5 สิ่งที่นักลงทุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับดีลธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย

3904

 

 

ย้อนกลับไปช่วงเย็นของวันที่ 26 กพ. 2562 (แหม เลขสวยมาก) เป็นวันที่เกิดดีลประวัติศาสตร์ของวงการธนาคารของไทย ที่มูลค่าดีลสูงถึง 1.3-1.4 แสนล้านบาทครับ

 

“ บมจ. ทุนธนชาต ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.ธนาคารธนชาต

ได้ลงนามข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฏหมาย เกี่ยวกับการรวมกิจการระหว่าง ธนาคารธนชาต และธนาคารทหารไทย” นี่เป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ในวันนั้นครับ

 

อ่านแล้วแวบแรกก็งงบ้างใช่ไหมครับ? เดี๋ยวผมจะสรุปให้ฟังเข้าใจง่ายๆตามสไตล์ “ถามอีก”ครับ 

 

 

ชวนมาดูราคาหุ้นของตัวละครที่เกี่ยวข้องกันก่อนครับ 

 

จะเห็นว่า หลังจากที่ประกาศดีลนี้ ราคาหุ้น TCAP เพิ่มขึ้นประมาณ 2% (นับจนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2562 โดยเคยบวกสูงสุดถึง 7.5%) ในขณะที่ TMB ร่วง 9.6% สวนทางกันครับ

 

และเท่าที่ผมคุยกับเพื่อนๆนักลงทุนมา ยังมีหลายอย่างที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับดีลนี้ มาดูกันต่อเลยครับ

 

 

ข้อที่ 1. คิดว่าดีลนี้คือ TMB ซื้อกิจการ TCAP

 

ความเข้าใจผิดข้อแรก คือหลายคนเข้าใจว่าดีลนี้คือ TMB ซื้อกิจการ TCAP

 

คำตอบคือ ไม่ใช่นะครับ

 

ดีลนี้เหมือนการแต่งงานครับ เป็นดีลรวมกิจการระหว่าง ธนาคารธนชาต เป็นบริษัทลูกของ TCAP ซึ่งตอนนี้ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นครับ กับ TMB (ธนาคารทหารไทย)

 

โอเคครับ ตรงนี้จะเริ่มซับซ้อนขึ้นครับ ต้องค่อยๆอ่านครับ

 

ตอนนี้ธนาคารธนชาต มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 รายครับ รายแรก คือ TCAP ตอนนี้ถือหุ้นอยู่ 51% และอีกรายคือ BNS (The Bank of Nova Scotia ธนาคารยักษ์ใหญ่จากแคนาดา) ที่ถือหุ้นอยู่สัดส่วน 49%

 

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารทหารไทย คือ กระทรวงการคลัง (25.9%) และ ING (25.02%)

 

เงินที่จะนำมารวมกิจการครั้งนี้จะมาจากไหนครับ? เงินจะมาจาก 2 ส่วนคือ การออกหุ้นเพิ่มทุน สัดส่วน 70% ของมูลค่าดีล (9 หมื่น – 1 แสนล้านบาท) และที่เหลือ 30% ของมูลค่าดีลจะมาจากการออกตราสารหนี้ (ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท อ้างอิงจากการแจ้งตลาดฯของ TMB)

 

โดยการออกหุ้นเพิ่มทุน ก็แบ่งเป็นสองส่วนครับ ส่วนแรกมาจากการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิมของ TMB (40,000-45,000 ล้านบาท) เพราะ TMB มีขนาดเล็กกว่าธนาคารธนชาต

 

ส่วนที่ 2 มาจากการที่ TCAP และ BNS จะใส่เงินกลับเข้ามาซื้อ (50,000-55,000 ล้านบาท)

 

นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมพอประกาศดีลนี้อย่างเป็นทางการ จนถึงวันนี้ (วันที่ 22 เม.ย. 2562) ราคาหุ้น TCAP ถึงเพิ่มขึ้น (เพราะ TCAP จะยังมีกำไรพิเศษจากการขายบริษัทลูกออกไปและมีเงินส่วนเกินแม้ว่าบางส่วนจะใส่เงินกลับเข้ามาซื้อหุ้นใน “ธนาคารใหม่”

 

สวนทางกับราคาหุ้น TMB ที่ลดลง (เพราะส่วนหนึ่ง TMB ต้องเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมนั่นเองครับ)

 

 

ข้อที่ 2. TCAP จะ Delist ออกจากตลาดหลักทรัพย์

 

ตอนนี้อยู่ในช่วงตรวจสอบสถานะทางการเงิน หรือที่เรียกว่า Due Diligence คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 เดือนหลังจากที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์

 

โดยในระหว่างนี้ ขั้นตอนคือยื่นขอจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย, กระทรวงการคลัง และ กลต. เมื่อได้รับอนุมัติทุกอย่างแล้ว จึงไปขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น และคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ หลังจากธุรกรรมแล้วเสร็จถึงจะเริ่มกระบวนการการรวมกิจการ

 

ถ้าทุกอย่างผ่านฉลุย การรวมกิจการ ธนาคารธนชาต กับ ธนาคารทหารไทย จะกลายเป็นธนาคารใหม่ (ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อใหม่ ผมขอเรียกว่า “ธนาคารใหม่” ก่อนละกันนะครับ)

 

จากกราฟฟิค จะเห็นว่า พอดีลนี้จบ ทุนธนชาต (TCAP) ยังคงถือหุ้นในธนาคารใหม่ไม่น้อยกว่า 20% และจะยังอยู่ในตลาดฯต่อไป

 

เพราะฉะนั้น ไม่จริงครับที่ TCAP จะถูก delist ออกจากตลาดไป โดยจะยังคงมีสถานะเป็น Financial Holding Company (คือถือหุ้นในบริษัทอื่นๆอยู ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างภายใน)

 

ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่อื่นๆ ของธนาคารใหม่ คือ กระทรวงการคลัง, ธนาคาร ING ธนาคารยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ (ถือไม่น้อยกว่า 20%) , BNS ครับ (จะถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยลงอย่างมากครับ เท่าที่ดูน่าจะอยาก exit ออกจากตลาดไทยครับ)

 

 

ข้อที่ 3. ธุรกิจใหญ่ขึ้นทำให้ปรับกลยุทธ์ยาก

 

“1.9 ล้านล้านบาท” คือ มูลค่าสินทรัพย์ของ “ธนาคารใหม่” ที่เกิดจากการรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย มีลูกค้าสูงถึง 10 ล้านราย อยู่อันดับที่ 6 ของอุตสาหกรรม 

 

จำนวนสาขาของธนชาต มี  502 แห่ง (ณ เมษายน 2562) ในขณะที่ทหารไทยมี 400 แห่ง

 

การเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นมา ไม่ได้ทำให้ขยับตัวยากครับ เพราะกลยุทธ์นี้เป็นเพียงก้าวแรกของการปรับตัวของทั้ง 2  ธนาคารครับ

 

ข้อดีระยะสั้นจะช่วยทำให้มีสายป่านยาวขึ้น สถานะทางการเงินแข็งแรงขึ้น, ต้นทุนในการบริหารจัดการลดลง (economy of scale), ช่องทางการขายมากขึ้น, และศักยภาพในการลงทุนระบบ IT จะดีขึ้น เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ดีขึ้นครับ

 

 

ข้อที่ 4. ทั้งสองธนาคารทำธุรกิจทับซ้อนกัน

 

จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า การแต่งงานคู่นี้เหมือนเป็นกิ่งทอง ใบหยกครับ

 

ทั้งคู่มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ความเจ๋งของ ธนชาต คือ เป็นผู้นำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของไทย 

 

ในขณะที่ทหารไทย ก็มีดีตรงที่การระดมเงินฝาก และมีจุดแข็งด้านนวัตกรรมที่มีแคมเปญทีไรก็โด่งดัง ปังทุกที เช่น TMB ME , ถอนเงินต่างธนาคารไม่มีค่าธรรมเนียม

 

และเมื่อรวมกันแล้วนอกจากจะทำให้ธนาคารใหม่เป็นผู้นำตลาดสินเชื่อรถยนต์แล้ว, ยังเป็นอันดับที่ 3-4 ในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย, และอันดับ 5 ในตลาดสินเชื่อ SMEs

 

และจุดเด่นอีกข้อคือ ธนาคารใหม่จะมีทั้งพอร์ตเงินฝาก และพอร์ตเงินกู้ที่สมดุลมากขึ้นครับ (ทั้งรายย่อย, SME และลูกค้ารายใหญ่)

 

 

ข้อที่ 5. จะมีการลดจำนวนพนักงานและจะหยุดให้บริการธุรกรรมทางการเงิน

 

“ปัจจุบันธนาคารธนชาตมีพนักงาน 12,000 คน” “ส่วนทหารไทยมีพนักงาน 8,000 คน”

 

เท่าที่สอบถามทางทีมผู้บริหารยืนยันว่า ยังไม่มีแผนในการลดพนักงานครับ โดยพนักงานของทั้งสองแห่งจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหนือกว่าอีกแห่ง (สวัสดิการยังคงเหมือนเดิม)

 

แต่มีโอกาสเติบโตในอาชีพมากขึ้นจากการที่มีฐานลูกค้ามากขึ้นและมีบริการทางการเงินใหม่ ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ครบวงจรมากขึ้น

 

ส่วนความกังวลว่าระหว่างที่รวมกิจการจะกระทบกับบริการทางการเงินหรือป่าว? ผู้บริหารก็ยืนยันว่า ระบบชําระเงิน, ระบบบัตรเครดิต,และระบบบัญชีหรือข้อมูล รวมกันโดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับการใช้บริการ

 

จะไม่มีการปิดกิจกรรมหรือหยุดการให้บริการใด ๆ สามารถใช้บริการและทำธุรกรรมกับทุกสํานักงานและทุกสาขาของธนาคารได้ตามปกติครับ แต่อาจจะมีการ re location ปรับเปลี่ยนพื้นที่สาขาที่ทับซ้อนกันบ้าง

 

 

สรุปมุมมองของ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน

 

ต้องยอมรับว่าช่วง 1-2 ปีนี้ธนาคารพาณิชย์อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งจากการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากธนาคารในไทยด้วยกันเองและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น

 

“ถ้าไม่ปรับตัว อยู่กับที่ ก็เท่ากับว่าถอยหลังแล้วครับ” เพราะผู้เล่นในตลาดนี้เริ่มปรับกลยุทธ์หนักหน่วง

 

ดีลประวัติศาสตร์นี้ เป็นดีลที่ดีสำหรับผู้ถือหุ้นของทั้งสองฝ่ายครับ เพราะการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน อย่าลืมว่าการที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ING ธนาคารยักษ์ใหญ่อีกรายที่เก่งด้านเทคโนโลยีก็จะช่วยเสริมความแข็งแรงด้าน Digital Banking ได้อีกแรง

 

นอกจากนี้เป็นการกระจายความเสี่ยงไม่พึ่งแหล่งรายได้ใด รายได้หนึ่งมากเกินไป (มีพอร์ตทั้งสินเชื่อ และพอร์ตเงินฝากที่สมดุลมากขึ้น จากเดิมที่ธนชาตเน้นพอร์ตสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก)

 

โดยผู้ถือหุ้นของ TCAP อาจจะมีข้อดีเพิ่มมา ทั้งในแง่ที่ไม่ต้องเพิ่มทุนและอาจจะมีเงินสดเหลือในมือ (จากการขายบริษัทลูก ทำให้มีโอกาสที่จะจ่ายเงินปันผลพิเศษในอนาคต)

 

แต่เดี๋ยวก่อนครับ! ฟังดูทุกอย่างสวยหรู แต่อย่าลืมว่าการแต่งงานทางธุรกิจทุกคู่ สิ่งที่ต้องติดตามทุกครั้งคือเรื่องวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันของทั้งสององค์กรที่มักจะเป็นความท้าทายของทุก ๆ ดีล

 

ถ้ายิ่งประสานงานกันเร็วได้แค่ไหน ธุรกิจยิ่งจะไปต่อได้เร็วเท่านั้นครับ

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุข นี่คือ ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุนครับ 🙂

TAM-EIG

TAM-EIG

3904
error: Content is protected !!