ละครจบแล้วแต่โล้สำเภายังไม่จบ.. รู้หรือไม่ ตลาดถุงยางอนามัยมีมูลค่าแสนล้านบาทต่อปี

1208

ละครจบแล้ว แต่โล้สำเภายังไม่จบ… รู้หรือไม่ ตลาดถุงยางอนามัยมีมูลค่าแสนล้านบาทต่อปี

รู้หรือไม่ว่า…ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโล้สำเภา เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

เหตุผลคือ 1) จำนวนประชากรยังเพิ่มมากขึ้น 1 พันล้านคนทุกๆ 12 ปี และ 2) คนมีการศึกษามากขึ้นและให้ความสำคัญกับการคุมกำเนิดมากขึ้น.

ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตถุงยางมากขนาดไหน?

บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยุ่ไม่ไกลจากเราครับ นั่นคือ บริษัท Karex สัญชาติมาเลเซียที่เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่ 29 ปีที่แล้ว

Karex เป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยมากถึง ปีละ 5 พันล้านชิ้น ป้อนให้กับแบรนด์ดัง 120 ประเทศทั่วโลก รวมถึง Durex โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 20% ของทั้งโลก

ลูกค้าหลัก อยู่ที่ แอฟริกา รองลงมาคือ เอเชีย และอเมริกา โดยเพิ่งซื้อกิจการผู้ผลิตถุงยางอนามัย ในอังกฤษเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยตั้งใจว่า จะปั้นแบรนด์ขึ้นมาเพื่อทำตลาดในเอเชีย เพราะมองว่าคนเอเชียเชื่อมั่นแบรนด์ที่มาจากอังกฤษมากว่า สัญชาติอื่น

ปีที่แล้วมีรายได้สูงถึงปีละ 3 พันล้านบาท และมีมูลค่า market cap: 8 พันล้านบาท

แต่ถ้าเป็นผลตอบแทนหุ้น ถือว่าไม่ดีเลยครับ ราคาร่วงจากปี 2016 กว่า 70% หลังจากที่กำไรลดลง 30% ทั้งๆที่ยอดขายเพิ่มขึ้นไม่มีตก

หลักๆเพราะเจอมรสุม ต้นทุนราคายางที่สูงขึ้นอย่างมาก และค่าใช้จ่ายจากการขยายตลาดในต่างประเทศ
===================

ตลาดโลกละเป็นอย่างไร?

บทวิจัยหลายแห่งมองตรงกันว่า ตลาดโล้สำเภา ทั้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 3.3 แสนล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า

ทำให้ธุรกิจนี้ในต่างประเทศคึกคักมากครับ เช่น เมื่อปีที่แล้วนักลงทุนจีนทุ่มซื้อกิจการผู้ผลิตถุงยางอนามัยใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก ด้วยมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านบาท เพื่อป้อนตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และกำลังเปิดรับเรื่องทางเพศมากขึ้น
===================

แล้วตลาดไทยละ?

ตลาดถุงยางอนามัย ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 1,432 ล้านบาท เติบโตปีละ 5-7% ในทุกๆปี ไม่มีปีไหนที่ยอดตกเลยครับ

ส่วนช่วงที่ขายดีมากที่สุด คือ วันวาเลนไทน์ กับ วันลอยกระทง (ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ ถึง 20%) อืมมม เข้าใจตรงกันนะ….

ผู้เล่นรายใหญ่ของไทย มี 4 แบรนด์ครับ (ครองส่วนแบ่งการตลาด 95.3%) แต่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง market share บ้างแล้ว

Durex: ส่วนแบ่งการตลาด ปัจจุบัน 51.8% สูงที่สุด แต่ลดลงจาก 3 ปีที่แล้วที่เคยมี market share 57.4%
Onetouch: เป็นแบรนด์ที่มาแรงที่สุด ตอนนี้ market share 24.3% เพิ่มขึ้นจาก 20.1%
Okamoto: 12.1% เพิ่มขึ้นจาก 10.7%
Playboy: เพิ่มขึ้นทีละน้อยจาก 6.2% เป็น 7.1%

===================

ส่วนในไทยเองก็มีผู้เล่นรายใหญ่เช่นกัน นั่นคือ TNR ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ เป็นรายใหญ่ที่สุดในไทย มี 3 ธุรกิจหลัก คือ:

1. ผลิตถุงยางและเจลหล่อลื่น ภายใต้ชื่อ Onetouch
2. รับจ้างผลิต และจัดจำหน่ายให้กับรายใหญ่ เช่น PLAYBOY
3. ประมูลงานกับองค์กรภาครัฐ และองค์กรเอกชน เพื่อแจกถุงยางอนามัย

ผลประกอบการของ TNR คล้ายๆ กับ Karex ครับแม้ว่ารายได้ยังเติบโตต่อไม่หยุด มีรายได้ 1,311 ล้านบาท แต่กำไรลดลง 36% เพราะเจอแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ปัจจุบัน TNR มีมูลค่าตลาด 5,580 ล้านบาท

=====================
ธุรกิจนี้ใช้เทคโนโลยีอาจจะไม่ต่างกันมากนัก ต้นทุนหลักขึ้นอยู่กับราคายางและการบริหารจัดการภายในของแต่ละบริษัท ที่สำคัญคือการสร้างความน่าเชื่อถือและทำแบรนด์เพื่อสร้างความแตกต่าง

แล้วก็คงบวกกับเคล็ดลับของแต่ละเจ้าที่ใช้ เอาชนะใจ เหล่านักโล้ …..

ไม่อยากพลาด! Add [email protected] ไว้นะครับ �คลิก https://line.me/ti/p/%40Eig_Banphot

TAM-EIG

TAM-EIG

#ทุกเรื่องที่นักลงทุนต้องรู้

1208
error: Content is protected !!