มองอนาคตค้าปลีกไทย กับ พี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ

1541

เป็นอีกครั้งหนึ่งครับที่ผมมีโอกาสได้ฟังแนวคิดดีๆจากพี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีโอแอล ในงาน The Advisory เอกสิทธิเฉพาะลูกค้า exclusive และ prime ของธนาคารกรุงศรีครับ

 

พี่หมูเล่าให้ฟังหลายเรื่องครับทั้งภาพรวมธุรกิจค้าปลีก แนวโน้มและวิธีคิดในการทำธุรกิจที่คนไทยทุกคนควรอ่านครับ ไปลุยกันเลยครับ

 

=======

 

พี่หมูอธิบายโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกไทยให้เห็นภาพครับว่าแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันครับ (ปัจจุบันมีมูลค่าค้าปลีก ปีละ 3 ล้านล้านบาท)

 

1. Modern Trade ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายใหญ่ครับ (ยอดขายมากกว่า 5 พันล้านบาท) เช่น เซนทรัล, The mall, BigC, Tesco Lotus รวมๆกันมีประมาณ 40 ราย คิดเป็นสัดส่วน 30% ของธุรกิจค้าปลีกทั้งประเทศ

 

2. ค้าปลีกภูธร ค้าปลีกต่างจังหวัด มีขนาดกลางๆครับ (ยอดขาย 500-5 พันล้านบาท) เช่น  ตั้งงี้สุน, CJ , ธนพิริยะ, นิยมพานิช กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวได้ดี มีทั้งหมดประมาณ 500 ราย คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของทั้งตลาด

 

3. ค้าปลีกขนาดเล็ก ขนาด SMEs กลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วน 50% เยอะที่สุดมีมากกว่า 1 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก น่าเป็นห่วงเหมือนกัน (ว่าจะปรับตัวทันไหมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วในยุคนี้)

 

พี่หมูบอกว่าตอนนี้หมดยุคละที่จะมองว่ารายใหญ่จะกินตลาดรายเล็กอย่างเดียว เพราะ “ถ้าค้าปลีกใหญ่สบายแล้วค้าปลีกเล็กไม่รอด สุดท้ายตลาดค้าปลีกก็จะไม่รอด” และ “ยุคนี้เป็นยุคนี้ค้าปลีกรายใหญ่ รายกลาง รายเล็กต้องช่วยกัน”

 

=======



ธุรกิจค้าปลีกไทยโตต่ำกว่าศักยภาพทีควรจะเป็น

 

”ธุรกิจค้าปลีกไทย เติบโตได้เรื่อยๆนะครับ แต่เราโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น” พี่หมูอธิบายให้ฟังว่าโดยทั่วไปแล้วธุรกิจค้าปลีกเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน เพราะฉะนั้นควรจะเติบโตไม่น้อนกว่าตัวเลข GDP ของประเทศ

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา GDP เติบโตประมาณ 4%   แต่ค้าปลีกไทยโตแค่ 2-3% เกือบต่ำที่สุดในอาเซียน โดยเหตุผลมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันครับ คือ โครงสร้างภาษีสินค้าแบรนด์หรู, ธุรกิจ Duty Free, และขาดการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านการช็อปปิ้ง

 

มาไล่ดูทีละเหตุผลกันครับ

 

=======

 

1. โครงสร้างภาษีสินค้าหรู แบรนด์ดัง สูงเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

“ตอนนี้สินค้าแบรนด์เนมมีกำแพงภาษีสูงถึง 30-50% ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านคิดแค่ 10-20%” สมมติว่าราคาที่เราซื้อเมืองนอก 100 บาท แต่ถ้าซื้อในไทยอาจจะต้องจ่าย 130 บาท หรือ 150 บาท จริงๆก็มีเหตุผลอยู่นะครับ เพราะในอดีตรัฐบาลไม่อยากให้คนไทยซื้อเยอะเพราะมองว่าเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย

 

แต่พี่หมูอธิบายว่า ตอนนี้สินค้าเหล่านี้เปลี่ยนเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันของเราไปแล้วครับ เป็นสินค้าที่แทบจะทุกคนก็ซื้อกัน เป็นเรื่องปกติ

 

“สถิติบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้สินค้าแบรนด์เนมเมื่อเทียบกับกำลังซื้อสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก” นั่นแปลว่าพอเราตั้งกำแพงภาษีสูงๆ คนไทยหลายคนก็เลยหนีไปซื้อเมืองนอก

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือ ตลาด Grey Market เป็นตลาดที่คนไทยไปเมืองนอก แล้วก็หิ้วสินค้าแบรนด์เนมกลับมาขายให้คนไทย และสัดส่วน 98% ของคนขายในตลาดนี้เป็นตลาดที่หนีภาษี ซึ่งไม่มีการสำรวจชัดๆว่ามูลค่าตลาดนี้เท่าไหร่

 

“ตลาดนี้ใหญ่มากๆเกือบเท่าตลาดค้าปลีกแล้ว ใหญ่มากจนทำให้ค้าปลีกไทยมีปัญหาครับ ” แต่การประมาณการณ์ TDRI พบว่าตลาดนี้น่าจะคิดเป็นสัดส่วน 20-30% ของ GDP หรือ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2-3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียวครับ (คิดทั้งตลาด online และ offline)

 

=======

 

2. การผูกขาดธุรกิจ Duty Free

 

“ไทยเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่ Duty Free ผูกขาด” และมีความแปลกตรงที่ปกติแล้วธุรกิจ duty free มักจะทำกำไรจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ตลาดไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เป็นการทำตลาดคนในประเทศไทยด้วยกันเอง ทำให้มีส่วนแบ่งเค้กธุรกิจค้าปลีกโดยรวมไป

 

พี่หมู วรวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่าที่เกาหลีใต้ ขายได้ 3 แสนล้านบาท แต่ในไทยมีรายได้เพียงแค่ 1 ใน 6 ของเกาหลีใต้ “อย่าลืมว่าไทย มีจำนวนนักท่องเที่บวมากกว่าเกาหลีมาก แต่ทำไมเราถึงมีรายได้น้อยกว่าเกาหลีใต้หลายเท่าตัว” 

 

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจ Pick up counter เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินช็อปซื้อของ แต่พอช็อปเสร็จไม่อยากหิ้วสินค้าไปมา หรือจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนซิกแซก เอาสินค้าใน duty free “แต่ในบ้านเรา มีการผูกขาดเพียงรายเดียวทำให้เสียรายได้ไปอีกส่วน”

 

“นักท่องเที่ยวมาซื้อของในไทย 1500 บาทแต่นักท่องเที่ยวที่ไปเกาหลีสูงถึง 8000 บาท” นี่เป็นตัวอย่างความแตกต่างกัน

 

=======

 

3. ยังไม่ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งอย่างเต็มที่

 

“หลายๆประเทศมีการทำ shopping street ถนนคนเดิน” อาจจะมีการปิดถนนสัก 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พี่หมูแนะนำว่าถ้าทำได้ ก็จะช่วยกระตุ้นธุรกิจค้าปลีกได้เช่นกัน

 

รัฐบาลอยากให้ไทยเป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว แต่ยังตั้งภาษีไว้สูง  เบื้องต้นทางด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกำลังไปเจรจากรมสรรพากรเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้คืนภาษี(VAT Refund) เป็นเงินบาทเพื่อให้นำเงินมาซื้อของต่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน แต่ยังติดปัญหาอยู่บ้าง

 

=======

 

ค้าปลีกกำลังเปลี่ยนไป

 

อย่างที่เราทราบกันแหละครับว่า ตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างพวกเราเปลี่ยนไปแล้วครับ ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว (เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีนี้เองครับ) เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตไปหมดก็เกิดจากการมาของ อินเตอร์เน็ตครับ

 

“พออินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นมันทำให้วิธีคิด วิธีการใช้ชีวิต วิธีการเสพความบันเทิงเปลี่ยนไป” ตอนนี้ไทยใช้ Social Network สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก 

 

“ถ้าเกิดตอนนี้ใครทำธุรกิจ แล้วยังไม่ข้องแวะกับอินเตอร์เน็ต คุณมีปัญหาแน่” “เพราะอินเตอร์เน็ต ณ ตอนนี้ไม่ใช่แค่การขายของ มันคือกระบวนการสื่อสารและการทำการตลาด”

 

แม้ว่าดูเหมือนว่าเทรนด์ออนไลน์กำลังมาแต่ตอนนี้สัดส่วนของตลาดค้าปลีก คิดเป็นสัดส่วน 2-3% ของค้าปลีกทั้งประเทศเท่านั้นครับ 

 

“ตลาดจีนที่เราเห็นว่าตลาดออนไลน์โตหนักมาก ตอนนี้มีสัดส่วนค้าปลีกออนไลน์เพียงแค่ 20% เท่านั้น” “ในขณะที่อเมริกาอยู่ที่ 13%” “ประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็ประมาณ 10%”

 

สำหรับตลาดในบ้านเรา โดยส่วนตัวพี่หมูมองว่า ตลาดออนไลน์น่าจะมีสัดส่วนประมาณ 3-5% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมดครับ ถามว่าคำนวณจากอะไร

 

พี่หมูเล่าให้ฟังอย่างนี้ครับว่า แกประเมินจากการดูจากผู้ประกอบการ Logistics ครับ เช่น Kerry ไปรษณีย์ไทย เอามาบวกกัน แล้วก็มาคำนวณสัดส่วนเอา ก็จะเห็นภาพว่าธุรกิจ E commerce น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-5% ของค้าปลีกทั้งหมด

 

“เหตุผลที่ต้องดูธุรกิจขนส่ง เป็นเพราะตลาด E commerce เมื่อไหร่ที่มียอดขาย ต้องใช้ Logistics ธุรกิจขนส่งในการส่งของ”

 

=======

 

ค้าปลีกบางประเภทกำลังเจอความยากลำบาก

 

ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีเท่านั้นครับที่เป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจค้าปลีกในบ้านเรา แต่เป็นเรื่องค่าเช่า และแนวโน้มค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น (ถ้าเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจริง พี่หมูมองว่าคงจะมี SMEs ล้มหายตายจากอีกมากครับ)

 

“อนาคตค้าปลีกประเภท Discount store จะอยู่ยาก แต่ร้านสะดวกซื้อจะยังอยู่ได้” พี่หมูวรวุฒิ ฟันธงครับ เหตุผลคือ เพราะความสะดวกครับ คนนิยมซื้อของชิ้นเล็ก ใกล้บ้าน “คุณอยากจะซื้อมาม่าสองห่อ คุณก็คงไม่อยากขับรถไปห้างจริงไหมครับ”

 

แต่ประเภทของธุรกิจค้าปลีกที่ พี่หมู ดูจะเป็นห่วงมากที่สุดเรียกว่า “category killer” ครับ ขยายความเพิ่มเติมคือร้านเฉพาะทาง ยกตัวอย่างเช่น ร้านอย่าง officemate เนี่ยแหละ “ถ้าบริหารจัดการไม่ดีก็อาจจะหายไปในอนาคต”

 

“ยิ่งค้าปลีกไหนที่มีขนาดใหญ่ๆยิ่งลำบาก เช่น Office Depot ของสหรัฐ” เมื่อก่อนมีหลายพันสาขา และแต่ละสาขามีขนาดใหญ่มากๆ “ถ้าวันนี้ใครมีสาขาใหญ่ขนาดนี้และมากขนาดนี้ ซวยละครับ เพราะค่าเช่ากินเรียบ” นั่นเลยทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ปรับลดขนาดของสาขา

 

และนั่นเลยเป็นเหตุผลให้ Officemate เองก็เริ่มขยายสาขาเล็กลง และขยายแบบแฟรนไชส์มากขึ้น โดยเริ่มจากห้องแถว 1-2 ห้องก่อน

 

“ถ้าคุณเคยไปญี่ปุ่นจะเคยเห็นร้าน Big Camera ที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยพัฒนามาจากร้านกล้องถ่ายรูป” พี่หมูบอกว่าตอนนี้ big Camera ขายทุกอย่างเลยครับ

 

พี่หมูยกตัวอย่างอีกห้างครับ อย่างห้าง Yodobashi สาขาอากิฮาบาระ เป็นห้างใหญ่ ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแทบจะทุกอย่าง คนไทยเองก็ชอบไป ปรากฏว่ายอดขายต่อปี สำหรับสาขานี้สาขาเดียวเอง สูงถึง 200,000 ล้านบาท!! 

 

=======

 

แนวทางในการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกไทย

 

“ค้าปลีกจะอยู่รอดได้หรืออยู่ไม่ได้ไม่เกี่ยวกับขนาดของร้าน หรือจำนวนสาขา แต่อยู่ที่ว่าเปลี่ยนแปลงหรับตัวได้เร็วรึเปล่า” “ใครปรับตัวได้ก็อยู่รอด” เป็นคำพูดที่สะกดคนทั้งห้องได้เลยครับ

 

พี่หมูอธิบายสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวช้า คือ อาจจะขาดข้อมูลข่าวสาร ขาดจินตนาการ ทำให้อ่านตลาดให้ออก และไม่สามารถตอบสนองกับสิ่งที่เปลี่ยนไปได้ และปัญหาอีกอย่างที่พี่หมูมองเห็นคือ คนไทยชอบเลียนแบบคนอื่นครับ

 

“ปัญหาคือชอบทำตามคนอื่น คนที่อยู่รอดได้ต้องทำด้วยตัวเอง” อันนี้โดนใจสุดๆครับ

 

พี่หมู ยกตัวอย่างร้านตัดผมครับ พร้อมกับให้จินตนาการว่า ถ้ามีแพลตฟอร์มให้ลูกค้าสามารถเลือกทรงผมได้เองจากบ้าน “ลองให้ลูกค้าเปลี่ยนทรงผมไปเรื่อยๆ โดยให้เห็นมุมด้านข้าง ด้านหน้า และด้านหลัง และเปลี่ยนสีผมได้จากรูปตัวเอง” “แล้วถ้าลูกค้าพอใจ ก็ค่อยส่งมาให้ร้านตัดผม” วิธีนี้จะช่วยประหยัดเวลาและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

 

หรือถ้าเป็นกรณีของ B2S บริษัทในเครือที่หมูบริหารอยู่นั้นครึ่งปีแรกมียอดขายที่เติบโต 10% ฟังดูแล้วน่าสนใจมากครับ

 

พี่หมูบอกว่าถ้าขายหนังสือแบบเดิมๆ ก็คงเหมือนๆกับร้านหนังสืออื่นๆที่ทยอยปิดตัวกันไปกันทั้งโลก “ผู้ประกอบการต้องพร้อมที่จะปรับตัวตอบสนองกับสิ่งที่เปลี่ยนไปได้ ปรับเปลี่ยนสินค้าให้เข้ากับสมัย” นี่คือคำแนะนำของพี่หมูครับ

 

เบื้องต้นพอสังเกตเห็นว่าคนไม่ใช้ CD กันแล้ว ทีม B2S ก็พร้อมที่จะยกเลิกขาย CD ทุกสาขาทันทีครับ และ

 

“ผมยกเลิกการขายแผ่นซีดีไปหมดแล้ว” “ผมหันมาขายโมเดลหรือสินค้ามีลายเซ็นลิขสิทธิ์ เช่นเสื้อยืดที่มีลายเซ็นศิลปิน” “แทนที่ผมจะขายหนัง iron man ผมก็หันมาขายหุ่น iron man แทน” แค่นี้ผู้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยกันหมดครับ เพราะทุกวันนี้คนยังให้คุณค่ากับของสะสมและสินค้าลิขสิทธิ์

 

กลยุทธ์ถัดมาคือต้องมองอนาคตให้ขาด ว่าสินค้าบริการอะไรกำลังจะมา “สิ่งที่ผมและทีมงานสังเกตเห็น คือ คนสนใจสุขภาพมากขึ้น” พี่หมูเลยให้คนเอานาฬิกาเพื่อสุขภาพ อย่าง Fitbit เอามาขายในร้าน ปรากฏว่า B2S เป็นร้านที่ขาย fitbit มากที่สุดในประเทศครับ

 

อีกรูปแบบนึงที่ควรทำคือ การสร้างกิจกรรมครับ พี่หมูยกตัวอย่างว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้าอยากจะขาย board game ก็คงตั้งไว้บนชั้นเฉยๆแล้วให้คนมาหยิบเอง แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วต้องจัดกิจกรรมให้คนมาเล่นบอร์ดเกมส์ 

 

“ตอนนี้ก็มีจัดแข่งขัน ให้ลูกค้ามีประสบการณ์” หรืออาจจะเป็นการสอนหรือการทำ workshop ก็ได้ เนื่องจากการบริการก่อนและหลังการขายเป็นสิ่งที่ผูกสัมพันธ์กับลูกค้า “วางเฉยๆ สินค้ามันขายเองไม่ได้ออีกต่อไปแล้ว”

 

“ถ้าไม่ติดเงื่อนไขพื้นที่ของห้าง ผมทำ workshop ให้ทำอาหารใน B2S ไปแล้ว” วิธีคิดแบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจยังคงเติบโตได้แม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอาจจะไม่สดใสนัก

 

=======

 

เก็บตกข้อคิดธุรกิจทิ้งท้าย

 

1. ทำธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา ทำไปแก้ปัญหาไป อย่ายึดติดกับความสำเร็จแบบเดิมๆ “คนไหนที่ยึด EGO ยึดความสำเร็จเดิมๆมักจะไปไม่รอด”

 

2. ธุรกิจขึ้นอยู่กับผู้นำ ต้องพร้อมที่จะปรับตัว “มันไม่เกี่ยวว่าคุณทำธุรกิจอะไรแล้วมันจะไม่รอด แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณทำธุรกิจยังไงต่างหาก” “มันจะมีร้านกาแฟที่ขายดี และร้านกาแฟที่ขายไม่ดีเสมอครับ” มันอยู่ที่คุณทำยังไง

 

3. ระบบบริหารจัดการไม่ดี ส่วนหนึ่งมาจากระบบบัญชีไม่ดี อาจจะกลัวเสียภาษี แต่เมื่อระบบบัญชีไม่ดี ก็จะไม่มีข้อมูลในการบริการจัดการที่ดี และอาจจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด

 

“บัญชีคือพื้นฐานของการบริหารจัดการเบื้องต้น” อันดับแรกคือบัญชีสินค้าเพื่อให้รู้ต้นทุนต่างๆ

 “การจะปรับปรุงธุรกิจได้ต้องขายดีมีกำไรก่อน”   “ขายดีมีกำไรคือจุดเริ่มต้น”   

 

4. อย่าลืมช่องทาง online ด้วยครับ  เพราะต่อให้ไม่ได้ขายสินค้าผ่านทาง Online ก็ยังจำเป็นต้องใช้เป็นช่องทางสื่อสารและเชื่อมสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในยุคนี้

 

5. อย่าเลียนแบบใคร! การทำธุรกิจต้องปรับตัวตลอดเวลา เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าธุรกิจอนาคตจะเป็นยังไง มันไม่มีสูตรสำเร็จในการทำธุรกิจเพราะต่อให้เราพยายามเลียนแบบใคร ก็ใช่ว่าเราจะประสบความสำเร็จเหมือนเค้า เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดต่างกัน

 

6. พยายามสร้างร้านของตัวเองให้มีจุดเด่น มีจุดขาย เช่น อาจจะทำเป็นมุมถ่ายรูป ให้ดูสวยงาม ตัวอย่างที่ทำได้ดีคือที่ญี่ปุ่นครับ

 

7. “ถ้าขายได้ปีละ 50ล้านแต่อยากได้ 200ล้านเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานเหมือนเดิมแล้วได้ ต้องเปลี่ยนวิธี ทำงานแบบธุรกิจ 200ล้าน นี่คือความจำเป็นของระบบและการบริหารจัดการที่ต้องพัฒนาไปตามขนาดของธุรกิจ” 

 

ส่วนใหญ่ธุรกิจไทยไปต่อไม่ค่อยได้ เพราะไม่ปรับวิธีคิดและไม่เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ ในท้ายที่สุดก็อาจจะไม่มีที่ยืนบนโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วในทุกๆวัน 

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุข นี่คือ “ถามอีก กับอิก” ครับ

 

=====================

 

TAM-EIG

TAM-EIG

1541

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
error: Content is protected !!