ก็เปรียบเสมือนการได้สะสมบุญ มาทานบ่อยๆ ก็เท่ากับการได้ช่วยชีวิตสัตว์ และนั่นคือก ารทำบุญ” กูรูเฉลยเทคนิคการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าตามแบบฉบับเทศกาลกินเจครับ ร้านอาหารอื่นๆ ก็สามารถตกแต่งร้าน หรือสร้างแคมเปญตามแต่ละช่วงเทศกาลเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับร้าน เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมากขึ้นเช่นกัน ========= เทคนิคที่ 5: ราคา ก็เป็นอีกเครื่องมือในการเล่าเรื่อง “ในเทศกาลเจ การตั้งราคาก็สามารถนำมาใช้เป็นการตลาดสื่อสารกับลูกค้าได้เช่นกัน” อาจารย์วิว แนะนำให้สังเกตร้านอาหารเจ บางร้านตั้งราคาเมนูเป็นเลข 8 เพราะเป็นเลขมงคลของคนจีน (ไม่แนะนำให้ตั้งเป็นเลข 0 เพราะอาจจะสื่อความหมายว่าเป็นการศูนย์เสีย) ดังนั้น ในเทศกาลอื่นๆลองตั้งราคาอาหารให้สอดคล้องกับเทศกาล ให้สอดคล้องกับการสื่อสารทางการตลาด เช่น เทศกาลฮาโลวีน อาจใช้เลข 13 หรือ 31 มาใช้ในการตั้งราคาโปนโมชั่น เพื่อให้เหมาะกับเทศกาลด ========= ความเห็น ถามอีกกับอิก เรื่องลงทุน สิ่งที่ย้ำกันอยู่เสมอครับ “เราต้องเข้าใจ insight ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” สำหรับเทศกาลกินเจแล้ว “บางคนกินเจเพราะที่บ้านกิน ก็เลยกินตาม” “บางคนกินเพราะกลัวภาวะ FOMO (fear of missing out) หรือ กลัวตกกระแส” “บางคนกินเจ เพราะรู้สึกผิด ในแต่ละปีอย่างน้อยช่วงเวลา 10 วันนี้ก็ขอทำดีบ้าง” อาจารย์ วิว แบ่งกลุ่มให้ผมเข้าใจภาพกว้างๆ ว่ากลุ่มลูกค้าที่กินเจ ไม่ได้แบ่งแยกตาม เพศ วัย หรืออาชีพ ตามตำราที่เราเคยเรียนมาครับ แต่แบ่งตามทัศนคติ ความเชื่อ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตครับ “ยิ่งเราเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน เราก็มีโอกาสทำให้ร้านอาหารของเราปังเท่านั้น” เพราะว่าเราจะสามารถสื่อสารหรือทำโปรโมชั่น ให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละกลุ่มได้ เพราะฉะนั้น ลองทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าของเราแบบเชิงลึกครับ ว่านอกจากอาหารที่รสชาติดีถูกปากแล้ว พวกเค้ามองหาอะไร? ทำตามคำแนะนำนี้ รับรองเทศกาลหน้า ยอดขายพุ่งแน่นอนค้าบบบ

ฮั่วเซ่งฮง พลิกธุรกิจสู่ยอดขาย 70 ล้าน!

ฮั่วเซ่งฮง พลิกธุรกิจสู่ยอดขาย 70 ล้าน! “Idea is cheap, execution is the key” แปลง่ายๆ คือ “การมีไอเดียมันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่การลงมือทำให้ไอเดียนั้นกลายเป็นจริงต่างหาก ที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ” เป็นคำพูดของ Aung Kyaw Moe ผู้ก่อตั้ง 2C2P ผู้นำระบบชำระเงินออนไลน์ชั้นแนวหน้าของอาเซียน (เกือบทุกบริษัทของไทยใช้ระบบของ 2C2P) Aung เล่าให้ผมฟังเมื่อเดือนที่แล้วว่า คนส่วนใหญ่มีไอเดียดีมากๆ ฟังดูแล้วเจ๋งสุดๆ แต่ส่วนน้อยคือคนที่ลงมือทำจริง นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม มีไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่ ฮั่วเซ่งฮง คือหนึ่งในตัวอย่างของการลงมือทำแล้วสำเร็จ! ในปี 2558 บริษัท ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำกัด มีรายได้ 5,482,788 บาท ขาดทุน 41,739 บาท ในปี 2559 บริษัท ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำกัด มีรายได้ 10,497,210 บาท แต่ขาดทุนสูงถึง 766,062 บาท แต่ในปี 2560 รายได้ของฮั่วเซ่งฮงติมซำ เติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 70,145,554 บาท และมีกำไร 3,336,363 บาท เท่ากับว่า จากปี 2559 สู่ปี 2560 ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ มีอัตราเติบโตสูงถึง 535.52 เปอร์เซ็นต์ ! ฮั่วเซ่งฮง ในยุคการบริหารของทายาทรุ่นที่ 2 คือหนึ่งในตัวอย่างที่ผมชื่นชอบ ตำนานฮั่วเซ่งฮง ภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง เริ่มต้นมาตั้งแต่ 40 กว่าปีที่แล้ว “ฮั่วเซ่งฮง รุ่นของมุ่ย น่าจะเริ่มมาประมาณ 20 ปี” พี่มุ่ย จิรวรรณ พิริยเลิศศักดิ์ ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าให้ผมฟังอย่างเป็นกันเอง ผมตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ฮั่วเซ่งฮง ไม่ได้มีแค่รูปแบบภัตตาคาร แต่ขยายธุรกิจไปมากมายทั้งในห้างสรรพสินค้า, การจัดเลี้ยงนอกสถานที่ และในปั๊มน้ำมัน เป็นต้น และน่าสนใจว่า แม้จะผ่านไปกี่ยุค กี่สมัย ฮั่วเซ่งฮง ก็ยังยืนหยัดเป็นร้านในดวงใจของใครหลายคนได้ ======== เข้าใจตัวเอง ทำให้รู้ว่าต้องเริ่มเปลี่ยน “ถ้าคิดแบบเดิมเน้นขยายภัตตาคารขนาดใหญ่อย่างเดียว การทำธุรกิจก็จะยากขึ้น”  ผมรีบถามเหตุผลทันทีครับ ทายาทคนเก่งเล่าข้อจำกัดให้ฟังว่า ภัตตาคารยังเป็นที่นิยมก็จริง แต่ถ้าจะขยายก็ต้องบริหารจัดการให้ดี เพราะกว่าจะทำอาหารให้เสร็จแต่ละอย่าง ต้องพิถีพิถันมากๆ ต้องใช้ทักษะของพ่อครัวเป็นสำคัญ แต่ละสาขาต้องใช้พนักงานเยอะ ต้องเลือกทำเลให้ดี และต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้ต้องมองหาโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ========= เมื่อรู้ว่าต้องการเป็นที่หนึ่งในใจทุกครอบครัว ก็ต้องลองทำ “เรามีไอเดียหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจ ช้าไม่ได้” ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าแฟนคลับของฮั่วเซ่งฮง ยังคงเป็น ครอบครัวครับ “แต่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และชอบเดินทางมากขึ้น” นั่นคือข้อสังเกต และเป็นที่มาของแนวคิดที่อยากจะปรับลดขนาดของร้านอาหารลง เพราะยุคนี้พฤติกรรมผู้บริโภคต้องการอะไรที่สะดวกมากขึ้น ต้องการอะไรที่ทานรวดเร็วมากขึ้นนั่นเอง ========= “ฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ” คือคำตอบ “เราต้องการให้ ฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ เป็นเหมือนอาหารจานด่วนเชื้อสายจีน ที่ทานอร่อย ทานแล้วสุขภาพดีคะ” ตัวอย่างเมนูที่สร้างชื่อให้กับฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำครับ  คือ “ซาลาเปา ขนมจีบกุ้ง ฮะเก๋าสาหร่าย และหมั่นโถว” ครับ พี่มุ่ยขยายความเพิ่มเติมว่า การทำอาหารเหล่านี้มีความคล่องตัวมาก สามารถทำให้ได้มาตรฐานจากโรงงาน แล้วมาอบแบบสดๆ ที่หน้าร้านในแต่ละสาขาได้ เหมาะสำหรับการขยายธุรกิจในยุคใหม่อย่างมาก “เริ่มธุรกิจใหม่ ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้ว่าโมเดลนี้จะเวิร์คหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญต้องเริ่มลงมือทำ และเมื่อเริ่มลงมือทำแล้วก็จะเริ่มเจอแนวทางธุรกิจเอง” เป็นแนวคิดที่ผมได้จากผู้บริหารคนเก่งท่านนี้ครับ ========= เมื่อเจอโมเดลที่ใช่ ก็พร้อมที่จะเดินเกมรุกเต็มที่ จำช่วงแรกที่ผมเล่าให้ฟังได้ไหมครับว่า ฮั่วเซ่งฮง วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแล้วเห็นว่า “ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และชอบเดินทางมากขึ้น”  พี่มุ่ยเดินหน้า เพิ่มช่องทางการขายมากขึ้นครับ เช่น การขยายธุรกิจในปั๊มน้ำมันชั้นนำของไทย “เป็นเพราะทุกวันนี้คนไทยชอบเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น และมองว่าปั๊มน้ำมันเป็นจุดพักที่ดี” “คนใช้เวลาในปั๊มน้ำมันมากขึ้น นั่นคือโอกาสคะ” พี่มุ่ยยกตัวอย่าง เพิ่มเติมว่า “รถไฟฟ้าและสนามบิน” คือ อีกสองสถานที่ที่มีคนใช้บริการมากขึ้น คนเดินทางด้วยความเร่งรีบมากขึ้น ทำให้เป็นโอกาสในการขายซาลาเปา หรือติ่มซำ ========= ยิ่งทำ ก็ยิ่งเจอโอกาสมากขึ้น สองตลาดถัดมาที่น่าสนใจคือ อาคารสำนักงาน และโรงพยาบาลครับ “ตอนเที่ยงพักเบรก เดี๋ยวนี้พนักงานพักแปบเดียว ในขณะที่พนักงานไปทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เผลอๆมากกว่าคนไปห้างด้วยซ้ำ” เพราะฉะนั้นถ้าอนาคต เพิ่มการจัดส่งขึ้นไปตามที่ทำงาน ก็จะเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น สำหรับตลาดโรงพยาบาล พี่มุ่ยมองว่า ทุกวันนี้คนไข้มีมากขึ้น และญาติคนไข้ก็มักจะซื้ออะไรที่ทานสะดวก ในระหว่างรอพบแพทย์ ทำให้เป็นโอกาสมหาศาลเช่นกันครับ และอนาคตอันใกล้ จะขยายการให้บริการเป็นการส่งให้ถึงบ้าน เพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภคที่สั่งผ่านโทรศัพท์มือถือ ========= พี่มุ่ย ไม่ได้บอกว่า หลังจากปรับโมเดลใหม่นี้ รายได้เพิ่มแค่ไหน แต่ถ้าสังเกตจากรอยยิ้ม และความสุข […]

5 เทคนิค เพิ่มกำไรอย่างไรที่ลูกค้ายังเต็มใจจ่าย?

5 เทคนิค เพิ่มกำไรอย่างไรที่ลูกค้ายังเต็มใจจ่าย? 1) ใช้กฏ 80:20 มาช่วย “โดยทั่วไป เมนูอาหารไม่ได้ขายดีทุกตัว” พี่พอท มิตรดนัย สถาวรมณี เจ้าของ Coro Field Dessert ร้านขนมหวานตอบคำถามว่า ถ้าอยากจะปรับเพิ่มราคาอาหาร แต่ทำยังไงลูกค้าถึงเต็มใจจ่าย พี่พอท อธิบายเทคนิคให้ผมฟังต่อว่า ยอดขายส่วนใหญ่จะเป็นไปตามกฏ 80:20 เลยครับ สมมุตว่าในร้านมี 10 เมนู ส่วนใหญ่จะมีเมนูที่ขายดีมากๆ แค่ 2 เมนู แต่สร้างยอดขายได้สัดส่วน 80% ของทั้งร้านครับ “เรายังไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าที่เราขายดีมากๆได้ในทันที ไม่งั้นแฟนคลับที่ทานประจำอาจจะไม่พอใจ และทำให้มีปัญหาตามมา” เทคนิคที่พี่พอท แนะนำให้ใช้คือ ค่อยๆตัดเมนูที่ขายไม่ออก แล้วคิดเมนูใหม่ แล้วค่อยเพิ่มราคา “ถ้าปรับเมนู ทั้งเล่มถ้าผมเป็นลูกค้า ผมก็ยัวะนะ” พี่พอทให้ความเห็นเพิ่มเติมครับ ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับกลยุทธ์ของพี่พอทนะครับ เพราะถ้าเป็นสินค้าใหม่ แล้วถ้ามีความแปลกใหม่ ถ้าผมเป็นลูกค้า ผมเองก็คงเต็มใจอยากจะลอง แม้ว่าราคาจะแพงขึ้นก็ตามครับ แต่ถ้าขึ้นราคาทุกเมนูก็อาจจะอยากลองไปทานร้านข้างๆดู 🙂 ============== 2) ให้มาก ยิ่งได้มาก อีกวิธีที่ช่วยทำให้เราขายอาหารได้ในราคาที่สูงขึ้นคือ การปรับเมนูอาหารให้เป็น 3 รูปแบบครับ ตามทฤษฎี Good, Better และ Best เช่น 1) อาหารแบบแรก อาจจะมี พาสตา กับซอสธรรมดา (good) 2) ถ้าลูกค้าต้องการให้ใส่ผักและเห็ดด้วย ก็จะเป็นอาหารแบบที่ 2 แต่ต้องยอมจ่ายเพิ่ม (better) 3) และถ้าลูกค้าคนไหนต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มขึ้นอีก แต่เราก็ต้องมีสิ่งที่เจ๋งจริงๆเช่น เพิ่มกุ้ง หรือไก่ เป็นต้น (best) ตามธรรมชาติของคนส่วนใหญ่จะชอบสั่ง option กลางๆ ไม่ถูกมาก แต่ก็ไม่แพงมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสามารถลองทำได้ คือ ตั้งราคาให้แบบที่ สอง และแบบที่สาม ไม่ต่างกันมาก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเมนูที่แพงที่สุด เพราะจะรู้สึกว่าได้รับคุณค่ามากกว่าแบบที่ 2 ได้ทานอาหารอร่อยๆ แต่จ่ายเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ============== 3) ให้แต่ละเมนูช่วยกันเพิ่มกำไรแบบทีมเวิร์ค ใกล้เคียงกับเทคนิคที่ 2 ครับ ผมนึกถึงกลยุทธ์ของ Starbucks ร้านกาแฟขวัญใจคนทั้งโลก “ไม่ควรเพิ่มราคาสินค้าที่ให้กำไรสูงสุด แต่ควรค่อยๆเพิ่มราคาสินค้าอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนกลางๆ” สิ่งที่ Starbucks ทำคือเพิ่มราคาของกาแฟขนาด tall (ขนาดกลางสำหรับกาแฟร้อน) เพื่อให้ลูกค้าซื้อกาแฟ grande (ขนาดใหญ่) แทน ซึ่งเป็นขนาดที่ร้านกาแฟมีกำไรสูงสุด หรืออีกตัวอย่างคือ “ร้านอาหารทะเลครับ” ปกติแล้วร้านอาหารทะเลจะมีประเภทอาหารที่มีอัตราทำกำไรสูงที่สุด เช่น ล็อบสเตอร์ ถ้าเราเพิ่มสินค้าอื่นๆ ที่กำไรน้อยกว่า ล้อปสเตอร์ เช่น หอย, ปู ลูกค้าก็จะเริ่มหันมามอง ล็อปสเตอร์มากขึ้น และถ้าเราใช้อีกกลยุทธ์คือให้พนักงานเสิร์ฟ แอบเชียร์ล็อปสเตอร์ โดยเล่าคุณประโยชน์ของสารอาหาร ก็จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสโน้มน้าวให้ลูกค้าสั่งได้ครับ (แต่ล็อปสเตอร์ต้องดีจริงนะครับ ไม่งั้นลูกค้าจะไม่สั่งอีกเลย ============== 4) ใช้เหยื่อล่อ กลยุทธ์ของ McDonald’s ช่วงหนึ่งคือการลดราคา ชีสเบอร์เกอร์ ขายแค่ 1 ดอลลาร์ แค่นี้คนก็แห่มาซื้อเต็มร้านเลยครับ แต่ทำไม McDonald ถึงใช้วิธีนี้? เพราะเค้ารู้ว่าตามธรรมชาติของคนทั่วไป ถ้าเห็นว่าลดราคามากๆ ก็อาจจะเปลี่ยนใจแทนที่จะกินร้านอื่น มากินร้านนี้แทน และธรรมชาติอีกนั่นแหละครับ ที่ปกติแล้วถ้าลูกค้าสั่งแฮมเบอร์เกอร์ ลูกค้าก็จะต้องสั่งเฟรนช์ฟรายส์, และน้ำดื่ม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตราทำกำไรสูงมากกว่านั่งเองครับ กลยุทธ์นี้จะทำให้ ร้านอาหารในภาพรวมมีกำไรมาก แม้ว่าจะมีรายการอาหารบางอย่างที่ได้กำไรน้อยก็ตาม และข้อดีอีกอย่างคือ มีโอกาสได้ลูกค้าคนใหม่ๆที่ยังไม่เคยทานร้านเรา  วิธีนี้ดีครับ แต่ไม่ควรทำบ่อยและควรจำกัดเวลา (ระบุวันที่กำหนดชัดเจน) เพราะลูกค้าจะชินและรอวันที่ลดราคา ทำให้ยอดขายช่วงที่ไม่มีส่วนลด อาจจะไม่ดี ============== 5) ปรับขนาดของอาหารให้เหมาะสม การจะใช้เทคนิคนี้ต้องคอยสังเกตดูว่า ปกติแล้วลูกค้าทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มหมดหรือไม่ ถ้าปกติลูกค้าทานแค่ครึ่งเดียว เราก็อาจจะลองลดขนาดลงมาให้เหมาะสม ขยับราคาลงมาซักหน่อย แต่จุดนี้ต้องระวังเพราะลูกค้าบางคนอาจจะคิดว่าเราให้น้อยลง แล้วอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจนะครับ แม้เทคนิคนี้อาจจะทำให้รายได้น้อยลง แต่จะทำให้การบริหารวัตถุดิบทำง่ายขึ้น มีของเหลือทิ้งน้อยลงและมีกำไรมากขึ้นในระยะยาว ============== ได้อ่านเทคนิคครบแล้ว บางคนอาจจะนำไปใช้ 1 เทคนิค บางคนอาจจะนำไปใช้ได้มากกว่านั้น แต่ก็ต้องอย่าลืมนะครับ ว่าหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้ของการเปิดร้านอาหาร คือ รสชาติอร่อย บริการดี และคุณค่าเหมาะสม เพราะถ้าไม่มี 3 สิ่งนี้แล้ว การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ก็เหมือนการถึงเป้าหมายแค่ระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว กลับเข้าไปนั่งอยู่ในใจลูกค้า….ไม่ได้

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในการบริหารพนักงานหลายเชื้อชาติ

สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ในการบริหารพนักงานหลายเชื้อชาติ “ต้นทุนค่าแรง” และ “ขาดแคลนแรงงานไทย” คงจะเป็นสองเหตุผลหลักที่ทำให้ร้านอาหารในบ้านเรา กลายเป็นร้านอาหารนานาชาติไปโดยปริยายว่ามั๊ยครับ เมื่อมีความหลากหลาย แน่นอนว่าก็มีความแตกต่างตามมา ด้วยพื้นเพที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ทำให้กลายเป็นความท้าทายของร้านอาหารไทยในยุคนี้เช่นกัน ว่าจะปรับตัวอย่างไรในการบริหารพนักงานหลากหลายเชื้อชาติ วันนี้เลยอยากชวนคิด เกี่ยวกับมุมมองที่เจ้าของร้านอาหารสามารถนำมาเริ่มปรับใช้ได้แบบเบาๆกันครับ =============== เข้าใจสิ่งที่เค้าเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น “การบริหารพนักงานที่มีหลายเชื้อชาติ คือความท้าทายอย่างมากครับ” “แต่ถ้าทำได้ ก็คุ้มค่ามากเช่นกัน” เป็นประโยคทองที่พี่เค วรทัศน์ ตันติมงคลสุข เจ้าของ LogisticOne ผู้นำธุรกิจขนส่งในกัมพูชา เล่าให้ผมฟังสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ “รู้มั๊ย ว่าบางชนชาติเค้านอนพักตอนกลางวันกัน แล้วทำงานต่อตอนเย็น”  “ในขณะที่บางชนชาติจะขยันแบบสุดๆ ทำงานแบบไม่พักเลย” สิ่งที่พี่เค อยากจะสื่อคือ ถ้าพวกเค้าทำอะไรที่ในมุมมองของเราเป็นเรื่องที่ผิด เรื่องที่ไม่ดี อย่าเพิ่งด่วนสรุปโดยใช้ “สิ่งที่เราอยากให้เค้าเป็น” มาเป็นตัวตัดสิน มันต่างกันนะครับ… เพราะธรรมชาติของเรา มักจะมองสิ่งต่างๆจากมุมมองของตัวเอง “ทำไมเค้าไม่ทำแบบนั้น ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้” ซึ่งหลายครั้งอาจจะทำให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง สิ่งที่ควรทำ คือ ทำความเข้าใจลักษณะของคนแต่ละเชื้อชาติให้มากที่สุด ลองหาข้อมูลดู หรือถ้ารู้ประวัติศาสตร์ก็จะยิ่งช่วยทำให้เราเข้าใจความคิดของเค้าได้มากขึ้นเช่นกัน =============== เข้าเมืองตาหลิ่ว ไม่ต้องหลิ่วตาตามเสมอไป ถูกครับ ว่าพวกเค้าเข้ามาทำงานที่บ้านเราก็ควรจะต้องพูดภาษาของเรา แต่อย่าลืมว่า การทำให้พวกเค้ารู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเปลี่ยนงานลดน้อยลง “เคล็ดลับการเรียนรู้วัฒนธรรมให้เร็วที่สุด คือการเรียนรู้ภาษาเค้าคะ” เป็นคำแนะนำจาก คุณอรนุช ผการัตน์ นักธุรกิจไทยที่บุกเบิกทำธุรกิจในกัมพูชามานานหลายสิบปี คุณอรนุช บอกว่าเรื่องเล็กน้อยที่คนพลาด คือเรื่องภาษา เพราะการที่เราเข้าใจภาษาเค้าจะช่วยทำให้เราคุยกับเค้าง่ายขึ้น สร้างความคุ้นเคย การทำงานก็ง่ายขึ้นมาก “ภาษาไทย กับ สปป.ลาว แทบจะเหมือนกันเลย” “สำหรับภาษาไทย กับกัมพูชาเองก็ใกล้เคียงมาก ถ้าตั้งใจเรียน ก็ใช้เวลาไม่นาน” เพราะฉะนั้นลองดูครับ อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆแต่สร้างความรู้สึกที่แตกต่างอย่างมากให้กับพนักงานต่างชาติของเรา =============== แม้จะต่าง ก็ต้องการความเท่าเทียม จริงๆแล้วไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร เรื่องความเท่าเทียมกันก็เป็นสิ่งพื้นฐานที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ แต่ในกรณีนี้ ผมหมายถึงว่าต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษครับ เพราะหลายๆอย่างที่เป็นความต่างอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารภายในร้าน จากที่เคยติดประกาศต่างๆเป็นภาษาไทยทุกคนก็เข้าใจดี แต่ถ้ามีพนักงานต่างชาติ อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าใจ แล้วเรามีวิธีการอื่นมาเสริมเพื่อให้พนักงานกลุ่มนี้ได้รับข้อมูลเท่าเทียมกับคนอื่นๆหรือไม่? =============== เปิดใจเพื่อเข้าใจ ให้เยอะกว่าเดิม ข้อนี้จำเป็นสำหรับการบริหารพนักงานในทุกที่ครับ โดยเฉพาะสังคมที่ขี้เกรงใจแบบวัฒนธรรมเอเชีย “การที่เค้าพยักหน้า อาจจะไม่ได้แปลว่าเค้าเข้าใจนะครับ” “และหลายเชื้อชาติ เวลามีปัญหา…เค้าอาจจะไม่กล้าพูด” พี่เค วรทัศน์ ยกตัวอย่างเพิ่มเติม พนักงานบางคนจะรู้สึกต้องให้เกียรติผู้บังคับบัญชา เพราะฉะนั้นก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ความน่ากลัวของการไม่พูด มีหลายอย่าง ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาตามมาเช่น เราจะคิดไปเอง ทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะสื่อสารแบบนั้น หรืออีกด้านคือ ผู้บริหารจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เพราะพนักงานไม่เคยบอกปัญหาให้ฟัง วิธีแก้คือ ผู้บริหารอาจจะใช้วิธีชวนพนักงานไปทานข้าวด้วยกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเกิดความคุ้นเคย และกล้าที่จะเล่าปัญหาให้ฟังเมื่อมีปัญหา “อย่าลืมว่า ธรรมชาติของคนจะรู้สึกดีที่ผู้บริหารรับฟัง” “ในขณะที่การขาดการทำความเข้าใจ นานวันเข้าจะทำให้เกิดความแตกแยก” ถ้าเราไม่เริ่มเปิดใจฟังทีมงาน กว่าจะรู้ตัวอีกที…. ร้านอาหารของเราก็อาจจะเสียหายไปแล้ว =============== ความเห็นของ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน มุมมองเหล่านี้ นอกจากมองเห็นแล้ว เราต้องลงมือฝึกฝนด้วยเช่นกัน เหตุผลที่ผมใช้คำว่าฝึกฝน เพราะเรื่องของการจัดการคนไม่ใช่ทักษะที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน โดยเฉพาะ ทักษะการบริหารจัดการร้านที่มีพนักงานหลายเชื้อชาติแล้ว ไม่ง่ายเลยนะครับ ทำวันละนิด ฝึกฝนวันละหน่อย จะทำให้เราเข้าใจคนในแต่ละชาติมากขึ้น ยิ่งเราเข้าใจเค้ามากเท่าไหร่ ก็จะช่วยทำให้สามารถดึงคนให้ทำงานกับเราได้นานขึ้น … สิ่งที่เจ้าของร้านทุกคนต้องการ จริงมั๊ยครับ?

3 แนวคิดของศิลปินเกษตร “CORO Field”

3 แนวคิดของศิลปินเกษตร “CORO Field” “ผมกับน้องชายนิยามตัวเองว่าเป็นศิลปินเกษตร” “ผมอยากทำธุรกิจที่จะช่วยให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้น ไม่มากก็น้อย” เป็นคำพูดสั้นๆที่ทรงพลังมากครับ… แค่นี้ก็ทำให้ผมสนใจวิธีคิดของผู้ชายที่ชื่อว่า คุณพอท มิตรดนัย สถาวรมณี แล้ว ============== คุณพอทเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่สร้างชื่อจากการสร้างฟาร์มเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น“CORO Field”ที่สวนผึ้งจังหวัดราชบุรี จากการต่อยอดธุรกิจครอบครัวที่ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ข้อดีของการได้สัมผัสชีวิตของพี่น้องเกษตร คือทำให้เห็นสัจธรรมของชีวิต ทำให้เข้าใจความรู้สึกของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติครับ”  “ชีวิตของใครบางคนที่ผม อยากทำให้ดีขึ้น ก็คือพี่น้องเกษตรกร เนี่ยละครับ” คุณพอทพูดเสริมด้วยสายตามุ่งมั่น ============== ผมนัดเจอกับคุณพอท ที่ร้านขนมหวานแห่งใหม่ที่ปั้นมากับมือ “ผมให้นิยามร้าน CORO Field Dessert นี้ว่า เป็น Fresh Farm Dessert for CORO Field Farm” แปลง่ายๆคือ เป็นร้านขนมหวานที่มีวัตถุดิบคุณภาพดีและสด ส่งตรงมาจากฟาร์ม CORO Field มาเสิร์ฟความอร่อยถึงใจกลางกรุงเทพมหานครครับ ที่นี่เมนูหลักๆทำมาจาก 2 อย่าง อย่างแรกคือเป็น โทมิเมล่อน เป็นเมล่อนสีเขียวสดใส รสหวานมากครับ และอีกชนิดคือ มันม่วงมุราซากิ ที่มีกลิ่นหอมเตะจมูกมาแต่ไกล ทั้งเมล่อนและมันม่วง ที่ปลูกเอง ดูแลเอง และบางส่วนก็ซื้อจากสวนเกษตรกรในสวนผึ้ง ก่อนที่จะถูกรังสรรค์ให้เป็นเมนูขนมหวาน ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ที่เป็นเอกลักษณ์ในราคาที่สามารถจับต้องได้ ถูกใจคนรักผลไม้อย่างผมเลย ============== “สิ่งสำคัญสำหรับการทำธุรกิจร้านอาหาร คือ คุณต้องเข้าใจ 3 ขา นั่นคือ การเงิน, การตลาด และการบริหารจัดการ” แต่ก่อนที่จะคุยถึงหลักคิด ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคุณพอท ถึงเลือกวัตถุดิบมาแค่ 2 ชนิด ทั้งๆที่ ฟาร์มของเค้าก็ปลูกผลไม้หลายชนิดที่น่าจะเอามาทำขนมได้เหมือนกัน “อะไรที่เข้าใจยาก มันเข้าใจยากจริงๆ” “หน้าที่ของเรา คือต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจเราจริงๆ” คุณพอท อธิบายเพิ่มเติมว่า เค้าต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับร้านขนมของเค้าครับ ภายใน 5-10 วินาที ถ้าลูกค้าเดินผ่านร้านของเค้า ลูกค้าต้องเข้าใจทันทีว่ากำลังขายอะไร หรือนำเสนอคุณค่าอะไรให้ “เดี๋ยวนี้ Noise มันเยอะ หมายความว่าคนทำธุรกิจเยอะ ถ้าธุรกิจเราไม่ชัด ก็จะไม่เป็นที่จดจำในสายตาลูกค้า” “สำหรับผม… ถ้าลูกค้าอยากกินเมล่อน หรือมันม่วง ต้องนึกถึงร้านของผมครับ” อืม…. ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆครับ ============== มาลุยหลักคิด 3 ขากันทีละข้อกันครับ 1) การเงิน “สิ่งที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะทำร้านอาหารหรือขนมหวาน ต้องทำ feasibility ครับ” “ต้องประเมินให้ได้ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด เราจะยังอยู่รอดไหม” ข้อนี้ผมเห็นด้วยมากครับ เพราะชีวิตจริงทำร้านอาหารกว่าจะติดตลาด หลายร้านต้องใช้เวลาเป็นปี นั่นหมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจจะไม่เหมือนที่เราฝันไว้ ซ้ำร้าย เราอาจจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติ, ความไม่สงบ, หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเลือกทำเลที่ตั้งผิด ลูกค้าอาจจะไม่เข้าร้านของเรา คำถามคือ เราจะยังอยู่รอดได้หรือไม่ มีแผนรองรับอย่างไร “และที่สำคัญ เราต้องประเมินด้วยว่า ขนาดของตลาดนั้นที่เราสนใจนั้น ใหญ่พอกับความต้องการของเราหรือป่าว” คุณพอทให้ข้อคิดเพิ่มเติมครับ หลายครั้งเราทำแทบตาย เราพัฒนาตัวเองสุดๆ แต่ถ้าตลาดเล็ก ความต้องการอาหารประเภทนี้ไม่มากพอ ก็จะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่ทุ่มเทให้นะครับ ============== 2.การตลาด “ทุกสิ่งที่ผมพูด ทุกสิ่งที่ผมให้นิยาม ผมทำมันจริงๆ” สิ่งที่คุณพอท อยากจะช่วยพี่น้องเกษตรกร ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เค้าก็ทำอย่างนั้นจริงๆครับ  โดยให้มองว่าร้านขนมของเค้า จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าของเกษตรกร ไม่ต้องผ่านตัวกลางทำให้เกษตรกรได้รายรับไปเต็มๆ แถมไม่ต้องลุ้นว่าจะขายได้หรือไม่ เพราะยิ่งร้านของเค้าขายดีเท่าไหร่ เกษตรกรก็มีโอกาสขายของได้มากเท่านั้น “และสิ่งที่สำคัญก่อนที่จะทุ่มเม็ดเงินทางการตลาด เราต้องรู้ก่อนว่า คนที่กินของแบบนี้เค้าอยุ่ไหน”  สำหรับ CORO Field Dessert ลูกค้าของเราคือ ครอบครัว, คู่รัก และแก๊งเพื่อน ทำให้เค้ามองว่าเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นสถานที่ที่ใช่ เพราะเป็นสถานที่รวมตัวกันของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเค้า ถ้าเรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราอยู่ตรงไหน เราก็แค่หาเครื่องมือการตลาดที่จะทำให้เราไปอยู่ตรงนั้น เพื่อให้ลูกค้าได้มาทดลองทานขนมที่ร้านของเรา ============== 3.บริหารจัดการ “การทำธุรกิจ ต้องอย่าลืมคำนึงถึงจุดคุ้มทุนหรือ Break even ต่อวันด้วย” คุณพอทเสริมว่า เราควรคำนวณต้นทุนให้รอบด้าน ต้องคิดให้หมด ทั้งค่าเช่า, ค่าวัตถุดิบ ค่าการตลาด ค่าพนักงาน  แล้วลองคำนวณต่อวันว่าเราต้องทำยอดขายให้ได้เท่าไหร่ถึงจะถึงจุดคุ้มทุน ให้เร็วที่สุดในแต่ละวัน ตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่หลายคนทำไม่ได้ดี และมักจะเป็นจุดตายของธุรกิจร้านอาหารและขนมหวานคือ “ต้นทุน” ครับ ต้นทุนอันไหนที่ลดได้ ก็ต้องลด ถ้าลดไม่ได้ก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ นี่คือหลักคิดครับ การที่คุณพอท เลือกเอาวัตถุดิบเพียงแค่สองชนิด คือ เมล่อน และมันม่วง นอกจากจะมีข้อดีด้านการตลาดแล้ว บริหารจัดการวัตถุดิบก็ง่าย และยังมีข้อดีด้านการบริหารจัดการต้นทุนด้วยครับ “งานหลังบ้านจะง่ายขึ้นเยอะ ทั้งการขนส่ง หรือการที่ได้ Economy of scale ต้นทุนโดยรวมก็ยิ่งถูกลง” “ผมควบคุมต้นทุนทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยอมไม่ได้คือ ต้นทุนวัตถุดิบ” คุณพอทจะรับซื้อเฉพาะวัตถุดิบที่มีคุณภาพเท่านั้น แม้ว่าจะต้องจ่ายแพงก็ตาม “เหตุผลคือ ทุกวันนี้ลูกค้าฉลาด ถ้าพบว่าวัตถุดิบไม่ดีก็จะมาแค่ครั้งเดียว ต่อให้เรามีการตลาดดีแค่ไหน บริหารจัดการดีเพียงใด” “แต่ถ้าสินค้าไม่ดีลูกค้าเค้าก็มาทานแค่ครั้งเดียว ไม่คุ้มครับ” ============== ความเห็นของถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน คุยกับคุณพอทแล้ว ทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการทำร้านอาหารและร้านขนม ผมว่าสิ่งที่จะปรุงให้ธุรกิจร้านอาหารและร้านขนมประสบความสำเร็จได้ นอกจากหลักการพื้นฐาน เช่น การทำตลาด หรือการคำนวณด้านตัวเลขแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ “ความฝัน” ความฝันของศิลปินเกษตรอย่างคุณพอท คือทำให้ CORO Field เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ชีวิตเกษตรดีขึ้น ความฝันนี้ทำให้ CORO Field มีภาพใหญ่ที่ต้องการเป็นเหมือน “เป้าหมาย” สิ่งที่ตามมาก็คือแนวทางการทำธุรกิจและภาพลักษณ์ที่ชัดเจน กลั่นมาออกเป็นหลักความคิดที่คุณพอทเล่าให้ผมฟังในวันนี้ แล้วคุณละครับ ความฝันของการทำร้านอาหารหรือร้านขนมของคุณคืออะไร?

5 ค่าใช้จ่ายของร้านอาหารที่เจ้าของมักมองข้าม

5 ค่าใช้จ่ายของร้านอาหารที่เจ้าของมักมองข้าม ผมคิดว่าหลายคนที่มีความฝันอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แน่นอนว่าสิ่งที่ทำอย่างแรก ก็คือหยิบกระดาษและเครื่องคิดเลขขึ้นมา ทั้งจดทั้งกดเครื่องคิดเลขคำนวณดูว่า “เงินที่คิดว่าจะขายได้” จะมากกว่า “เงินลงทุนที่ต้องใช้” หรือไม่? ถ้ากด “เครื่องหมายเท่ากับ” ปุ๊บ! แล้วตัวเลขสุดท้ายออกมาไม่ติดลบ พูดแบบใจพองโตว่ามี “กำไร” นั่นเอง ถ้าเลขสุดท้ายออกมาเป็นบวก แสดงว่าไอเดียการเปิดร้านอาหารของเรา น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่หลายครั้ง การคำนวณเพื่อประเมินความเป็นไปได้ (ไม่รู้ว่าง่วงนอน หรือว่าคิดตอนกำลังดูละคร) ต้นทุนหลายอย่าง มักจะไม่ได้ถูกรวมเข้าไปหรือถูกรวมไม่ครบ ผลก็คือ ทุกเช้าคุณตื่นขึ้นมาพลิกป้ายหน้าประตูเป็นร้านเป็น “เปิด” ด้วยรอยยิ้ม แต่พอถึงสิ้นเดือนที่ทำบัญชี รอยยิ้มกลับหายไปเพราะขาดทุน วันนี้ผมมี 6 ค่าใช้จ่ายที่ควรจะถูกรวม แต่มักจะถูกลืม ของร้านอาหารมาแชร์ให้ฟังกันครับ ——————— 1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยี: ในยุคที่เทคโนโลยีเกือบจะเป็นเหมือนอีกหนึ่งอวัยวะที่ขาดไม่ได้ แม้ว่าร้านอาหารที่เรากำลังจะเปิดไม่ได้ใหญ่โตเหมือนร้านอาหารตามห้างใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องคำนึงถึงนะครับ ค่าใช้จ่ายที่ผมพูดถึง เช่น ราคาเครื่องเก็บเงินสด, ถาดใส่เงิน, เครื่องพิมพ์สลิป หรือกล้องวงจรปิด ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์เหล่านี้มีตั้งแต่ราคาหลักพันบาท จนถึงหลายๆหมื่น เพราะฉะนั้น ดูให้ละเอียดซักนิดนะครับ ว่าร้านเราต้องการสิ่งไหนบ้าง และราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับการใช้งาน รวมๆขึ้นมาก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยอยู่นะครับ 2. การทำโฆษณา: ลองเริ่มจากการตอบคำถามว่า “คุณจะทำยังไงให้คนรู้ว่ามีร้านอาหารเปิดใหม่ และอยากมาลองชิม?” วิธีเริ่มต้นก็มีมากมาย ตั้งแต่ แจกใบปลิว ลงโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือใช้การตลาด ออนไลน์ ประมาณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ครบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าทำใบปลิว แค่แรงคนแจกใบปลิว ค่าลงโฆษณาตามสื่อ รวมถึงต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในการทำเพจของร้านด้วย 3. ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค: ร้านอาหารบางประเภทใช้ไฟค่อนข้างมาก ในขณะที่บางประเภทก็จะหนักไปที่ค่าน้ำ ลองประเมินดูว่าพื้นที่ของร้าน จำนวนจานชาม (ถ้าร้านบุฟฟเฟ่ต์ก็ล้างกันมันเลยนะครับ) และรูปแบบการตกแต่งที่คิดไว้ จะมีผลอย่างไรต่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้บ้าง ที่สำคัญ หากกำลังจะเช่าพื้นที่ร้านต่อจากคนอื่น อย่าลืมเด็ดขาดนะครับ !!! เช็คให้มั่นใจว่าไม่มีค่าสาธารณูปโภคอะไรที่เค้ายังค้างจ่ายอยู่ ไม่อย่างนั้นละก็ ยังไม่ทันเปิดร้านเลย ก็มีภาะต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ซะแล้ว 4. ค่าเพลงต่างๆที่จะใช้เปิดในร้าน: อันนี้แล้วแต่รูปแบบร้านนะครับ บางร้านก็ไม่ได้ต้องการสร้างบรรยากาศเพิ่มเติมก็ไม่จำเป็นต้องมี แต่สำหรับใครที่คิดอยู่ว่า อยากจะมีวงดนตรีสด มาเล่นเพลงชิคๆย้อนวัยไปสมัยวัยรุ่นในร้าน ก็อย่าลืมดูค่าใช้จ่ายด้วยว่า วงดนตรีที่ชอบคิดค่าใช้จ่ายวันละเท่าไร เล่นกี่ชั่วโมง กี่เบรค รวมเครื่องดนตรีครบเซ็ทหรือไม่ ทางร้านต้องเตรียมจัดเตรียมบางส่วนหรือเปล่า บางคนคิดว่า ไม่ต้องขนาดนั้นเดี๋ยวใช้วิธีเปิดเพลงแทน ก็อย่าลืมดูเรื่องค่าลิขสิทธิ์เพลงด้วยนะครับ ตอนนี้เจ้าของค่ายเพลงเริ่มเอาจริง เดี๋ยวจะเป็นเรื่องบานปลาย 5. ค่าธรรมเนียมกรณีรับชำระลูกค้าเป็นบัตรเครดิต: คนสมัยนี้พกเงินสดน้อยลงๆเรื่อยๆครับ คนส่วนใหญ่พกบัตรเครดิตเหมือนพกมือถือ เพราะฉะนั้นการรับบัตรเครดิตอาจจะไม่ใช่จุดเด่นของธุรกิจอีกต่อไป แต่แทบจะเป็นอะไรที่ต้องมีเพื่อบริการลูกค้า อย่าลืมนะครับ ว่าการรับบัตรเครดิต เราจะถูกคิดค่าธรรมเนียม 2%-3% จากทางบัตรเครดิต ดังนั้น เผื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ด้วย และที่สำคัญ เตรียมเงินหมุนเวียนให้เพียงพอนะครับ เพราะการรับชำระเงินทางบัตรเครดิต ร้านอาหารไม่ได้รับเงินในทันที แต่ใช้เวลาอีกอย่างน้อยเกือบ 1 สัปดาห์ในการได้รับเงิน ——————— ความคิดเห็น ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน การวางแผนให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ แต่อีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ที่การแก้ปัญหาของเรา ไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง หรือจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้แผนที่วางไว้อย่างดี ไม่เป็นไปตามนั้น แต่ที่แน่ๆคือความมุ่งมั่น และพยายาม จะทำให้เราผ่านมันไปได้ สู้ๆครับทุกคน 🙂

“ทำธุรกิจ จดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ดี?”

“ทำธุรกิจในนามบุคคลแบบนี้ต่อไป หรือจะจดทะเบียนบริษัทดีกว่ากัน?” สำหรับเจ้าของร้านอาหารทุกคน หากให้นึกย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เริ่มทำเปิดร้านอาหารเล็กๆแล้วให้เล่าให้ฟังว่าเจอปัญหาอะไรมาบ้าง ผมว่าคงเล่าได้เป็นวันๆเลยจริงมั๊ยครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องลูกน้อง เรื่องการหมุนเงิน การซื้อวัตถุดิบ หรือยอดขายไม่มากพอ ปัญหาทั้งหลายชวนปวดหัวทั้งนั้น แต่วันนี้ ผมอยากมาชวนคิดถึง Good problem หรือปัญหาที่ถ้าเกิดขึ้น แสดงว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีกันบ้าง ถ้าใครเจอปัญหานี้ คงพร้อมแก้ปัญหาไปพร้อมรอยยิ้มเลยนะครับผมว่า “ทำธุรกิจในนามบุคคลแบบนี้ต่อไป หรือจะจดทะเบียนบริษัทดีกว่ากัน?” ———————————————- หลายคนเริ่มต้นจากการขายอาหารในนามบุคคลธรรมดา คำอาจจะดูงงๆนิดหน่อย พูดง่ายๆก็คือเวลารับเงิน หรือออกเอกสารพวกใบเสร็จต่างๆให้ลูกค้า เราใช้ชื่อ นามสกุลเรานี่แหละ ข้อดีก็คือ ได้ความคล่องตัวและไม่มีขั้นตอนซับซ้อน เช่น การทำบัญชีก็บันทึกง่ายๆ แบบรายรับ/รายจ่าย, ไม่ต้องจัดทำงบการเงินเพื่อนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และลดจำนวนแบบฟอร์มทางภาษีที่ต้องยื่นระหว่างเดือน ถ้าอย่างนั้น แล้วทำไมเมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง คนส่วนมากถึงหันมาจดทะเบียนบริษัทกันละ? “เพราะว่าบริษัทเสียภาษี น้อยกว่าบุคคลธรรมดา” อ่านถึงประโยคนี้แล้วอย่าเพิ่งรีบวิ่งไปจดทะเบียนบริษัทนะครับ อ่านต่อไปอีกนิด เพราะถึงแม้จะมีข้อดี ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน ———————————————- “ก่อนตัดสินใจ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?” 1. พิจารณาค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเพิ่มว่าคุ้มหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี 1.1 ค่าจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนนี้หากทำเอกสารไปยื่นเองอะไรเอง ค่าธรรมเนียมที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเก็บก็จะอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 บาท สำหรับทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แต่หากรู้สึกว่าทนความซับซ้อนของการกรอกเอกสารทั้งหลายไม่ไหว บริษัทบัญชีหลายแห่งก็รับทำให้ครับ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000-5,000 บาท 1.2 ค่าจ้างพนักงานบัญชี (เป็นพนักงานประจำ) หรือจะจ้างสำนักงานบัญชีทำบัญชีเป็นรายเดือนก็ได้ ค่าใช้จ่ายมากน้อยขึ้นอยู่กับประเภท และขนาดของธุรกิจ 1.3 ค่าจัดทำงบการเงินตอนสิ้นปี และค่าผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อเซ็นรับรองความถูกต้องของงบการเงิน (ปีละครั้ง) โดยเท่าที่เห็นมาคร่าวๆสำหรับกิจการที่เติบโตจะมีค่าใช้จ่ายก้อนนี้ประมาณตั้งแต่ 20,000 ขึ้นไปต่อปี (อันนี้ไม่นับบริษัทที่จดขึ้นมาแล้วทิ้งไว้เฉยๆนะครับ แล้วก็ขึ้นกับสำนักงานบัญชีแต่ละที่ด้วยครับ) 2. มองหาผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มได้หรือยัง เพราะปัจจุบัน การจดทะเบียนบริษัทยังคงต้องมีผู้ถือหุ้นบริษัทอย่างน้อย 3 คน แต่ละคนจะมากจะน้อยก็ได้ หรือมีหุ้นเดียวก็ได้ครับ 3. พร้อมกับความยุ่งยากเรื่องเอกสารหรือไม่ ตั้งแต่ขั้นตอนเอกสารต่างๆ จนถึงการยื่นแบบทางภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น การออกใบหัก ณ ที่จ่าย, การยื่นแบบ ภงด.3 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากเรามีการจ่ายเงินที่เป็นค่าบริการให้กับบุคคลอื่น) หรือ ยื่นแบบ ภงด.53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากเรามีการจ่ายเงินที่เป็นค่าบริการให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลอื่น) ถ้าไม่จ้างคนทำบัญชี ก็ต้องจดต้องจำให้ดีเลยนะครับ เพราะหากเลยกำหนดหรือยื่นไม่ครบ ก็อาจจะมีค่าปรับจากการที่เราความจำไม่ค่อยดีด้วย 4. พร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้การบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ พอเปลี่ยนมาเป็นบริษัท การทำบัญชีก็จะต้องเป็นไปตามหลักการต่างๆ เช่น จากของที่เคยซื้อมาแล้วเมื่อก่อนจดเป็นค่าใช้จ่าย พอจดบริษัทปุ๊บ ก็ต้องจดว่าเป็นสินทรัพย์คอยตัดค่าเสื่อมแต่ละปี ตามจำนวนปีที่กำหนด หลายคนรู้สึกขัดออกขัดใจ เพราะต้องเก็บข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อันนี้ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ 5. รายได้มากถึงจุดที่คุ้มที่จะเปลี่ยนไปทำธุรกิจในนามบริษัทหรือยัง? ข้อสุดท้ายแต่น่าจะสำคัญที่สุดคือ ข้อนี้แล้วแต่กิจการเลยจริงๆครับ เพราะความสามารถในการทำรายได้ และจำนวนค่าใช้จ่ายแต่ละธุรกิจก็แตกต่างกันไป แต่ก็แนะนำให้ประมาณการคร่าวๆไว้ล่วงหน้าเพื่อวางแผนและเตรียมตัวนะครับ การคำนวนหากใครรู้หลักการคร่าวๆก็คำนวนเองได้เลยครับ แต่หากใครรู้สึกว่าเจอตัวเลขทีไรงงงวยทุกที ผมก็มีลิงค์ดีๆของ itax ที่ช่วยเปรียบเทียบค่าภาษีระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ บริษัทให้กับร้านอาหาร/เครื่องดื่มมาแชร์ครับ ลองคำนวนดูว่าร้านเราพร้อมหรือยัง? คลิก https://www.itax.in.th/entp/customer/chef/v2/comparison ———————————————- ความเห็นจาก ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน จริงๆแล้ว การจ่ายภาษีน้อยลงไม่ใช่ข้อดีข้อเดียวของการจดบริษัทหรอกนะครับ ถึงแม้จะยุ่งยากนิดหน่อย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่การจดบริษัทช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเรา ในสายตาของคนคู่ค้าที่เราทำธุรกิจด้วย เนื่องจากเป็นการบันทึกบัญชีตามหลักมาตรฐาน และมีคนภายนอกคอยตรวจสอบความถูกต้อง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือตัวเลขผลการดำเนินงานที่ได้ ช่วยสะท้อนให้เราเห็นภาพธุรกิจที่ถูกต้อง และช่วยให้เราจัดการธุรกิจของเราได้ดีขึ้นนะครับ

“Hotto Bun กับแนวคิดจับตลาดเด็กรุ่นใหม่ ที่ใครๆกำลังจับตา”

“Hotto Bun กับแนวคิดจับตลาดเด็กรุ่นใหม่ ที่ใครๆกำลังจับตา” “เด็กรุ่นนี้ ถ้าเราทำให้เค้ารักได้ เค้าจะรักเลย” “แต่ถ้ายังทำไม่ได้ เค้าก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” นี่เป็นข้อสังเกตของพี่เบียร์ ธนากร ปมุติโต เจ้าของร้านหนุ่มมาดเท่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Hotto Bun ร้านบันสไตล์ไต้หวัน แต่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเล่าให้ผมฟัง ด้วยตาเป็นประกาย ============== “จุดเริ่มต้นของเรา คืออยากทำร้านอาหารเป็นสถานที่ ที่ให้เพื่อนๆมีพื้นที่สังสรรค์กัน พูดคุยกัน เฮฮาเหมือนสมัยตอนที่อยู่นิวยอร์คด้วยกัน” “แต่วันนี้ถือว่ามาไกลเกินฝันของเรามากแล้วครับ” พี่เบียร์ยิ้มและเล่าอย่างภาคภูมิใจครับ จำนวนสาขาที่มีกว่า 6 สาขา (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สามย่าน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ท่ามหาราช, เซ็นทรัลลาดพร้าว, และมหาวิทยาลัยมหิดล ) ด้วยเวลาเพียง 3 ปี และยอดขายที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดของพี่เบียร์และเพื่อนๆ ที่บอกว่ามาไกลเกินฝันได้อย่างดีเลยทีเดียว “กลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่มลูกค้าที่บางคนกลัว แต่เป็นกลุ่มที่ผมถนัดครับ” พี่เบียร์เกริ่นแล้วอมยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนี้ ทำให้ผมต้องถามต่อว่า Hotto Bun มีแนวความคิดอย่างไร ในการทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มที่ได้ชื่อว่าอยู่กับแบรนด์ไม่ค่อยนาน ===================== “ไม่ใช่แค่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร แต่ต้องเห็นให้ชัดว่ามีไลฟ์สไตล์ยังไง” “เราควรจะเขียนตุ๊กตา (model) ออกมาก่อนเลยให้เห็นชัดๆว่า กลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร ใช้ชีวิตยังไง แต่งกายยังไง ถือกระเป๋ายังไง ใส่รองเท้ายังไง” “สำหรับ Hotto Bun ลูกค้าเป็นเด็ก ปี 1 ปี 2 ใส่กางเกงขาสั้น ใส่ sneaker ดูแล้วเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ดูดีมีสไตล์” เหตุผลที่พี่เบียร์ให้เริ่มต้นจากการมองหากลุ่มลูกค้าของเราให้ชัด นั่นเป็นเพราะมีผลต่อการสร้างแบรนด์ สร้างโลโก้ การตกแต่งร้าน และการทำการตลาดให้โดนใจ ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากการเห็นภาพลูกค้าที่ชัดเจนก่อนครับ ===================== “ดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ” หนึ่งในหุ้นส่วนเป็น Chef ใหญ่ ฝีมืออันดับต้นๆของประเทศ มีประสบการณ์มานาน มองเห็นโอกาสของอาหาร Finger Food ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช้อน ส้อมในการทาน แต่ใช้มือ ในการหยิบแล้วทานได้เลยทันที (สำหรับสาวๆไม่ต้องกลัวมือเลอะเทอะ เพราะทางร้านมีถุงมือให้ครับ) “พี่ต้อม เป็นเชฟยอดฝีมือ อยากทำอาหารอร่อยๆถูกปากคนไทย ในราคาที่จับต้องได้ แต่ต้องไม่ซ้ำแบบใคร” นี่เป็นแรงบันดาลใจของการคิดค้น “บัน” ที่ดูผิวเผินจะคล้ายกับหมั่นโถว ที่ถูกรังสรรค์จาก แป้งสาลี เนย และยีสต์ มาตีรวมกัน แล้วนำมานึ่งด้วยสูตรลับพิเศษ โดยที่ไม่ใช้ ผงฟู และสารคงรูป เป็นบันที่ดีต่อสุขภาพมากๆครับ แต่เมื่อกัดลงไป จะสัมผัสได้ถึงความนุ่ม และเมื่อทานร้อนๆ พร้อมๆกับได้กลิ่นของซอสที่ถูกปรุงเป็นพิเศษ และเนื้อ ต้องบอกว่าฟินจริงๆครับ แหม…. อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ก็รู้สึกหิวเลยนะครับ สรุปคือ อาหารของคุณต้องมีเอกลักษณ์ มีจุดขายไม่ซ้ำใครครับ ===================== “ไม่แพงเกินไป ถ้าทำให้เค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า” เมนูอาหารของ Hotto Bun ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท บางคนอาจจะมองว่าน่าจะเป็นราคาที่สูงเกินไปสำหรับกลุ่มนักศึกษา “หลังจากที่เรา survey สำรวจกลุ่มลูกค้าดีๆ จะเห็นว่าน้องๆรุ่นใหม่นี้กำลังซื้อสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลายคนดื่มน้ำแก้วละ ร้อยบาท และทานอาหารมื้อละหลายร้อย” พี่เบียร์และเพื่อนๆ จึงมั่นใจว่าราคา 60 บาทของ Hotto Bun ที่ทั้งถูกปากคนไทยและกินแล้วอิ่มท้อง เป็นราคาที่คุ้มค่า ไม่ทำให้กลุ่มนักศึกษารู้สึกว่าแพงเกินไป เพราะคำว่าแพง หรือ ไม่แพงในสายตาลูกค้าขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าที่เค้าได้รับครับ แต่แน่นอนครับ การที่ให้วัตถุดิบดี และเยอะแบบจัดหนักจัดเต็มก็อาจจะทำให้ มีอัตราทำกำไรไม่มากนัก ทำให้ Hotto Bun เองก็ต้องปรับตัวอยู่บ้าง “สิ่งที่เราทำคือ เราต้องกระจายสินค้าให้มากที่สุดเพื่อลดค่าใช้จ่าย และบางส่วนเราก็เร่งเปิดสาขา, เปิดจุดขายใหม่เช่น Food Truck และการทำ Catering จัดอาหารสำหรับจัดเลี้ยง เพื่อเพิ่มยอดขายนั่นเอง” ===================== “ลูกค้ากลุ่มนี้เปิดรับการตลาดที่สร้างสรรค์และแหวกแนว” “ช่วงที่เปิดร้านแรกๆ เงียบกริ๊บ เลยครับ” ถ้าเป็นช่วงเปิดร้านแรกๆก็คงจะเครียดเป็นเรื่องธรรมดาครับ แต่ทีมงาน Hotto Bun ไม่ยอมแพ้ครับ เปลี่ยนกลยุทธ์ เชิญให้เน็ตไอดอลของมหาลัย มาทานที่ร้าน (เช่น ลีดมหาลัย, ดาวคณะ, พิธีกรมหาลัย) “บังเอิญว่า น้องๆชอบ ก็เลยโพสต์ใน IG และ Facebook ให้” จุดนี้แหละครับที่เปรียบเสมือนกับใบเบิกทางให้ Hotto […]

Subscribe & Follow