ทำไมปู่ บัฟเฟตต์ ถึงเก็บหุ้นซุปเปอร์มาร์เกต ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ Kroger เข้าพอร์ต มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท?

1388

 

#ลงทุนนอกโลก โดยถามอีก กับอิก

 

เมื่อวานนี้ราคาหุ้นของ Kroger Co บวกแรงทันทีครับ เกือบ 7% (ทันทีที่รู้ข่าวว่า Berkshire Hathaway เข้ามาเก็บหุ้นมูลค่ากว่า 549 ล้านเหรียญหรือว่า 1.6 หมื่นล้านบาท)

 

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2.26 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 6.8 แสนล้านบาท!

 

ตอนนี้มี 3,014 สาขา มีรายได้สุดโหด 1.21 แสนล้านเหรียญหรือ 3.6 ล้านล้านบาท (มากกว่า CPALL 7 เท่า, มากกว่า MAKRO 18 เท่า)

 

ส่วนกำไรก็สูงถึง 3.11 พันล้านเหรียญ หรือ เกือบ 1 แสนล้านบาท!

 

======

 

1. ความโหดยังไม่หมดครับ

 

Kroger Co. เป็นซุปเปอร์มาร์เกตที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ และเป็นห้างค้าปลีกใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของสหรัฐ (รองจาก Walmart) และเป็นค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 5 ของโลก และติดอันดับ Fortune 500 (อันดับที่ 20)

มีลูกค้าที่ซื้อสินค้าในเครือมากกว่า 9 ล้านคนต่อวัน และมีครอบครัวที่ซื้อเป็นประจำมากกว่า 60 ล้านครัวเรือน

และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า บริษัทใหญ่โตขนาดนี้ ค่า P/E อยู่ที่ 14.4x เท่านั้นครับ (ถูกกว่าหุ้นหลายๆตัวในบ้านเราซะอีก)

 

======

 

2. Kroger Co. เป็นค้าปลีกระดับตำนานของสหรัฐเลยครับ

 

ตำนานของ ค้าปลีกยักษ์ใหญ่รายนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1883 อายุยาวนานกว่า 137 ปี แล้วครับ

 

“จงพิถีพิถัน” “อย่าขายอะไรก็ตาม ที่คุณเองก็ยังไม่ต้องการมันเลย” นี่คือสโลแกนของ คุณทวด Bernard Kroger ผู้ก่อตั้ง ยึดถือมาตลอด

 

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ เป็นบริษัทท่ีกล้าคิด กล้าทำอย่างมากครับ ผมยกตัวอย่างเช่น

 

ในปี 1902 เป็นเจ้าแรกของสหรัฐที่ให้บริการแบบ self service ให้ลูกค้า ช็อปปิ้งเอง จ่ายตังเอง

 

เป็นเจ้าแรกที่ใช้ระบบการติดตาม คุณภาพของสินค้า, และทดสอบอาหารให้ได้มาตรฐานก่อนที่จะขายลูกค้า และใช้กลยุทธ์การทำขนมปังสดๆรวมถึงการเตรียมเนื้อสดๆ เอามาขายในร้าน (ช่วยเพิ่มอัตราทำกำไร และลดปัญหาพ่อค้าคนกลางครับ)

 

และเป็นเจ้าแรกที่ใช้ไอเดียสร้างที่จอดรถ รอบๆ ตัวห้าง ทั้ง 4 ด้านเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า

 

และในปี 1970 ก็เป็นเจ้าแรกที่ใช้เครื่องสแกน อิเล็กทรอนิกส์ และทำการวิจัยพฤติกรรมลูกค้าอย่างจริงจัง

 

======

 

3. ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม

 

Kroger ช่วงแรกออกตัวช้าหน่อยครับ มีจำนวนเพียง 40 สาขาหลังจากเริ่มทำธุรกิจมานานกว่า 19 ปี ในปี 1902

 

หลังจากนั้น 10 ปีหลังจากที่ผู้บริหารเริ่มสร้างระบบหลังบ้านได้ดี ก็เริ่มขยายเร็วขึ้นครับ ในปี 1912 มีสาขากว่า 157 แห่งเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวครับ

 

แต่กลยุทธ์ที่ทำให้ Kroger เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ การเข้าซื้อกิจการแบบรัว ๆ ครับ

 

“Kroger ไล่ซื้อกิจการซุปเปอร์มาร์เกต ที่เน้นขายของชำ และอาหาร เช่น Henke&Pillot , Big Chian Stores, Market Basket” นี่เป็นเพียงแค่บางส่วนในการซื้อกิจการช่วง 1950-1960

 

ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในอุตสาหกรรมได้ตั้งแต่ช่วงปี 1980

 

และมาไล่ซื้อกิจการหนักๆอีกในช่วงทศวรรษ 1990 เช่น Great Scott, Pay Less Food, JayC Food Stores, Owen’s Market, A&P, และควบรวมกิจการกับร้านขายของชำที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอันดับที่ 5 ในปี 1998

แล้วหลังจากนั้นก็ไล่ซื้อกิจการเรื่อยมาจนนับไม่ถ้วนครับ

 

======

 

4. แล้วอะไรละ ที่ปู่บัฟเฟตต์และทีม Berkshire Hathaway ถึงชอบ Kroger Co.

 

คำตอบสั้นๆจากการวิเคราะห์ของ “ลงทุนนอกโลก โดยถามอีก กับอิก” คือ Kroger เก่งในสนามธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ และการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่งครับ

 

เริ่มจากอย่างแรกก่อนครับ ตลาดขายสินค้าของชำ ของสด ผลไม้สด เป็นตลาดที่ใหญ่อย่างเหลือเชื่อครับ

 

“ตลาดนี้มูลค่าสูงถึง 6.32 แสนล้านเหรียญต่อปี”

 

โอวโหดมาก ๆ

 

======

 

5. แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ

 

เมื่อ Kroger ทำได้ดี ก็เริ่มมีรายใหญ่เข้ามาบุกตลาดนี้บ้างครับ เช่น Walmart เข้ามาบุกตลาดขายอาหาร ผักสด ผลไม้สดในช่วงปี 1988

 

สิ่งที่ Kroger ทำคือพยายามยึดหัวหาดในบางพื้นที่ให้มีส่วนแบ่งการตลาด 40-50% และไม่พยายามทำตลาดทุกรัฐ และทุกเมืองเพราะคงจะสู้การกดราคาของ Walmart ไม่ได้

 

และเลือกที่จะพัฒนาคุณภาพของสินค้า และบริการ ไม่แข่งลดราคากับ Walmart (เพราะยังไงก็คงสู้ไม่ได้อยู่ดี)

 

และหลังจากหาที่ยืนของตัวเองได้แล้ว ก็ปรากฏว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนอย่างรุนแรง โดยหันมาทานอาหารประเภท ออร์แกนิกมากขึ้น นั่นเลยทำให้มีผู้เล่นรายใหม่ยักษ์ใหญ่ เกิดขึ้น คือ Wholefoods ที่เน้นของคุณภาพดี ออร์แกนิค (แต่ขายราคาแพง)

 

ก่อนที่ Amazon จะซื้อ wholefoods ไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยใช้พลังของสมาชิก prime ให้สิทธิประโยชน์มากมาย

ยังไม่นับการกระโดดเข้ามาทำตลาดของ Target ที่ซื้อกิจการ shipt ที่เก่งด้านการส่งของชำทางออนไลน์มูลค่า 550 ล้านเหรียญในปี 2017

 

“สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นขุมทรัพย์ เค้กก้อนใหญ่มาก และการแข่งขันก็จะสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ” นั่นเลยทำให้ Kroger ต้องขยับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง

 

======

 

6. Kroger แก้เกมด้วยการบุกออนไลน์และซื้อกิจการหนัก ๆ อีกรอบ

 

ปัจจุบันตลาดซื้อของชำ ของสดทางออนไลน์ สูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าในช่วง 3 ปีล่าสุด

 

“70% ของผู้ซื้อสินค้าในสหรัฐจะซื้อของชำ ของสด ทางออนไลน์ในช่วง 5-7 ปีนี้” คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านเหรียญ นี่คือผลสรุปการวิจัยของ นีลสันครับ

 

เป็นการตอกย้ำว่า Kroger กำลังมาถูกทางครับ

 

Kroger จัดหนักเป็นพันธมิตรกับ Ocado ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เกตที่เก่งออนไลน์มาก ๆ ของอังกฤษในช่วงปี 2018 และซื้อหุ้นบางส่วน

 

โดย Ocado ถือว่าเป็นเทพด้านระบบบริหารงานหลังบ้านและการจัดส่งสินค้าพวกของชำ ไปถึงที่บ้านลูกค้า และเก่งเรื่องหุ่นยนต์ รวมถึงระบบอัตโนมัติ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคลังสินค้าได้

 

“เป้าหมายหลักของเรา คือ การพัฒนาระบบ ecommerce เช่น ระบบสั่งออนไลน์, ระบบเติมของแบบอัตโนมัติ และจัดส่งสินค้าไปที่บ้าน“

 

นอกจากนี้ยังจับมือกับอาลีบาบา บุกตลาดจีน ครับ

 

แต่ที่สร้างความฮือฮา ในช่วง 1-2 ปีล่าสุดคือ การเข้าซื้อกิจการของ Home Chef มูลค่า 6 พันล้านบาทเพราะเชื่อว่าเทรนด์ของการซื้ออาหารที่พร้อมปรุงสุก กำลังจะมา

 

และสิ่งที่พิสูจน์ว่ากำลังมาถูกทางคือยอดขายทางออนไลน์ตอนนี้เติบโต มากกว่า 60% และรายได้ก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กำไรอาจจะลดลงบ้าง เพราะมีต้นทุนการขนส่ง, ลงทุนระบบหลังบ้าน และอาจจะต้องลดราคาให้ลูกค้ามาลองสั่งทางออนไลน์บ้าง

 

======

 

ความเห็นของ #ลงทุนนอกโลก โดยถามอีก กับอิก

 

1. ธุรกิจที่ Kroger ทำอยู่เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ๆ แต่เป็นตลาดที่กระจัดกระจาย ไม่มีใครเป็นเจ้าตลาดที่ผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้มีโอกาสเติบโตสูง

 

และธรรมชาติของธุรกิจนี้ คือ ลูกค้ามีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำ เรื่อยๆ ทำให้รายได้มีโอกาสโตได้ต่อเนื่อง

 

แต่ก็เป็นตลาดที่ปราบเซียนสุด ๆ (ของสดหมดอายุเร็ว) และลูกค้าก็อาจจะไม่จงรักภักดีกับแบรนด์มาก

 

ทำให้ต้องอาศัยประสบการณ์ในการบริหารจัดการ ซึ่งถือว่าเป็นความได้เปรียบของ Kroger ที่ทำธุรกิจนี้มานาน เป็นร้อยๆปี

 

2.จุดที่น่าสนใจคือ ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติของ Kroger จะเห็นว่าผู้บริหารมี DNA ของการสร้างการเปลี่ยนแปลงเสมอ ๆ ไม่หยุดนิ่งเลยครับ ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้

 

แม้จะไม่รู้ว่า Kroger จะเป็นผู้ชนะในระยะยาวหรือป่าว หรือในท้ายที่สุดก็อาจจะแพ้ Walmart กับ Amazon ก็ได้ แต่อย่างน้อยการที่ผู้บริหารพัฒนากิจการตลอดก็พอจะทำให้อุ่นใจได้บ้าง

 

3. Kroger มีระบบจัดเก็บข้อมูลลูกค้าที่ดีมาก ทำให้มีความเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี (เป็นจุดที่ผู้บริหารเน้นย้ำอย่างมากว่า จะเป็นกลยุทธ์หลักในอนาคต)

 

และนำมาต่อยอดพัฒนาทั้งเวปไซต์ และจัดร้านใหม่ให้ลูกค้าเพลิดเพลินไปกับการทานอาหารและซื้อของชำ (ยอดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด)

 

4. ข้อสังเกตคือ ปู่ขาย Walmart ไปแล้ว เพราะมองว่าแม้จะเริ่มปรับตัวออนไลน์ได้ดี แต่ก็อาจจะไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

5.แต่กลับทยอยสะสมหุ้น Amazon ซึ่งก็เริ่มหันมาจับตลาดขายของชำ และของสดเช่นกัน

 

นั่นหมายความว่า ปู่เองกำลังมองเห็นศักยภาพในตลาดนี้ และไม่ว่าในท้ายที่สุดจะเป็น Kroger หรือ Amazon ที่ชนะในธุรกิจนี้

 

ปู่เองก็จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ดี 🙂

 

========

 

เริ่มต้นวันนี้ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต

 

อิสรภาพชีวิต !! อยู่ไหนก็ไม่พลาด อย่าลืมกดติดตามนะครับ หรือเพิ่มช่องทางการสื่อสารได้เลย

 

ส่งข่าวสารถึงมือผ่าน [email protected]http://bit.ly/TAM-EIG_LINE
คลิกเลย

TAM-EIG

TAM-EIG

1388
error: Content is protected !!